เมืองชิงจิง ภายในวังหลวง
หวังเค่อเดินนำหน้าโดยมีกลุ่มศิษย์ตระกูลหวังรายล้อม ส่วนพี่ใหญ่คอยเดินเปิดทางให้
“ท่านประมุข สถานการณ์ตอนนี้ร้ายแรงนัก ถึงพวกเราจะเคลื่อนไหวก่อนใครจนกักตุนทรัพย์สินและเสบียงอาหารมาได้มากที่สุด! แต่พวกขุนศึกทั้งหลายต่างร่วมมือกันเพื่อแบ่งแยกดินแดน แถมขุนศึกแต่ละฝ่ายยังติดต่อไปยังบรรพชนของตนตามพรรคสำนักเซียนต่างๆ จนได้รับการสนับสนุนเื้ั กองกำลังของพวกมันเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วนัก!” พี่ใหญ่กังวล
“มีทั้งเงินและอาหารยังจะต้องกลัวอะไรอีก? ส่วนพวกมัน พวกมันมีคนหนุนหลัง! แล้วข้าไม่มีหรือไง? สำนักเซียนไม่อาจออกหน้าเข้าร่วมาแดนมนุษย์ได้! ศิษย์สำนักเซียนไม่อาจแทรกแซงการศึก! ยังมีอะไรต้องกลัว? กำลังเสริม? ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานแม่ทัพเซียนเทียนจำนวนมหาศาลจะถูกเกณฑ์มาจากเมืองเซียนใหญ่ทุกแห่ง! ในเมืองเซียนเวลานี้ใครจะเทียบอิทธิพลข้าได้?” หวังเค่อเอ่ยอย่างมั่นใจ
“ขอรับ! ขอบคุณท่านประมุข!” พี่ใหญ่ขานรับอย่างนอบน้อม
“สถานการณ์นอกชิงจิงเป็อย่างไร?” หวังเค่อถามเสียงเข้ม
“ในชิงจิงเรายังคุมกองทัพไว้ได้ ตามกำหนดที่ท่านประมุขตราไว้ พวกเราห้ามทำร้ายคนทั่วไป แม้แต่ตระกูลของข้าหลวงเก่าในเมืองก็ด้วย ใน่าจึงทำได้เพียงห้ามไม่ให้ผู้ใดรวมตัวกันหรือออกนอกเมืองโดยไม่แจ้งเท่านั้น! ไม่เช่นนั้นจะถูกขังเดี่ยว!” พี่ใหญ่อธิบาย
“อืม!” หวังเค่อพยักหน้า
“จะว่าไป ท่านประมุข ตอนนี้ขุนศึกหลายคนเริ่มอ้างตัวเป็อ๋อง ประกาศชื่อราชวงศ์ตนเองกันแล้ว! ข้าไม่ทราบว่ากองทัพหวังเรามีนามราชวงศ์ว่าอะไร? ขอท่านประมุขตัดสินด้วย!” พี่ใหญ่กล่าวอย่างคาดหวัง
“ชื่อราชวงศ์?” หวังเค่อมองพี่ใหญ่กับคนที่เหลือด้วยสีหน้าพิกล
ยังไม่ทันทำอะไรสำเร็จสักอย่าง เ้าก็เริ่มคิดหาชื่อราชวงศ์กันแล้ว?
“ใช่!” ศิษย์ตระกูลหวังทั้งหมดต่างขานรับอย่างตื่นเต้น
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวข้าคิดให้! ตอนนี้ขอข้าคุยเื่สถานการณ์ของเราก่อน!” หวังเค่อกล่าวเสียงเข้ม
“ตอนนี้นอกจากต้าชิงแล้ว ตระกูลหวังเรายังควบคุมเมืองไว้อีกสิบสองแห่ง ในบรรดาขุนศึกทั้งหลาย พวกเราถือว่าเป็หนึ่งในกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุด!” พี่ใหญ่เอ่ยอย่างตื่นเต้น
“แล้วท่าทีของศิษย์สำนักเซียนเล่า?” หวังเค่อถาม
“หา?” พี่ใหญ่ชะงักไป
“ข้าหมายถึง พอตระกูลหวังยกธงประกาศเอกราชแล้ว! ศิษย์สำนักเซียนที่ประจำอยู่ในแดนมนุษย์มีท่าทีอย่างไร!” หวังเค่อถาม
“พะ พวกเราไม่ทราบ! เพราะพวกมันไม่สนใจาในแดนมนุษย์ สนใจเพียงว่าจะมีศิษย์ฝ่ายธรรมะหรืออธรรมแทรกแซงหรือไม่เท่านั้น!” พี่ใหญ่ตอบ
“เหลวไหล! ตลอดเวลาที่ผ่านมา เ้ายังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสำนักเซียนอีก? โดยเฉพาะถ้าหากผู้าุโเหล่านี้เกิดไม่พอใจ พวกมันก็สามารถกุดหัวเ้าได้ทุกเวลา! พวกมันไม่สนใจรึ? เมื่อสิบปีก่อนข้าก็เคยเกือบยึดอำนาจราชวงศ์ต้าชิงได้ ไม่ใช่โดนศิษย์สำนักเซียนแทรกแซงใน่เวลาสำคัญสุด? นี่หรือไม่สนใจของเ้า?” หวังเค่อเอ่ยเสียงเย็น
“พะ พวกเรา…!” พี่ใหญ่กับคนที่เหลือก้มหน้าอยู่พักใหญ่
“ค้นหาตำแหน่งพวกมันในเมืองชิงจิงได้แล้วหรือยัง?” หวังเค่อถามเสียงเข้ม
“ขอรับ พวกเรารู้ที่อยู่ของศิษย์สำนักเซียนทั้งหลาย แต่ไม่กล้ายุ่งกับพวกมัน!” พี่ใหญ่กระซิบ
“รีบไป ให้ว่อง ส่งคนเตรียมของขวัญไปเยี่ยมเยือนศิษย์สำนักเซียนทั้งหลาย! หากพวกมันไม่ยอมรับก็วางของไว้หน้าประตู! พวกมันอาจไม่ยอมรับ แต่เ้าก็ห้ามปล่อยพวกมันไป! แม่งเอ๊ย ไอ้พวกนี้อาจนิ่งเฉยไม่ช่วยเ้า แต่ถ้าเผลอหันหลังมันก็พร้อมสังหารเ้าทุกเวลา!” หวังเค่อเอ่ยอย่างจริงจัง
“ทราบ! พวกเราจะจัดแจงทันที!” ศิษย์ตระกูลหวังต่างรับคำอย่างนอบน้อม
“ช้าก่อน!” หวังเค่อหยุดทุกคนไว้
หวังเค่อหันหน้ามามองจางเจิ้งเต้าที่มองดูรอบด้านอย่างเบื่อหน่ายพลางแคะขี้มูก
หวังเค่อหันมา ทุกคนเองก็มองตาม
จางเจิ้งเต้าหน้าแข็งค้าง “พวกเ้ามองข้าหาอะไร? ข้าแคะขี้มูกที่นี่ไม่ได้เรอะ?”
“จางเจิ้งเต้า เ้าติดตามคนของข้าไปเยี่ยมเยือนศิษย์สำนักเซียน!” หวังเค่อกล่าว
“เพื่ออะไร?” จางเจิ้งเต้าถามอย่างงุนงง
“คนของข้าจะไปส่งของขวัญให้พวกมัน! ข้ากลัวพวกมันไม่ยอมรับ ในฐานะผู้าุโเค่อชิงของพรรคเทพหมาป่า์ เ้าไปเดินสายเสียหน่อย ทำให้มั่นใจว่าพวกมันยอมรับของ!” หวังเค่ออธิบาย
จางเจิ้งเต้าเบิกตากว้าง “พิลึกแท้ เ้าก็มีเวลามอบของขวัญกับเขาด้วย? เ้าไม่ใช่ไก่ขนเหล็กหรอกหรือ?”
“ผายลม! นี่เรียกว่าความจำเป็ทางการเมือง เ้าจะไปรู้อะไร! จะว่าไป เ้าไปลองถามดูว่าจะกล่อมให้พวกมันซื้อประกันได้ไหม! คนพวกนี้ประจำอยู่ในแดนมนุษย์ ต้องไม่เคยเข้าร่วมพิธีเปิดบริษัทเสินหวัง พวกมันคงไม่รู้เื่ประกันของข้า แต่พวกที่ประจำในแดนมนุษย์มักต้องต่อสู้พวกฝ่ายอธรรมอยู่บ่อยครั้ง พวกมันจำเป็ต้องใช้ประกันข้ายิ่งกว่าใคร! จำแก่นหลักที่ข้าสอนเ้าไปให้ดี ทำตัวใจกว้างกระตือรือร้น รักษาสง่าราศี เ้าไปเพื่อมอบความสุขให้พวกมัน ไม่ได้ไปขอร้องให้พวกมันยอมซื้อ!” หวังเค่ออธิบาย
จางเจิ้งเต้าชะงักไป “ข้าว่าแล้ว ของขวัญที่พูดถึงเป็ของปลอม! นี่เ้าพยายามหาเงินจากพวกมัน?”
หวังเค่อกลอกตา! รู้แล้วยังจะมัวพูดมากไร้สาระอีก?
“ไม่ได้ ครั้งนี้เ้าต้องเพิ่มค่าคอมให้ข้า!” จางเจิ้งเต้าเอ่ยอย่างกังวล
“ถ้าเ้าเจรจาคนเดียวสำเร็จ ข้าให้ค่าคอมเ้าสองส่วนเลย!” หวังเค่อพูดตามตรง
“สองส่วน? เ้า เ้าใจกว้างขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่?” จางเจิ้งเต้าเอ่ยอย่างยินดี
สองส่วน นี่เป็ครั้งแรกที่หวังเค่อยอมแบ่งให้ตนขนาดนี้
“ไปได้แล้ว!” หวังเค่อเร่ง
“ได้เลย ฮ่าฮ่าฮ่า เ้ารอฟังข่าวดีได้เลย! ศิษย์ฝ่ายธรรมะรึ? ข้าจะไปเยี่ยมทีละคนเลย ฮ่าฮ่า!” จางเจิ้งเต้าตามศิษย์ตระกูลหวังจากไปอย่างตื่นเต้น
หวังเค่อไม่สนใจนัก คนมีเงินจะมาประจำอยู่ในแดนมนุษย์สักเท่าไหร่กันเชียว?
“พี่รองอยู่หรือไม่?” หวังเค่อถาม
“ขอรับ น้องรองกำลังรออยู่ที่สวนด้านหน้า แถมยังพาคนมาด้วยจำนวนมาก!” พี่ใหญ่อธิบาย
“อืม!” หวังเค่อพยักหน้ารับ
หวังเค่อมาถึงสวนหย่อมขนาดใหญ่ของวังหลวงโดยมีพี่ใหญ่นำทาง
เมื่อมาถึงสวนหย่อม กลุ่มศิษย์ตระกูลหวังก็ถอยกลับไปทันที แม้แต่พี่ใหญ่ยังไม่ตามมาด้วย
หวังเค่อเดินเข้าสู่สวนหย่อมเพียงลำพัง
ภาพที่เห็นในสวนหย่อมคือกลุ่มวัยรุ่นห้าร้อยคนกำลังคุกเข่าลงข้างหนึ่งพลางมองดูหวังเค่อด้วยสีหน้าเทิดทูนและตื่นเต้น
“น้อมรับท่านประมุข!” วัยรุ่นทั้งห้าร้อยส่งเสียงอย่างยินดี
คนที่นำหน้าอยู่ดูมีอายุกว่าคนที่เหลือ หน้าตาดูคล้ายพี่ใหญ่อยู่บ้าง หากสีหน้าของมันดูเ้าระเบียบอย่างยิ่ง นี่ก็คือพี่รองของหวังเค่อ
“ผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพร น้อมรับท่านประมุข!” พี่รองกล่าวอย่างนอบน้อม
“พี่รอง ท่านไม่ต้องทำเช่นนี้ก็ได้ องครักษ์เสื้อแพร? ข้าตั้งหน่วยนี้ขึ้นมาเพื่อเตรียมสถาปนาอาณาจักร ตอนนี้ก็ผ่านมาเป็สิบปีแล้ว ไม่มีองครักษ์เสื้อแพรอีกแล้ว!” หวังเค่อหัวเราะ
“ท่านประมุข ถึงท่านจะไม่อยากให้พวกเราเรียกตัวเองเช่นนั้น แต่พวกเราก็ไม่มีวันลืมกำพืดตัวเอง! ตระกูลหวังนอกจากทายาทตระกูลหวังแล้ว ยังมีขอทานกำพร้าข้างถนนอีกนับไม่ถ้วนที่ท่านรับอุปการะมา ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา พวกมันก็ได้กลายเป็ส่วนหนึ่งของตระกูลหวังแล้ว แม้คนตระกูลหวังในแดนมนุษย์จะไม่ได้รุ่งเรือง แต่ก็เติบโตก้าวหน้าในเมืองเซียนด้วยการชี้นำของท่านประมุข! ท่านประมุขอาจไม่แยแสองครักษ์เสื้อแพรแล้ว แต่พวกเราล้วนตระหนักในใจเสมอว่าทุกสิ่งล้วนเป็ท่านมอบให้! พวกเราล้วนเป็คนตระกูลหวัง! เป็ข้ารับใช้ที่ซื่อตรงกับท่านประมุขที่สุด!” พี่รองเอ่ยอย่างนอบน้อม
“เอาเถอะ ลุกขึ้น!” หวังเค่อโบกมือ
“ทราบ!” ทุกคนยืนขึ้น
“ท่านประมุข พวกนี้คือคนรุ่นเยาว์ตระกูลหวังที่ยอดเยี่ยมที่สุดโดยคัดตามเกณฑ์ของท่าน ต้องขอบคุณศิลาิญญาที่ท่านประมุขคอยจัดหาให้มาตลอด พวกมันบางคนมีพร์ด้านบำเพ็ญตน คนที่เก่งที่สุดอายุเพียงยี่สิบปีก็บรรลุเซียนเทียนแล้ว!” พี่รองแนะนำตัวเด็กทั้งห้าร้อยคน
หวังเค่อมองดูคนรุ่นเยาว์เหล่านี้ด้วยแววตาพอใจ เหมือนอย่างที่ตนบริจาคให้องค์กรการกุศลบนดาวโลก เด็กรุ่นใหม่ยากไร้เหล่านี้เองก็ขยันเรียนรู้จนเติบโตขึ้นมาอย่างยอดเยี่ยม
“ดี!” หวังเค่อตอบอย่างพึงใจ
“ท่านประมุขโปรดวางใจ เด็กพวกนี้ข้าได้ตรวจสอบมาหมดแล้ว! ไม่มีวันทรยศท่านประมุขแน่นอน!” พี่รองรับประกัน
“ที่ข้าให้รวบรวมคนรุ่นเยาว์มากพร์เหล่านี้มา รู้จุดประสงค์หรือไม่?” หวังเค่อมองพี่รอง
“ขอรับ! ท่านประมุขเตรียมการสำหรับงานชุมนุมประตูัที่กำลังจะมาถึง!” พี่รองตอบอย่างนอบน้อม
“ใช่แล้ว! พวกมันล้วนแต่เป็เมล็ดพันธุ์ชั้นเลิศ! จะให้เก็บตัวละทางโลกก็น่าเสียดาย พวกเ้าทุกคนสมควรเข้าร่วมสำนักเซียนมากกว่า!” หวังเค่อหัวเราะ
“ท่านประมุข ท่านคิดอยากส่งเด็กพวกนี้เข้าร่วมพรรคเทพหมาป่า์?” พี่รองถามอย่างใคร่รู้
หวังเค่อส่ายหน้า “ไม่ กระจายตัวออกไป เข้าร่วมสำนักเซียนใหญ่ทุกแห่ง!”
“ท่านประมุขคิดผนึกรวมสำนักเซียนใหญ่ทั้งหมดในสิบหมื่นมหาบรรพต? ตอนนี้เลยส่งคนของเราไปแฝงตัว?” พี่รองพลันตื่นเต้นขึ้นมา
หวังเค่อมองพี่รองด้วยสีหน้าพิกล ข้าไปพูดแบบนั้นตอนไหน?
“หน้าข้าดูเหมือนคนคิดก่อฏมากเลยรึ?” หวังเค่อถามด้วยสีหน้าพิลึก
“อืม ผู้น้อยไม่ทราบ!” พี่รองส่ายหน้า
“เอาเถอะ ไม่ต้องพูดเหลวไหลกันอีก ให้พวกเ้าเข้าร่วมสำนักเซียนใหญ่เพื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์ของบริษัทเสินหวัง! ถึงตอนนั้นสำนักเซียนทุกแห่งก็จะมีพนักงานขายของเราแฝงตัวอยู่ ไม่ใช่ทำกำไรมหาศาล?” หวังเค่อเอ่ยอย่างคาดหวัง
“ท่านประมุข ข้าเข้าใจแล้ว สำนักเซียนทั้งหลายไม่ค่อยสามัคคีปรองดอง ท่านประมุขเลยจัดแจงส่งสายสืบแฝงตัวเข้าไปในสำนักเซียนใหญ่ทุกแห่ง เริ่มต้นจากเล็ก อนาคตจะยิ่งใหญ่ได้ขนาดไหนต้องอาศัยชะตาวาสนา หากศิษย์ตระกูลเราสามารถได้เป็ประมุขสำนักเซียนสักแห่ง ถึงตอนนั้นเราค่อยประกาศควบรวมสำนัก!” พี่รองเอ่ยอย่างตื่นเต้น
หวังเค่อ “…!”
พี่รอง ไฉนจู่ๆ ท่านถึงเหมือนดูละครมากไป?
“พี่รอง ตอนนี้ท่านดูมุ่งมั่นกับการครองใต้หล้าเหลือเกินนะ?” หวังเค่อเอ่ยด้วยสีหน้าปูเลี่ยน
“ในอดีต พวกเราหน่วยองครักษ์เสื้อแพรไม่อาจช่วยท่านประมุขยึดครองแผ่นดิน! ผู้น้อยรู้สึกละอายใจตลอดมา! หลายปีมานี้ข้าเฝ้ารอโอกาส เชื่อมั่นสุดหัวใจว่าภายใต้การนำของท่านประมุข พวกเราจะสามารถผงาดครองหล้าได้! ข้ายินดีสู้สุดใจไปชั่วชีวิต!” พี่รองกล่าวอย่างหนักแน่น
หวังเค่อ “…!”
ข้าไม่ได้คิดอะไรเยอะแยะปานนั้น ข้าแค่อยากหาเงินเฉยๆ! ท่านไปเอาความคิดพวกนี้มาจากไหน?
“พี่รอง ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ไฉนท่านถึงคิดว่าข้ายังอยากต่อสู้เพื่อชิงความเป็ใหญ่ในใต้หล้าอีก?” หวังเค่อถามด้วยสีหน้าพิกล
“ผู้น้อยระลึกถึงความปรารถนาของท่านประมุขเสมอมา ผู้อื่นอาจไม่ทราบ แต่ไหนเลยผู้น้อยในฐานะผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรจะไม่ทราบ? อีกอย่าง ไม่นานมานี้ท่านประมุขก็เพิ่งแสดงความทะเยอทะยานครั้งใหญ่! ผู้น้อยย่อมต้องช่วยเหลือท่านสุดความสามารถ!” พี่รองเอ่ยอย่างนอบน้อม
“แสดงความทะเยอทะยานอะไร? ทำไมข้าถึงไม่รู้?” หวังเค่อชะงัก
“พวกเราต่างรู้ว่าพี่ใหญ่ท่องจำอะไร ข้ายอมผิดต่อคนทั้งโลก ไม่ยินยอมให้คนทั้งโลกผิดต่อข้า! ฟ้าใหญ่ดินใหญ่ข้าใหญ่กว่า! ชีวิตข้าฟ้าไม่อาจบงการ! ใต้หล้านี้ยังมีใครเอ่ยวาจาอหังการเช่นนี้ได้อีก? มีเพียงนายเหนือแห่งใต้หล้าเท่านั้นจึงสามารถกล่าวคำเช่นนี้ได้อย่างลื่นไหล! ข้าจะรอคอยท่านเสมอ!” พี่รองเอ่ยอย่างหนักแน่น
หวังเค่อตะลึงไป “นั่นเป็คำพูดของโจโฉ เฉากงกง แล้วก็ต่งเทียนเปาต่างหาก ท่านอยากฟังไหม ข้ายังมีอีกเพียบ!”
“ท่านประมุข ท่านไม่ต้องอธิบายให้ข้าฟัง! ข้ารู้ว่าท่านคิดอะไร! ท่านวางใจเถอะ เื่เช่นนี้พวกเราจะกลบฝังอยู่ในห้วงลึกสุดของหัวใจ! จนกว่าการรวมแผ่นดินจะสำเร็จ ข้าจะไม่ปริปากสักคำ! ขอยอมตายดีกว่าเผยความทะเยอทะยานของท่านประมุข!” พี่รองกล่าวเสียงเข้ม
“พวกเรายินดีบุกน้ำลุยไฟเพื่อรวมแผ่นดินเป็หนึ่ง!” คนรุ่นเยาว์ทั้งห้าร้อยเอ่ยเสียงเข้ม
หวังเค่อ “…!”
หน่ออ่อนของตระกูลหวังพวกนี้โดนพี่รองล้างสมองไปแล้ว? บิดเบี้ยวแล้ว?
รวมแผ่นดินเป็หนึ่งบ้าบออะไร! ข้าแค่อยากหาเงิน! พวกเ้านี่มัน…!
“ท่านประมุข ในงานชุมนุมประตูั ข้าจะทำสุดความสามารถเพื่อให้ได้รับเลือกเป็ศิษย์สำนักเซียน ขอท่านโปรดวางใจ!” พี่รองกล่าวอย่างจริงจัง
หวังเค่อปั้นหน้าประหลาด “อืม ขึ้นอยู่กับท่านแล้ว!”
“พวกเ้าได้ยินคำพูดท่านประมุขหรือยัง? ท่านประมุขไม่อยากกดดันพวกเ้า แต่นี่คือเวลาตอบแทนท่านประมุขแล้ว! คนที่ช่วยเหลือพวกเ้าและครอบครัวสมัยยังเป็ขอทานก็คือท่านประมุข! ไม่ใช่แค่ช่วยชีวิต แต่ยังมอบชีวิตที่ประเสริฐกว่าเก่าอย่างเทียบไม่ติด พวกเ้าและครอบครัวสามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีในเมืองเซียน! ไม่ใช่ทุกคนจะมีวาสนาถูกท่านประมุขเลือกตัว! พวกเ้าเข้าใจสิ่งที่ท่านประมุขเตรียมการในครั้งนี้หรือยัง?” พี่รองกล่าวเสียงเข้ม
หวังเค่อตะลึงไป เข้าใจบ้าอะไร? ข้าแค่อยากส่งพนักงานขายออกไปเฉยๆ! ท่านจะทำตัวล้างสมองเหมือนธุรกิจขายตรงเกินไปแล้ว
“เข้าใจ บิดามารดาข้าทราบว่าข้าถูกท่านประมุขเลือกตัวไปทำภารกิจลับ! น่ายินดีปานไหน!”
“พ่อข้าบอกว่าหากข้ากล้าคิดร้ายท่านประมุข จะหักขาข้าทิ้งเสีย!”
“ใช่แล้ว พี่ข้าพอรู้ว่าข้าจะได้ไปปฏิบัติภารกิจลับให้ท่านประมุขก็อิจฉายกใหญ่!”
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านประมุขผิดหวัง!”
.........
.........
......
......
...
...
กลุ่มคนรุ่นเยาว์ต่างกำหมัดอย่างตื่นเต้น
หวังเค่อ “…!”
“ขอท่านประมุขรอชม! เราจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง!” พี่รองเอ่ยอย่างตื่นเต้น
หวังเค่อปั้นหน้าพิกล “ดะ ได้ งั้นก็ตามที่ว่าไว้ เมื่อถึงเวลาให้เข้าร่วมชุมนุมประตูั! ส่วนเื่ที่นี่ ข้าปล่อยให้ท่านจัดการ!”
“ท่านประมุขโปรดวางใจ! ผู้น้อยจะทุ่มสุดกำลัง!” พี่รองขานรับอย่างตื่นเต้น
หวังเค่อพยักหน้าก่อนเดินออกไปจากสวนหย่อม
“น้อมส่งท่านประมุข!” กลุ่มคนรุ่นเยาว์ต่างโค้งกายคารวะ
หวังเค่อเดินจากมาด้วยสีหน้าพิลึก
ด้านนอกประตู พี่ใหญ่กับกลุ่มศิษย์ตระกูลหวังเข้ามาต้อนรับมันทันที
“ท่านรู้หรือไม่ว่าพี่รองตอนนี้เป็ยังไงแล้ว?” หวังเค่อถามด้วยสีหน้าประหลาด
พี่รองเมื่อครู่เหมือนพวกฉีดเืไก่ไม่มีผิด!
“ไม่ต้องห่วง น้องรองได้ท่านประมุขวางตัวไว้ พวกเราจึงไม่เคยคิดสอดรู้! แถมพวกเราก็ทำงานร่วมกับน้องรองมาตลอด!” พี่ใหญ่อธิบาย
หวังเค่อ “…!”
ในตระกูลหวังมีการแบ่งฝ่ายกันด้วย? ช่างมันแล้วกัน คนละฝ่ายก็คนละฝ่าย!
“เมื่อกี้เราคุยกันถึงไหน?” หวังเค่อมองพี่ใหญ่
“ท่านประมุข เมื่อครู่เราพูดกันถึง ‘ชื่อราชวงศ์’ ให้ท่านประมุขเป็คนตั้ง อีกอย่าง ตอนนี้พวกเราได้คิดแผนการรบไว้ต่อกรกับเหล่าขุนศึกแล้ว! ขอท่านประมุขตัดสินใจด้วย!” พี่ใหญ่กล่าวเสียงเข้ม
“ชื่อราชวงศ์? ทำไมถึงต้องใช้ชื่อราชวงศ์ใหม่ด้วย?” หวังเค่อถามอย่างจริงจัง
“ว่าอะไร?”
“ใช้ชื่อราชวงศ์ต้าชิงไม่ดีตรงไหน?” หวังเค่อเอ่ยเสียงเข้ม
“ราชวงศ์ต้าชิง? ท่านประมุข นั่นเป็ชื่อราชวงศ์เก่าของจูเยี่ยน ไยเราต้องใช้ชื่อราชวงศ์เก่าตอนนี้อีก!” พี่ใหญ่ถามอย่างสงสัย
“จริงด้วย ท่านประมุข ชื่อของอาณาจักรจะเปลี่ยนไปตามราชวงศ์ในแต่ละยุคสมัย เป็สัญลักษณ์ที่มีความหมายสำคัญสุดเปรียบ เป็เครื่องบ่งบอกถึงราชวงศ์ที่เปลี่ยนไป! หากไม่เปลี่ยนชื่อราชวงศ์ ก็อาจมีชื่อที่ไม่เหมาะสมเอาได้!” ผู้เฒ่าตระกูลหวังคนหนึ่งกล่าว
“งั้นก็ใช้ ‘ชิง!’ ก็ยังเป็ราชวงศ์ต้าชิงอยู่! ไม่เคยได้ยินเื่เถียนไต้เจียงฉีรึ? อ๋อ เออ ต้องไม่เคยได้ยินอยู่แล้ว! ตอนนี้พวกเราก็คือหวังไต้จูชิง!” หวังเค่อเอ่ยเสียงเข้ม
เถียนไต้เจียงฉี! เป็เื่ราวในยุคาจีนโบราณบนดาวโลกของหวังเค่อ ตอนนั้นราชวงศ์ฉีเป็ทายาทของเจียงจื่อหยา ทั้งหมดล้วนใช้แซ่เจียง! หลังจากนั้น ตระกูลใหญ่แซ่เถียนก็สังหารเชื้อพระวงศ์แซ่เจียงจนหมด แต่งตั้งตนขึ้นเป็ฮ่องเต้โดยยังคงใช้ชื่อราชวงศ์ ‘ฉี’ อยู่! อำนาจการปกครองเข้าสู่สภาวะเสถียรในเวลาเพียงไม่นาน! อาณาจักรฉียังคงใช้ชื่อเดิม แต่เปลี่ยนจากฮ่องเต้แซ่เจียงเป็แซ่เถียนเท่านั้น
“หวังไต้จูชิง?” ทุกคนตะลึง
“ใช่แล้ว ราชวงศ์ต้าชิง เชื้อพระวงศ์เดิมแซ่จู ทั้งหมดล้วนถูกจูเยี่ยนสังหาร! ตัวจูเยี่ยนกลายเป็มาร! ตอนนี้ไม่เหลือทายาทสืบราชบัลลังก์ พวกเราก็เข้าสวมรอยสืบทอดราชวงศ์ต้าชิง มีเหตุผลชอบธรรม! ถึงตอนนั้นพวกเราก็จะเป็ราชวงศ์ต้าชิงตามขนบธรรมเนียม! ชิงจิงก็ยังคงเป็เมืองหลวงของราชวงศ์ต้าชิง! ขุนศึกทั้งหมดล้วนกลายเป็ขุนนางฏและโจรร้าย! พวกเราจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดแห่งศีลธรรม สั่งการกองทัพต้าชิงทั้งหมดให้ช่วยเหลือพวกเราปราบปรามความไม่สงบ!” หวังเค่ออธิบาย
พี่ใหญ่กับคนที่เหลืออ้าปากค้าง ทำแบบนี้ก็ได้ด้วย?
“ท่านประมุข พวกเราทำแบบนี้ไม่ไร้ยางอายไปหน่อยรึ?” ศิษย์ตระกูลหวังคนหนึ่งถามด้วยใบหน้าประหลาด
“หุบปาก! เ้ากล้ากังขาคำพูดท่านประมุข? ไปรับโทษจากท่านตาสามเดี๋ยวนี้!” ศิษย์ตระกูลหวังอีกคนด่า
ทันใดนั้น หวังเค่อก็ตั้งแนวทางของกองทัพตระกูลหวังแล้ว!
