เมื่อเวลาผ่านไป จำนวนศิษย์ที่ผ่านการทดสอบด่านจิตใจก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และโหมวชิงเฟิงก็ไม่ทำให้ฉินอวี่ผิดหวัง เขาคือลำดับที่สองร้อยเก้าสิบสี่ที่ผ่านด่านจิตใจ
ผ่านไปไม่นานนัก จำนวนคนผ่านด่านจิตใจก็เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จากจำนวนไม่ถึงสามร้อยคนกลับเพิ่มขึ้นเป็ห้าร้อยคน และสิ้นสุดที่แปดร้อยคน
บนลานประลอง มีผู้ฝึกตนเริ่มทำการท้าประลอง ส่วนผู้ฝึกตนที่อยู่ด้านล่างของลานประลองต่างไม่มีจิตใจจะคอยดูการต่อสู้ โดยเฉพาะนอกเหนือจากผู้ฝึกตนสามร้อยคนนั้นแล้ว ทุกคนต่างมีสีหน้าแดงก่ำใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเคือง... และสิ่งที่แตกต่างไปจากด่านจิตใจคือ ผู้ฝึกตนเหล่านี้ดูเหมือนจะส่งเสียงที่ดูเหมือนหงุดหงิดรำคาญขึ้นมา เสียงแทบจะพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟากฟ้า และกึกก้องะเืไปทั่วทั้งขุนเขา
“หลี่โหย่วฉายสมควรตายให้สาสมกับความผิดของเขา กล้าดีอย่างไรจึงมาร่วมการท้าประลองเช่นนี้!”
“การท้าประลองครั้งนี้ไม่ยุติธรรม! ถ้าไม่ใช่เพราะหลี่โหย่วฉาย ข้าคงได้เป็หนึ่งในสามร้อยคนแรกแล้ว!”
“หลี่โหย่วฉาย หากวันนี้ไม่ฆ่าเ้า อย่าเรียกข้าว่าคนอีกเลย!”
“ข้าไม่พอใจ!”
“หลี่โหย่วฉาย ถ้าแน่จริงมาสู้กับข้าสักครั้งสิ!”
เสียงด่าทอด้วยความโกรธเคืองดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ฝึกตนหลายคนดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความแค้นและโกรธเคือง ดวงตาทั้งสองแดงก่ำ ส่งเสียงะโอย่างรุนแรง
เหล่าอสูรธรณีบนยอดเขาต่างดูแปลกไปทันที เมื่อได้ยินเสียงะโอย่างโกรธเคืองของเหล่าผู้ฝึกตน พวกเขาต่างพอจะนึกได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่ได้ใอะไรมากนัก เพราะถึงอย่างไร พวกเขาต่างได้เห็นการต่อสู้ระหว่างฉินอวี่และสวี่กวนเซิง และได้เห็นการเพิกเฉยของฉินอวี่ต่อแรงกดดันของแผ่นผนึกมาแล้ว ทั้งยังได้รับการสืบทอดโดยตรง แล้วเื่การเพิกเฉยต่อแรงกดดันของด่านจิตใจจะเทียบอะไรได้อีก?
ฉินอวี่ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้แผ่นผนึก เขาค่อยๆ ปิดตาลงอีกครั้ง ทำราวกับว่าไม่ได้ยินคำพูดด่าทอเ่าั้เลยแม้แต่น้อย
“ดูเหมือนว่าเ้าจะไม่ค่อยได้รับการยอมรับ จึงได้มีคนด่าทอเ้ามากมายเช่นนี้” เสียงของจู๋ฮวงดังขึ้นอย่างกะทันหัน ในน้ำเสียงแฝงไปด้วยความสบายใจอย่างปิดบังไม่ได้
ฉินอวี่ทำเป็ไม่สนใจ
จู๋ฮวงพูดจาเยาะเย้ย แต่ในใจกลับหดหู่ยิ่งนัก แม้ว่าเขาจะเป็จิติญญาวัยเด็กส่วนที่เหลือของจู๋ฮวง แต่หากพูดถึงในระดับหนึ่งแล้ว เขาก็คือจู๋ฮวง จู๋ฮวงในวัยเด็ก เขาเคยแลกเปลี่ยนกับจิติญญาในระดับขั้นอื่นๆ ก็พอจะประมาณความแข็งแกร่งของตนเองในอดีตได้
ตอนเด็กถือกำเนิดมาอย่างพลิกฟ้าดิน มีชื่อเสียงน่าภูมิใจในเื่ความเข้าใจและสติปัญญา เป็เพราะอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงมากเกินไป จึงเริ่มเปิดฉากกลิ่นคาวเือันคละคลุ้ง ผนึกร้อยแปดที่ตนเองสร้างขึ้นนั้นไร้คู่ต่อกร ะเืใต้หล้า ด้วยความทารุณโหดร้าย ชื่อเสียงอันร้ายกาจของจู๋ฮวงจึงทำให้ผู้คนต่างหวาดผวา...
แต่ชีวิตในตำนานเช่นนี้... กลับเป็เื่ที่ไร้ประโยชน์ต่อหน้าคนหัวร้อนอย่างฉินอวี่ จู๋ฮวงก็ไม่เคยหวังว่าคนหัวร้อนเหล่านี้จะเกรงใจตนเอง แต่ถึงอย่างไร อย่างน้อยก็ควรเคารพกันบ้างใช่หรือไม่?
ท้ายที่สุด ตนเองก็คือจู๋ฮวง ผู้แข็งแกร่งในยุคหงหวงตอนปลาย อสูรอันดับหนึ่งแห่งหงหวง!
แต่เพราะจู๋ฮวงเป็เช่นนี้ ยิ่งฉินอวี่ดูถูกเขา เขาก็ยิ่งไม่ยอมแพ้ และยิ่ง้าให้ฉินอวี่เคารพตน ทันใดนั้น เขาก็พูดขึ้น “เฮ้ๆ เ้าต้องชินกับมันนะ การกำเนิดขึ้นของผู้แข็งแกร่งนั้นไม่ได้ถือกำเนิดจากกองกระดูก หรือชีวิตเปื้อนเืหรอกหรือ? ยิ่งเ้าแข็งแกร่ง คนที่อิจฉาเ้า รังเกียจเ้า ด่าว่าเ้าก็จะยิ่งมากขึ้น เ้าไม่รู้หรอก... ในตอนแรก ชื่อจู๋ฮวงของข้า ไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก ต่อให้ผู้ฝึกตนหลบซ่อนอยู่แห่งหนใดต่างก็รู้จักชื่อของข้าจู๋ฮวง และคนที่ด่าว่าข้า... ฮึๆ... ข้าไม่ได้พูดนะ...”
“เ้าพูดหมดหรือยัง?” ฉินอวี่พูดไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เขาเชื่อแล้วว่าจู๋ฮวงผู้นี้จะต้องเป็จิติญญาที่หลงเหลือจริงๆ ไม่เช่นนั้น... แม้แต่เืเพียงหยดเดียวจะต้องให้ผู้แข็งแกร่งใช้เพลิงอสุนีบาตเพื่อสะกดไว้ด้วยหรือ? ตนเองแทบจะไม่รู้เลยว่าในอดีตเขาเคยแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ คนเช่นนี้จะต้องถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมการสร้างสรรค์อันวิเศษแน่นอน
“ว่าอย่างไรนะ โธ่เว้ย!” จู๋ฮวงโกรธมาก เขาที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ในรอยผนึกที่เล็กเหมือนเศษฝุ่นนั้นได้ลุกขึ้นยืนทันที จนเกือบจะชี้นิ้วด่าฉินอวี่ หากสามารถมองเห็นหน้าตาของเขาได้อย่างชัดเจน ก็จะสามารถมองเห็นสีหน้าที่ดูอับอายของเขา
“จริงสิ ไม่ว่าแผ่นผนึกอันไหนก็ล้วนมีพลังที่เ้าทิ้งไว้ในอดีตใช่หรือไม่?” ฉินอวี่ไม่สนใจจู๋ฮวงที่กำลังโกรธจัด และถามออกไป
จู๋ฮวงที่เต็มไปด้วยความโกรธ ร่างกายที่คลุมเครือสั่นสะท้าน ความโกรธที่มีหายไปในทันที และรีบพูดอย่างรวดเร็ว “ใช่ แต่แผ่นผนึกที่อยู่ในอันดับท้ายๆ จะยิ่งมีความแข็งแกร่งมากกว่า ก่อนหน้านี้ดูดซับจากแผ่นที่หกสิบเก้า แต่หากเ้าสามารถดูดซับจากแผ่นที่แปดสิบ...”
“เอาล่ะ ข้าเข้าใจแล้ว!” ฉินอวี่พูดอย่างเฉยเมย จู๋ฮวงไม่ต้องพูดแล้ว เพียงแค่เริ่มต้นฉินอวี่ก็สามารถเข้าใจได้แล้ว เดิมทีคิดจะท้าประลองอสูรธรณีในสามอันดับแรก แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะยังรับความเสี่ยงไม่ได้ ยังไม่ต้องพูดเื่การต่อสู้อันขื่นขมในการท้าประลองสามอันดับแรก ต่อให้ชนะ เช่นนั้นแล้ว หลังจากที่จู๋ฮวงทำการดูดซับพลังแผ่นผนึกไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะควบคุมเขาได้ไหม? หากควบคุมเขาไม่ได้ นั่นคงเป็หายนะ!
ในครั้งนี้ จู๋ฮวงไม่รู้สึกโกรธฉินอวี่ เขาในตอนนี้จมอยู่กับความตื่นเต้น ส่วนสิ่งที่คิดอยู่ในใจ ก็มีเพียงตัวเขาเองเท่านั้นที่รู้
เวลาผ่านเลยไปอย่างเงียบๆ การต่อสู้บนลานประลองเต็มไปด้วยความดุเดือด ต้องบอกเลยว่า จอมอสูรโหมวเซี่ยนผู้คิดกติกาในการท้าประลองเป็คนที่มีปัญญาดียิ่งนัก เมื่ออยู่ภายใต้กฎกติกาบนลานประลอง จะเป็การทดสอบพละกำลังของอสูรธรณีทุกคน
ไม่นะ มีคนจับฉลากได้ฉินอวี่ เพียงแต่ สิ่งที่ทำให้เขาต้องนึกไม่ถึงเลยก็คือ ผู้ที่จับได้เขาคืออินิ!
อินิที่ยืนอยู่ในลานประลองรูปวงแหวนมองดูไม้ไผ่ในมืออย่างตกตะลึง และรู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก
หมายเลขสี่ นี่คือหมายเลขสี่ สามารถนั่งอยู่ในหมู่อสูรธรณีอันดับที่สี่ได้มีใครกันที่ไม่ได้เป็ผู้โดดเด่น? แม้ว่าอินิจะมีความเชื่อมั่นในตนเอง แต่ก็ไม่ได้มั่นใจถึงขนาดว่าจะสามารถเอาชนะอสูรธรณีในสิบอันดับแรกได้!
ทำไมตนเองจึงโชคไม่ดีถึงขนาดนี้ นึกไม่ถึงว่าจะจับได้หมายเลขสี่?
“หลี่โหย่วฉาย ข้าอินิไม่อาจอยู่ร่วมกับเ้าได้!” อินิะโออกไปด้วยความคับแค้นใจ สำหรับความแค้นที่มีต่อฉินอวี่นั้นมีอยู่มากอย่างสุดใจ ในมุมมองของเขา หากไม่ใช่เพราะฉินอวี่ขัดขวางในด่านจิตใจ เช่นนั้นแล้ว เขาคงไม่ต้องมาจับสลากได้หมายเลขสี่ หากไม่ใช่เพราะ...
เมื่อมองเห็นฉินอวี่ลงมาถึงตรงหน้า ร่างกายของอินิก็สั่นสะท้าน ขยี้ตาอันเฉียบคมอย่างรุนแรง และมองไปทางฉินอวี่อีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าเป็ฉินอวี่แน่นอน อินิก็พูดด้วยใบหน้าที่หวาดกลัวทันที “หลี่โหย่วฉายเ้า... ทำไมเ้า...”
“ข้าเคยพูดอะไรไว้ตอนอยู่ในด่านจิตใจ เ้าลืมไปแล้วหรือ? ในเมื่อเ้ากล้าจะต่อต้าน เช่นนั้นแล้ว อย่ามาโทษข้านะ...” ฉินอวี่เดินตรงเข้าหาอินิด้วยสีหน้าเรียบเฉย และพูดไปอย่างเ็า
ม่านตาของอินิหดตัวลงอย่างรวดเร็ว และนึกย้อนไปถึงคำพูดของฉินอวี่ในด่านจิตใจ จิตใจของเขาก็สั่นระรัว ก่อนจะพูดออกไปอย่างเสียงดังฟังชัด โดยไม่คำนึงถึงความแค้นและความโกรธในจิตใจ “ข้ายอมแพ้!”
ฉินอวี่ที่มีใบหน้าเฉยเมยได้กระตุกปากยิ้มขึ้นเล็กน้อย และไม่ได้พูดอะไรออกไป ได้แต่หันหลังกลับและตรงไปยังยอดเขา
อินิจ้องมองฉินอวี่ที่กำลังจากออกไปอย่างตกตะลึง จนกระทั่งรู้สึกตัวกลับมา ใบหน้าของเขาก็ดูดุร้ายทันที ท้ายที่สุด เขาก็แทบจะบ้าคลั่ง เงยหน้าะโขึ้นไปบนฟากฟ้า “หลี่โหย่วฉาย มาดูกันว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น วันนี้อับอาย วันหน้าเอาคืนร้อยเท่า!”
ในตอนแรก การสังหารเหลยเฉียนหลงทำให้อินิหวาดกลัวอย่างมาก แต่ตอนนี้ นึกไม่ถึงว่าอสูรธรณีอันดับสี่จะเป็ฉินอวี่ อินิยังจะกล้าสู้อีกหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น การข่มขู่ของฉินอวี่ ทำให้อินิยิ่งหวาดกลัวจนถึงที่สุด และรีบยอมแพ้ั้แ่ยังไม่เริ่มการประลอง
นี่อาจจะกลายเป็การยอมรับความพ่ายแพ้ที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์?
ในฐานะสายเืโดยตรงของหยินหยางเต้าจวิน อินหยางจึงมีความเย่อหยิ่งในตัวเอง แต่เขาก็รู้ว่าเื่นี้หากแพร่กระจายออกไป คงจะยากที่จะเงยหน้าขึ้นได้ สิ่งนี้ทำให้ความคับแค้นใจของอินิที่มีต่อฉินอวี่ไปถึงขีดสุด
“ทำเื่ขายหน้าที่นี่ให้มันน้อยหน่อย ไสหัวไปซะ!” เสียงอันเยือกเย็นดังขึ้น แต่กลับเป็เสียงจากใจกลางของหมูู่เา
อินิแทบจะคลุ้มคลั่งขึ้นทันที ร่างกายสั่นสะท้านเพราะความโกรธ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเริ่มเต็มไปด้วยความตื่นใ เขาอ้าปากค้าง แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา และรีบหนีออกจากลานประลองอย่างว่องไว
ฉินอวี่ที่ลงยืนบนยอดเขาแล้ว ได้รีบหันศีรษะกลับมา มองไปยังชายหนุ่มที่เ็าและเย่อหยิ่งตรงยอดเขาทางด้านข้าง เขาหรี่ตาทั้งสองลง อสูรธรณีในอันดับสองคือคนตระกูลอินหรือ?
ในขณะที่ฉินอวี่กำลังจ้องมองชายหนุ่มคนนี้อยู่นั้น ชายหนุ่มก็หันศีรษะมาเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าที่มีรอยมีดและขวานเป็ทางยาว
สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ใอย่างมากก็คือ ดวงตาของคนผู้นี้มีสีดำข้างหนึ่งและสีขาวข้างหนึ่ง!
