“ฮูหยินเฉิน”
“บ่อน้ำที่ท่านว่า เราต้องเดินทางต่ออีกไกลแค่ไหนรึ?”
เป็ภรรยาของหยู่เจ๋อที่ชื่อหยู่ซื่อเอ่ยถามด้วยสีหน้าซีดเซียวกังวล
ไม่ใช่แค่นาง แต่ผู้ใหญ่คนอื่นๆ อีกสามสี่คนก็มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความจริงของสระน้ำบนูเาเช่นกัน
เฉินถั่วถงพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ถ้าพวกเ้ายังเดินช้าหยุดพักบ่อยเช่นนี้ พรุ่งนี้ก็คงไปไม่ถึงที่หมาย ตายเพราะถูกพวกทหารผ้าธงแดงฆ่าตายก่อน”
ใบหน้าของฮูหยินหยู่ซื่อแข็งค้างละอายใจ แต่เมื่อมองดูลูกชายตัวเล็กในอ้อมแขนที่แม้แต่จะร้องไห้ก็ไม่ได้ ก้มลงเห็นริมฝีปากแห้งซีดของลูกสาววัยห้าขวบอีกคนที่อยู่ข้างๆ นางก็ยิ่งรู้สึกผิดที่ทำให้ลูกๆ มาลำบาก
“ท่านแม่ ขะ..ข้าหิวน้ำ” เด็กหญิงมองแม่ด้วยความคาดหวัง สายตาจ้องไปที่หน้าอกของแม่
น้องชายของนางสามารถดื่มนมได้ และนางกระหายก็อยากดื่มด้วยเช่นกัน
แต่ตอนนี้ หยู่ซื่อจะไปมีน้ำนมมาจากที่ไหน ขนาดน้ำและอาหารในวันนี้ก็ยังไม่ได้กินเลย นางจึงทำได้เพียงแสร้งทำเป็โกรธและจ้องมองลูกสาวด้วยสายตาไม่พอใจ มองดูลูกสาวก้มหน้าลงหัวใจของนางก็ยิ่งเ็ป
หยู่เจ๋อเหลือบมอง ทุกคนต่างหนีมาอย่างตื่นตระหนก เลยไม่ได้เอาอะไรที่สำคัญติดตัวมา คว้าอะไรมาได้ก็คว้า และของส่วนใหญ่แทบจะไม่มีประโยชน์
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนที่กองทัพฏผ้าธงแดงจะมาถึง ครัวเรือนส่วนใหญ่ก็ไม่มีอาหารเหลืออยู่แล้ว
ในป่าลึกบนูเานี้มีต้นไม้มากมาย แต่กิ่งก้านและใบไม้แห้งร่วงหล่นไปหมด ขนาดใบไม้อ่อนยังหาเคี้ยวเรียกน้ำลายไม่เจอ
การงดอาหารหนึ่งหรือสองมื้อนั้นไม่เป็ไร แต่การไม่ดื่มน้ำเป็เวลาหนึ่งวันเป็สิ่งที่ทรมาน ไม่เพียงมนุษย์ แม้แต่สัตว์ก็ทนไม่ได้เช่นกัน
หยู่เจ๋อกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ะโบอกชาวบ้านว่า “ทุกคน ลุยให้สุดกำลัง! ยิ่งไปถึงเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งมีน้ำดื่มเร็วขึ้นเท่านั้น อดทนเพื่อเด็กๆ เถอะ”
ฝูงชนมองไปที่เด็ก จากนั้นก็มองไปที่ดวงอาทิตย์ซึ่งอยู่เกือบตรงศีรษะ กัดฟัน และพยักหน้า
หยู่เจ๋อถอนหายใจ มองไปที่เฉินถั่วถงแล้วส่งสัญญาณให้นางไม่ต้องกังวล
เมื่อเห็นเช่นนั้น สีหน้าของเฉินถั่วถงก็อ่อนลงเล็กน้อย และนางก็ให้กำลังใจทุกคนว่า “อดทนอีกหน่อย เราอยู่ไม่ไกลจากบ่อ ถ้าเราเร็วพอ เราจะถึงที่นั่นก่อนเที่ยง”
เมื่อได้รับคำตอบที่ยืนยัน ทุกคนจึงทุ่มเทอย่างเต็มที่และเร่งความเร็ว
แม้แต่เด็กอายุเจ็ดหรือแปดขวบก็ยังพองแก้มและขยับขาเล็กๆ อย่างกระฉับกระเฉง ไม่ยอมน้อยหน้าไปกว่าผู้ใหญ่บางคน
ในยุคนี้ เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะอยู่รอดมาได้นั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลย เฉินอวี๋ที่นั่งอยู่บนหลังพ่อรู้สึกอับอาย ที่เห็นเด็กๆ เ่าั้พยายามตามให้ทันผู้ใหญ่ และหลายๆ คนก็แทบจะไม่ใช่พ่อแม่ของพวกเขาเลย
เมื่อเทียบกับเื่นั้นแล้ว จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่มีครอบครัวพ่อและแม่คอยเอาใจใส่
อย่างไรก็ตาม ขณะที่พวกเขากำลังจะถึงสระน้ำที่อยู่ลึกเข้าไปในูเา เฉินอวี๋ก็สังเกตเห็นรอยเหยียบย่ำระหว่างทาง
มองเผินๆ แล้ว ดูเหมือนจะเป็รอยเท้าของสัตว์ป่า แต่เมื่อรอยเท้าแบบนั้นปรากฏขึ้นต่อเนื่องกัน เฉินอวี๋ก็รู้สึกใจคอไม่ดี
อย่างไรก็ตาม หากเขาหาเบาะแสเจอ เฉินถั่วถงก็สังเกตเห็นได้เช่นกัน นางใช้ปลายนิ้ววัดดู และสีหน้าของนางก็มืดลง
“มีคนมาที่นี่ก่อนเรา!” เฉินถั่วถงกล่าวพลางขมวดคิ้ว
ชาวบ้านจากหยานโจวต่างตกตะลึง พวกเขาทั้งหิวโหยและกระหายน้ำ แต่สีหน้ากลับว่างเปล่าไม่เข้าใจถึงสิ่งที่บอก
เฉินอวี๋และเฉินเหนียนอู่รู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เฉินถั่วถงยกมือขึ้นโดยสัญชาตญาณ เป็สัญญาณให้เคลื่อนพลอย่างเงียบๆ แต่ก็เห็นเพียงสีหน้ามึนงง คนเหล่านี้ไม่ใช่ทหารของนาง ไม่อาจรู้สัญลักษณ์ของฝ่ามือที่สื่อ นางกระแอมไออย่างกระอักกระอ่วน พูดเสียงให้ทุกคนได้ยินว่า
“ความหมายของข้า คืออาจมีคนไปถึงที่นั่นก่อนแล้วก็ได้”
“สามีข้า ท่านนำทุกคนเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบๆ ข้าจะไปตรวจสอบสถานการณ์ล่วงหน้าก่อน”
นางหันไปหาเฉินอ่าว จากนั้น นางก็ชี้ไปที่หยู่เจ๋อแล้วพูดว่า “ส่วนเ้ามากับข้า”
หยู่เจ๋อเหลือบมองเฉินถั่วถงด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็มองไปที่เฉินอ่าว เมื่อเห็นเฉินอ่าวพยักหน้า เขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามเฉินถั่วถงไปแต่โดยดี
เมื่อเห็นเฉินถั่วถงหลบหลีกสิ่งกีดขวางอย่างก้อนหินได้อย่างแม่นยำ หยู่เจ๋อแม้จะเป็เพียงช่างปั้นหม้อ แต่ก็ััได้ถึงความแตกต่างระหว่างเฉินถั่วถงกับสตรีปกติ
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้คิดว่าอะไรที่ทำให้เขารู้สึกเช่นนั้น เสียงพูดคุยที่ครึกครื้นจากระยะไกลก็ดังแว่วเข้าหู พอมองและเดินไปตามเสียงนั้นไป ผ่านพงหญ้าสูง เจอตรงกลางลานทุ่งข้างหน้า ก็ปรากฏสระน้ำไม่เล็กไม่ใหญ่บ่อหนึ่ง
เมื่อเห็นน้ำใสสะอาดและรู้สึกถึงละอองน้ำเย็นกระทบใบหน้า หยู่เจ๋อถึงกับกลืนน้ำลายลงคอดัง “เอื๊อก” เกือบจะร้องไห้ด้วยความดีใจ
อย่างไรก็ตาม ในบ่อน้ำในทุ่งหญ้าเล็กๆ นี้ มีผู้คนมากกว่ายี่สิบคนอยู่ริมสระ พวกเขาแต่งกายคล้ายกับชาวบ้าน และเห็นได้ชัดว่าเป็ชาวบ้านจากที่อื่นที่หนีภัยแล้งและามายังูเา
ในขณะนั้น พวกเขารวมตัวกันอยู่ที่ลานโล่งริมสระ กำลังก่อไฟเพื่อต้มน้ำและเตรียมอาหาร พร้อมทั้งพูดคุยและหัวเราะกันด้วยภาษาถิ่น
เฉินถั่วถงมองไปที่หยู่เจ๋อ ดวงตาของนางเหมือนกำลังถามว่าเขาเข้าใจสิ่งที่คนเ่าั้พูดหรือเปล่า
อย่างที่กล่าวไว้ว่า ที่นี่คือแผ่นดินหนานฝู่ที่ยังไม่เป็ปึกแผ่น ดินแดนแยกออกเป็แว่นแคว้น ประเพณีจะแตกต่างกันทุกๆ ยี่สิบลี้ และสำเนียงการพูดจะแตกต่างกันทุกๆ ร้อยลี้ มณฑลจ้อเจียงนั้นกว้างใหญ่มาก ดังนั้นสำเนียงการพูดท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่และแต่ละอำเภอ จึงค่อนข้างแตกต่างกันออกไป
ตัวอย่างเช่น หมู่บ้านเนินหินน้อยและหมู่บ้านดินเหนียวน้อย อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ยี่สิบลี้ แต่มีสำเนียงการพูดที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทั้งสองเป็อำเภอที่อยู่ติดกัน ไปมาค้าขายอยู่บ่อยๆ จึงคุ้นเคยและสามารถพูดคุยกันได้
หยู่เจ๋อตั้งใจฟังอยู่พักหนึ่ง เสียงนั้นฟังดูเหมือนสำเนียงทางตะวันออกของอำเภอหนานโจว มีครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านที่แต่งงานไปอยู่ในพื้นที่นั้น เขาจึงพยายามจับใจความลองเดาคร่าวๆ จนพอเข้าใจ
“ดูเหมือนพวกเขาเพิ่งมาถึง กำลังปรึกษาหารือกันเื่การยึดครองสระน้ำแห่งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้”
สถานการณ์ภัยแล้งทางตอนตะวันออกของจ้อเจียงดีกว่าทางตอนใต้ ผู้คนในที่นี้จึงดูเหมือนจะมีสภาพความเป็อยู่ที่ดีกว่าเขตอื่นๆ และมีผู้ชายมากกว่ารวมทั้งหมดสิบห้าคนที่เป็ชายหนุ่มที่แข็งแรง
เมื่อเฉินถั่วถงได้ยินคำพูดของหยู่เจ๋อ ใบหน้าของนางก็มืดมนลง
เมื่อมองไปยังสระน้ำที่ส่องประกายระยิบระยับ หยู่เจ๋อกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เขาสามารถอดทนต่อความกระหายได้ แต่ตอนนี้เมื่อน้ำอยู่ตรงหน้าแล้ว เขากลับไม่สามารถเข้าไปดื่ม ความรู้สึกนี้ช่างทรมานเหลือเกิน
ถ้าไม่ใช่เพราะการห้าม หยู่เจ๋อคงรีบวิ่งออกไปเผยตัวแล้ว
แต่ถ้าดูจากท่าทีของคนเหล่านี้ ถ้าเขารีบเข้าไป คงถูกทำร้ายจนตายก่อนได้ดื่มน้ำสักอึก
เฉินถั่วถงจำรายละเอียดของกลุ่มคนเ่าั้อย่างเงียบๆ จากนั้นก็ค่อยๆ ถอยกลับ
ทันทีที่ทั้งสองกลับมารวมกลุ่ม หยู่เจ๋อก็บอกว่ามีคนอื่นมาบ่อน้ำแล้ว ทำให้ทุกคนได้ยินกระวนกระวาย
ความกระหายน้ำทำให้พวกเขาคลุ้มคลั่ง พวกเขาหยิบจอบและเคียวขึ้นมา พร้อมที่จะเสี่ยงทุกอย่างเพื่อยึดสระน้ำดังกล่าว
เมื่อเห็นเช่นนั้น เฉินอ่าวก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างมีชัย มองไปที่เฉินถั่วถงประมาณว่า
“เห็นไหม?”
“นี่แหละคือข้อดีของการมีคนเยอะ”
“...”
