ต้วนเหลยถิงขมวดคิ้วอย่างเงียบเชียบ ก่อนขยับไปยังข้างกายเคอโยวหรานหนึ่งก้าว ครั้นยืนคุ้มกันอยู่ด้านหลังภรรยาเช่นนี้จึงค่อยคลายปมคิ้วของเขาได้
เหล่าชาวบ้านที่เข้ามามุงดูเพิ่งจะได้สติกลับมาหลังเคอโยวหรานสวมผ้าปิดหน้าไปนานแล้ว แต่ละคนต่างจดจ้องหลินโส่วเสียนด้วยสายตาหมายจะฆ่าคน
“เฮ้ย ซิ่วไฉ เ้าเห็นว่าผู้อื่นหน้าตางดงาม เกิดใจหมายปองถึงได้ใส่ร้ายความบริสุทธิ์ของผู้อื่นใช่หรือไม่?”
“บัณฑิตควรยึดมั่นในคำสอนของนักปราชญ์ ฝึกฝนกายใจ จะละโมบโลภมากเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“พวกเขาสองสามีภรรยาไปทำอันใดให้เ้ากัน ถึงได้คิดทำลายครอบครัวผู้อื่นเช่นนี้? รีบเอาโฉนดที่ดินออกมาชดเชยความเสียหายเถิด!”
“ใช่แล้ว ความจริงปรากฏอยู่ตรงหน้า ยามนี้ถูกตบหน้าฉาดใหญ่แล้วกระมัง ข้าว่าไม่เพียงแต่ต้องเอาโฉนดที่ดินออกมา ควรจะให้ซิ่วไฉผู้นี้เขียนจดหมายสำนึกผิดด้วย...”
เสียงประณามดังต่อเนื่องเป็ระลอก หลินโส่วเสียนค่อยๆ ได้สติกลับมา ชั่วพริบตาที่ทอดมองเคอโยวหราน ความงามนั้นได้ดึงดูดิญญาทั้งร่างของเขาออกไปด้วย กระทั่งว่าตนมาทำอันใดที่นี่ก็ยังถูกหลงลืมไปจนสิ้น
ภายในใจ ภายในสายตา และภายในหัว ล้วนแต่คือภาพใบหน้านั้นที่มิอาจลบเลือนไป
ครั้นฝูงชนบอกให้เขาเอาโฉนดที่ดินออกมา หลินโส่วเสียนจึงนึกเื่ค่าชดเชยขึ้นมาได้
ที่ดินอุดมสมบูรณ์ยี่สิบหกหมู่คือทรัพย์สินเพียงหนึ่งเดียวที่บิดาทิ้งไว้ให้เขาก่อนจากไป
ยามนี้ต้องสูญเสียไปจนหมดสิ้นเพราะความละโมบ หัวใจของหลินโส่วเสียนถึงกับมีเืหยดซึม พลันเงยหน้าขึ้นจดจ้องผู้เฒ่าเคอที่คิดจะพาแม่เฒ่าเคอวิ่งหนีจากท่ามกลางฝูงชนแล้วร้องตะคอกเสียงดังว่า
“ผู้เฒ่าเคอ ตอนนั้นท่านเป็คนกำหนดการหมั้นหมายระหว่างทั้งสองสกุล ผู้ที่บอกให้ข้ามาหาเื่โยวหรานก็คือท่าน อันใดกัน พอเกิดเื่ก็คิดจะหนีแล้วหรือขอรับ?”
ฝูงชนต่างหันมองไปตามสายตาของหลินโส่วเสียน สายตาจ้องมองไปยังผู้เฒ่าเคอกับแม่เฒ่าเคอที่เตรียมจะฉวยโอกาสหลบหนีอย่างแม่นยำ
ผู้เฒ่าเคอเห็นว่าหนีไม่พ้น พลันผุดความคิดหนึ่งจึงประสานมือเอ่ยว่า “หลานชายเอ๋ย ตอนนั้นข้าเป็คนกำหนดการหมั้นหมายระหว่างสกุลหลินกับสกุลเคอก็จริง ทว่าหลายปีมานี้ตาเฒ่าล้มป่วยติดเตียงบ่อยครั้ง การแต่งงานของลูกหลานล้วนแต่มีแม่เฒ่าเคอของเ้าเป็คนจัดแจง ข้าก็ไม่รู้เื่เช่นกัน! แค่ก...”
กล่าวจบกำกำปั้นมือเดียวขึ้นมาจรดริมฝีปากพลางส่งเสียงไอออกมา ท่าทางคล้ายกับเพิ่งหายจากอาการป่วยหนัก
เคอโยวหรานยินดีจะเห็นพวกเขาเป็สุนัขกัดกัน ทั้งยังริเริ่มเสริมเชื้อเพลิงว่า “หลินซิ่วไฉ หลานสาวคนโตสกุลเคอที่หมั้นหมายกับท่านในใบสัญญาคือบุตรสาวคนโตของครอบครัวรองผู้มีนามว่าเคอเสี่ยวหรู เมื่อปีก่อนท่านย่าให้นางออกเรือนกับคุณชายน้อยร้านขายข้าวสกุลต่ง บิดาของเขาคือนายทะเบียนในที่ว่าการอำเภอ”
ดวงตาของแม่เฒ่าเคอเบิกโพลงเสียแล้ว จดจ้องเคอโยวหรานที่ปากมากด้วยความชิงชัง คิดอยากจะร้องบริภาษนางสักหลายประโยค
แต่ไม่รู้ว่าลำคอของนางเป็อันใด จู่ๆ เมื่อครู่ก็รู้สึกคันจนยากอดกลั้น แหบพร่าจนมิอาจเอ่ยวาจาครบถ้วนสมบูรณ์หนึ่งประโยคได้ รู้สึกทรมานยิ่งนัก ยามนี้ทำได้เพียงถลึงตามอง ไม่ว่าจะร้อนรนเพียงใดก็ไม่สามารถปริปากเอ่ยวาจาโต้แย้งเสียแล้ว
ผู้เฒ่าเคอถึงกับกลัดกลุ้มใจ ยามปกติแม่เฒ่าเคอปากเก่งทีเดียว ตอนอยู่ในจวนเคี่ยวกรำผู้อื่นเก่งนักมิใช่หรือ?
ตอนนี้เป็อันใดไป? ยามหัวเลี้ยวหัวต่อกลับไม่เอ่ยสิ่งใด จะปล่อยให้กลายเป็เื่ใหญ่ถึงเพียงใดกัน?
หลินโส่วเสียนได้ยินน้ำเสียงไพเราะเสนาะหูของเคอโยวหราน ภายในหัวพลันผุดภาพใบหน้างามชวนตกตะลึงเมื่อครู่ มือถึงกับกำหมัดโดยไม่รู้ตัว เหตุใดผู้ที่หมั้นหมายกับตนถึงมิใช่สตรีที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้กันเล่า?
เขาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อปรับอารมณ์ ประสานมือคารวะและเอ่ยกับเคอโยวหรานว่า “เมื่อครู่ข้าน้อยกระทำการบุ่มบ่าม จำแม่นางสลับกับผู้อื่นแล้ว หวังว่าแม่นางจะให้อภัย เื่นี้ ข้าน้อยจะไปสอบถามผู้เฒ่าเคอให้กระจ่างเพื่อทวงความยุติธรรมกลับคืนมาขอรับ”
มุมปากของเคอโยวหรานหยักยก “ในเมื่อเ้ายอมรับผิดแล้ว เช่นนั้นก็เขียนจดหมายสำนึกผิดเถิด ข้าได้ขอให้เถ้าแก่อวี๋เตรียมพู่กันกับน้ำหมึกเอาไว้เรียบร้อยแล้ว หวังว่าเ้าจะส่งมอบมาพร้อมกับโฉนดที่ดินตามคำสัญญา ข้าเชื่อว่าอยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายถึงเพียงนี้ หลินซิ่วไฉคงไม่มีทางเล่นลูกไม้อันใดกระมัง!”
หลินโส่วเสียน “...?”
ชาวบ้านที่เข้ามาล้อมชมต่างพากันเอ่ยเสริม
“ใช่แล้ว เขียนจดหมายสำนึกผิดก่อน จากนั้นก็เอาโฉนดที่ดินออกมาชดเชยค่าเสียหาย!”
“อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ บัณฑิตเช่นเ้าอย่ามั่วโอ้เอ้อยู่เลย เร่งมือสักหน่อยเถิด!”
เกิดเป็เสียงดังเกรียวกราว...
หลินโส่วเสียนถูกบีบบังคับจนมิอาจลงจากหลังเสือ ทำได้เพียงฝืนใจเขียนจดหมายสำนึกผิด ตามด้วยถูกชาวบ้านบังคับให้ประทับตราราษฎร์ ยอมรับผิดโดยสมบูรณ์ว่าวันนี้เขากล่าวความเท็จใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น
ส่วนเื่โฉนดที่ดิน เดิมทีเขาอยากจะบ่ายเบี่ยงว่าไม่พกติดตัว ทันใดนั้นกลับได้ยินต้วนเหลยถิงเอ่ยว่า
“ที่ดินของหมู่บ้านเถาหยวนล้วนถูกบันทึกไว้ในจวนว่าการ ถึงอย่างไรเ้าก็ต้องไปหานายทะเบียนเคอเพื่อทวงความยุติธรรม มิสู้จัดการเปลี่ยนชื่อผู้ถือโฉนดด้วยเลยเป็อย่างไร!”
หลินโส่วเสียนแค้นใจนัก สายตาจดจ้องบุรุษตรงหน้า ในใจถึงขั้นนึกอยากบีบคออีกฝ่ายให้ตายไปเสีย แต่น่าเสียดายที่ตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของต้วนเหลยถิง หากคนทั้งสองต่อสู้กันขึ้นมา เขาย่อมมิอาจเทียบกระทั่งสองนิ้วมือของบุรุษผู้นี้ด้วยซ้ำ
ภายใต้สถานการณ์อับจนหนทาง ทำได้เพียงหยิบโฉนดที่ดินที่พกติดตัวเอาไว้ออกมา ประคองด้วยสองมือพลางส่งไปทางเคอโยวหราน
เดิมทีคิดอยากจะแลกมาด้วยหนึ่งชายตามองของนาง แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่ากลับถูกต้วนเหลยถิงฉวยเอาไปเสียก่อน จากนั้นยังเอ่ยข้างใบหูของเคอโยวหรานด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“อย่าให้สิ่งของที่เอาออกมาจากบนกายบุรุษเหม็นโฉ่ต้องเปื้อนมือเ้าเลย หลังสามีเอาไปเปลี่ยนชื่อและทำโฉนดประทับในจวนว่าการเสร็จแล้วค่อยมอบให้เ้าเก็บไว้”
เคอโยวหรานยิ้มรับด้วยความยินดี สามีแสนดีถึงเพียงนี้ นางย่อมดีใจที่ได้อยู่เฉยๆ อย่างสุขสบาย
ที่ดินอุดมสมบูรณ์หนึ่งหมู่ราคาแปดตำลึง ที่ดินยี่สิบหกหมู่ก็เท่ากับเงินสองร้อยกว่าตำลึง ครั้นรวมกับจดหมายสำนึกผิด อวัยวะภายในทั้งห้าของหลินโส่วเสียนก็ถึงกับมีเืหยดซึมเสียแล้ว
เมื่อไม่มีที่นา เขาพลันมุ่งปลายหอกไปทางผู้เฒ่าเคอ หากมิใช่เพราะอีกฝ่าย วันนี้ตนคงไม่มาก่อเื่จนกลายเป็เช่นนี้
เคอโยวหรานไม่สนใจจะดูสุนัขกัดกันเอง จึงเรียกผู้ใหญ่บ้านเฉินกับต้วนเหลยถิงให้ถอยห่างจากฝูงชนอย่างเงียบเชียบ จากนั้นเดินไปยังมุมเปลี่ยวไร้ผู้คนสัญจร
ผู้ใหญ่บ้านเฉินเอ่ยเตือน “ซานหลาง หากเ้าจะไปทำโฉนดประทับตรา มิสู้เอาทะเบียนสมรสไปจดทะเบียนไว้สักหน่อย หากครั้งหน้าพบเจอเื่เช่นนี้อีก การมีบันทึกราชการจะยิ่งมีกำลังต่อรองมากขึ้น”
ต้วนเหลยถิงเอ่ยพลางคารวะ “ขอบพระคุณท่านผู้ใหญ่บ้านที่ชี้แนะ ข้าจะไปจัดการให้เรียบร้อยประเดี๋ยวนี้ขอรับ”
ครั้นเห็นสีหน้าเปี่ยมด้วยความกังวลของผู้ใหญ่บ้านเฉิน เคอโยวหรานจึงเอ่ยด้วยความไม่สบายใจว่า “ท่านผู้าุโกำลังกลัดกลุ้มเื่ใดหรือเ้าคะ?”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินถอนหายใจเอ่ย “โยวหราน เ้าลงนามในใบสั่งซื้อครั้งใหญ่ให้ตาเฒ่า แต่ตาเฒ่ากลับหาซื้อถั่วเหลืองมิได้ เมื่อสองวันก่อนได้ขนถั่วเหลืองทั้งเมืองกลับไปแล้ว แต่ก็มีเพียงสามร้อยกว่าจินเท่านั้น คุณภาพยังไม่ดีเท่าถั่วเหลืองที่เ้าขายให้ตาเฒ่าเลยด้วยซ้ำ เช่นนี้ควรจะทำอย่างไรดี?”
เคอโยวหรานลอบหัวเราะที่ตนสะเพร่าเสียแล้ว เหตุใดถึงได้ลืมเื่นี้ไปจนสนิท ถั่วเหลืองไม่มีคนซื้อ เช่นนั้นย่อมต้องมีการเพาะปลูกน้อย หากผู้ใหญ่บ้านเฉินจะหาซื้อไม่ได้ก็นับว่าเป็เื่ปกติ
ดวงตาของนางกลิ้งกลอกไปมาก่อนเอ่ยว่า “ครั้งก่อนตอนเข้าเมือง ข้าบังเอิญเจอร้านขายข้าวสารแห่งหนึ่ง เขาสามารถหาถั่วเหลืองได้จำนวนมากทีเดียว ข้าจะไปซื้อถั่วเหลืองจากที่นั่นมาให้ท่านผู้าุโเองเ้าค่ะ ราคาจินละแปดอีแปะ ข้าบอกให้เขาส่งไปยังจวนของท่านผู้าุโสักจำนวนหนึ่งก่อน ดีหรือไม่เ้าคะ?”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินพลันปรบมือเอ่ยว่า “จริงหรือ เช่นนั้นก็ดียิ่งนัก ส่งไปให้ตาเฒ่าสักสองพันจินก่อน แม้จะราคาแพงกว่าธัญพืชสามสี่อีแปะ แต่น้ำเต้าหู้ที่โม่ออกมาคุณภาพดีอย่างยิ่ง เต้าหู้ที่พวกเราทำเมื่อหลายวันก่อนดีกว่าเต้าหู้ที่ทำเมื่อไม่กี่วันนี้มากโขทีเดียว”
เคอโยวหรานยกยิ้มจนดวงตาโค้งเป็เสี้ยวพระจันทร์ แน่นอนว่าสิ่งของที่เอาออกมาจากมิติวิเศษย่อมต้องเป็ของชั้นดี
เมื่อเหลือบไปเห็นมือของผู้ใหญ่บ้านเฉินกับเฉินต้าจ้วง เคอโยวหรานพลันขมวดคิ้วเอ่ยว่า “เกิดเื่ใดขึ้นกับมือของท่านผู้าุโหรือเ้าคะ? เหตุใดจึงเต็มไปด้วยแผลพุพองเช่นนี้?”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินโบกมือกล่าวว่า “ในครอบครัวชาวนา มือผู้ใดไม่มีตุ่มแผลพุพองกันบ้าง ตุ่มแผลพุพองเหล่านี้ล้วนเกิดจากการโม่ถั่วเหลือง แค่หาเงินได้เป็พอ เื่พวกนี้มิได้สำคัญแต่อย่างใด”
เฉินต้าจ้วงหัวเราะร่าเริงอย่างไม่นึกใส่ใจ เอ่ยว่า “โยวหราน เ้าไม่รู้อันใดเสียแล้ว ไม่กี่วันมานี้พวกเราโม่ถั่วไปสองร้อยแปดสิบจินแล้ว หลังจากหักต้นทุนก็คือกำไรทั้งหมดยี่สิบกว่าตำลึง ระยะหลังมานี้กระทั่งหลับฝันข้ายังหัวเราะจนสะดุ้งตื่น แผลเล็กน้อยแค่นี้ไม่นับว่าเป็อันใดหรอก”
