เล่มที่ 9 บทที่ 262 อาจารย์อาหยาง
“ไปกันเถอะ ไปช่วยอาจารย์อาหยางของเ้ากัน”
หลังจากน้อมส่งผู้าุโชื่อิที่จากไป หลินเฟยกับเวินโหวก็พาศิษย์หุบเขาหมื่นอสูรอีกหลายสิบคน มุ่งหน้าไปยังจุดที่อาจารย์อาหยางของเวินโหวถูกกักขังอยู่ จะว่าไปก็ประหลาดไม่น้อย หลังจากหลินเฟยฝ่าเคราะห์น้ำได้สำเร็จ ตลอดทางพวกเขาก็ไม่เจอมารปีศาจที่บุกเข้ามาโดยไม่ดูตาม้าตาเรืออีกเลย แทบจะเรียกได้ว่าราบรื่นตลอดทางเลยทีเดียว เพียงไม่ถึงครึ่งวัน ทั้งหมดก็เดินทางมาถึงค่ายกลปีศาจที่ว่าแล้ว
ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยหมอกควันดำปกคลุมอย่างหนาแน่น แถมยังเห็นสิ่งก่อสร้างที่พังทลายจนกลายเป็ซากปรักหักพังได้ลางๆ ภายในหมอกควันดำก็มีค่ายกลที่ไอปีศาจกำลังพวยพุ่งขึ้นมาอีกด้วย ดูชั่วร้ายเป็อย่างมากราวกับสัตว์ร้ายตัวใหญ่ที่กำลังอ้าปากกว้าง เพียงคำเดียวก็สามารถกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปได้แล้ว
“หือ?” เพียงหลินเฟยมองผ่านๆ ก็รู้สึกได้ทันทีว่าโชคดีไม่เบา
“เป็ค่ายกลมารฟ้ากลืนตะวันอย่างนั้นหรือ?…”
โดยค่ายกลนี้เกิดจากการใช้ไอปีศาจเป็ตัวชักนำพลังจากฟ้าดิน ซึ่งมีไว้กักขังสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะ ค่ายกลนี้มุ่งเน้นการกลืนกินเืเนื้อของสิ่งที่ถูกกักขัง ก่อนจะหลอมละลายกลายเป็พลังให้ผู้สร้างค่ายกลกลืนกินเพื่อบำรุงตบะบำเพ็ญ นับว่าเป็หนึ่งในค่ายกลที่ชั่วร้ายมากที่สุด…
แต่ว่า…
หากหลินเฟยจำไม่ผิดละก็ ค่ายกลมารฟ้ากลืนตะวันมีต้นกำเนิดเดียวกับเคล็ดวิชากระบี่มารฟ้าของหลี่ชิงซาน ดังนั้นสำหรับหลินเฟยที่มีปราณกระบี่ไท่อี๋แล้ว การทำลายค่ายกลนี้จึงง่ายราวกับปอกกล้วยเข้าปากเลยทีเดียว…
“ทุกคนถอยห่างออกไปหน่อย…” เมื่อพูดจบ หลินเฟยก็ปลดปล่อยปราณกระบี่ไท่อี๋ออกมา เพียงจิตสำนึกเดียวเท่านั้น ปราณกระบี่ก็กลายเป็ลำแสงสีทองยาวนับร้อยจ้าง จากนั้นก็กระหน่ำใส่ค่ายกลอย่างหนักหน่วงทันที…
เมื่อลำแสงสีทองสะบั้นตัดหมอกควันดำ ทันใดนั้นไอปีศาจที่พวยพุ่งก็รวมตัวกันจนกลายเป็สัตว์อสูรตัวใหญ่ ก่อนจะอ้าปากอันใหญ่โตออกมา หมายจะกลืนกินลำแสงสีทองเข้าไป และนี่ก็คือค่ายกลมารฟ้ากลืนตะวัน พลังในค่ายกลล้วนหยิบยืมมาจากฟ้าดินทั้งสิ้น แถมยังมีไอปีศาจเข้มข้นเป็ตัวชักนำอีกด้วย จึงมีพลังที่สามารถกลืนกินได้ทุกสิ่งอย่าง ต่อให้เป็ถึงผู้บำเพ็ญขั้นจิงตัน ก็ยังมิวายต้องหวั่นเกรง…
แต่ครั้งนี้คู่ต่อสู้คือปราณกระบี่ไท่อี๋…
ปราณกระบี่ไท่อี๋นั้น ทั้งสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ จึงสามารถทำลายสิ่งชั่วร้ายทุกอย่างบนโลกได้
ในอดีตตอนที่หลินเฟยยังมีขั้นบำเพ็ญแค่ย่างหยวนนั้น เขาก็สามารถต่อกรกับหลี่ชิงซานที่มีขั้นบำเพ็ญมิ่งหุนเคราะห์หกได้เลยทีเดียว ดังนั้นเวลานี้ก็ย่อมสะบั้นทำลายค่ายกลมารฟ้ากลืนตะวันได้เช่นกัน!
เมื่อกวาดตามองไป ก็เห็นว่าชั่วขณะที่ลำแสงสีทองกระหน่ำสะบั้นลงไปนั้น ไอปีศาจจำนวนมากก็กลายเป็ดั่งละอองหิมะภายใต้แสงอาทิตย์ร้อนแรง เพียงพริบตาเดียวก็แตกพ่ายไป เพียงลำแสงสีทองสะบั้นลงก็มีเสียงโหยหวนดังขึ้น จากนั้นสัตว์อสูรที่เกิดจากไอปีศาจก็ถูกสะบั้นจนขาดเป็สองซีกทันที…
ถัดมาหมอกควันดำก็เริ่มสลายตัว ส่วนค่ายกลปีศาจก็แตกออก…
ไม่นานก็มีผู้เฒ่าชราผมขาวโพลนคนหนึ่ง ค่อยๆย่างกรายออกมา
ผู้เฒ่าคนนี้อยู่ในอาภรณ์สีเทา ดูแล้วมีอายุประมาณหกสิบกว่าปี ใบหน้าขาวซีด แต่ละย่างก้าวก็ดูอ่อนแรงเหลือเกิน ดูท่าหลายวันที่ถูกกักขังอยู่ในค่ายกล คงจะถูกสูบพลังไปไม่น้อยเลย กระทั่งกระทบกระเทือนไปถึงรากฐาน หากคิดจะฟื้นตัวให้กลับเป็ดั่งเดิม เกรงว่าจะต้องใช้เวลาร่วมหลายปี…
ทั้งที่เป็ถึงผู้บำเพ็ญขั้นจิงตัน แต่บัดนี้พลังกลับถดถอยเหลือเพียงมิ่งหุนเคราะห์หกเท่านั้น แค่นี้ก็พอจะรู้ได้ว่าค่ายกลมารฟ้ากลืนตะวันนี้ชั่วร้ายเพียงใด…
“อาจารย์อา!” เวินโหวรีบเข้าไปประคองผู้เป็อาจารย์อาให้นั่งลง ก่อนจะแนะนำหลินเฟยที่อยู่ด้านข้างให้อีกฝ่ายรู้จัก
พอได้ยินว่าหลินเฟยเป็ผู้ทำลายค่ายกล เพื่อช่วยตนเองออกมา ผู้ที่ถูกเรียกว่าอาจารย์อาหยางก็ชะงักลงไปชั่วครู่ จากนั้นก็ยกมือคารวะขอบคุณเป็พัลวัน
“ขอบคุณมากศิษย์หลาน”
หลินเฟยยิ้มออกมา ก่อนจะเอ่ยตอบ
“อาจารย์อาพักผ่อนก่อนเถิด หากมีเื่อะไรค่อยคุยกันทีหลัง…”
จากนั้นกลุ่มคนนับสิบก็พักผ่อนอยู่ราวสองชั่วยาม เมื่อเห็นว่าผู้เป็อาจารย์อามีสีหน้าดีขึ้นแล้ว เวินโหวจึงเอ่ยถามออกมาด้วยความสนใจ
“จริงสิ ทำไมอาจารย์อาถึงหลุดเข้าไปในค่ายกลนั้นได้เล่า?”
“เื่มันยาวน่ะ…” หลังจากกลืนยาลูกกลอนที่เวินโหวนำมาให้และโคจรพลังเพื่อปรับสมดุลร่างกายอยู่สองชั่วยาม ในที่สุดใบหน้าของผู้เป็อาจารย์อาก็เริ่มมีสีเืเพิ่มมากขึ้น ทว่าหลังจากได้ยินคำถามของเวินโหวก็กลับมีสีหน้าขมขื่นลงไปทันที ก่อนจะเอ่ยตอบออกมา
“พวกข้าเป็คนกลุ่มแรกที่เข้ามายังเกาะปริศนาแห่งนี้ หลังจากเดินทางมาถึง ก็เดินเลาะไปเรื่อยจนมาถึงที่แห่งนี้ ในตอนนั้นที่นี่ยังเป็เมืองอสูรที่กว้างใหญ่ไพศาล ทว่าในคืนวันหนึ่ง ก็มีไอปีศาจและไออสูรเข้มข้นพวยพุ่งขึ้นมา เสี้ยววินาทีนั้นเอง พลังปราณของทุกคนก็หยุดชะงักลง ทำให้ไม่สามารถสำแดงพลังได้แม้แต่น้อย และก็ตอนนั้นก็เหมือนว่าทุกอย่างได้หยุดนิ่งลง…”
“หื้อ?”
“กระทั่งผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ ถึงได้กลับสู่สภาวะปกติ แต่ตอนที่ทุกคนตั้งสติได้นั้น กลับพบว่าทั้งเมืองได้ถูกถล่มจนกลายเป็ซากปรักหักพังไปหมดแล้ว ราวกับว่าเวลาหนึ่งเค่อนั้นยาวนานนับหมื่นล้านปีเลยทีเดียว จนทั้งเมืองแห่งนี้ทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลาที่แสนเนิ่นนาน อีกทั้งที่แห่งนี้ยังถูกปิดตายเอาไว้ โดยไม่มีใครออกไปได้สักคนเดียวอีกด้วย…”
“อาจารย์อาเคยสำรวจหาทางออกหรือไม่?” หลินเฟยได้ยินเช่นนั้น ก็ถามขึ้นมาทันที
“ทำไมจะไม่เคยเล่า” ผู้เป็อาจารย์อายกยิ้มขมขื่นออกมา ก่อนจะถอนหายใจแ่เบา
“ตอนที่เกิดเื่ใหม่ๆ ข้ากับผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันคนอื่นๆก็ย้อนกลับทางเดิม แต่ที่ไหนได้ทางเข้าที่เข้ามาได้หายสูญไปเสียแล้ว ไม่เพียงแต่ทางเข้าเดียวเท่านั้น ทางเข้าอื่นๆก็หายไปหมด ภายหลังพวกข้าก็ได้เสาะหาทางออกไปเรื่อยๆ จนมาถึงทะเลอสูรที่อยู่ใจกลางเมือง…”
อาจารย์อาที่เพิ่งจะรอดตายมานั้น เมื่อพูดถึงทะเลอสูร ใบหน้าชรานั้นก็ปรากฏความหวาดกลัวขึ้นมาอย่างชัดเจน
“ใต้ทะเลอสูรนั้น มีมารปีศาจอาศัยอยู่มากมาย แรงอาฆาตก็เข้มข้น แถมยังมีไออสูรปกคลุมหนาแน่นอีกด้วย ต่อให้เป็ผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันย่างกรายเข้าไป ก็มิวายต้องถูกทะเลอสูรนี้ดูดกลืนเข้าไป แต่ยังดีที่มารปีศาจเ่าั้ไม่สามารถก้าวขาออกจากทะเลอสูรได้ ไม่เช่นนั้นละก็ หากมีมารปีศาจบุกออกมา อย่าว่าแต่เกาะเล็กๆแห่งนี้เลย เกรงว่าสรรพสิ่งทั่วทั้งพิภพซ่างจงก็คงไม่รอดเช่นกัน…”
หลินเฟยยิ่งฟังก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น เพราะสิ่งที่อาจารย์อาหยางกับนักพรตเฮยซานพูดก่อนหน้านี้ ล้วนไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร แต่ที่เป็เช่นนี้ก็เพราะเมืองอสูรอันแสนใหญ่โตได้พังทลายลงและถูกปิดตายจากโลกภายนอก จึงทำให้ไม่สามารถออกไปได้…
‘หรือเื่นี้จะเกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนประตูมิติ?’
“จริงสิ แล้วมีคนรู้ไหม ว่าเหตุใดถึงเกิดเหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้?”
“เื่นี้ไม่มีใครรู้เลย…” ผู้เฒ่าส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างจนปัญญา
“ข้ารู้แค่ว่า หลังจากคืนนั้นทางเข้าทั้งหมดล้วนหายสาบสูญไป แม้จะมีคนเข้ามาเรื่อยๆ แต่กลับไม่มีใครสามารถออกไปได้เลย และที่น่าประหลาดก็คือ หลังจากวันนั้นก็มีผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันมากมายที่ดับสูญลงไป แถมยังมีปีศาจขั้นเยาหวังและอสุรกายขั้นกุ่ยหวังตื่นขึ้นจากการหลับใหลเป็จำนวนมากอีกด้วย ซึ่งแต่ละตนได้บุกเข้ามาสังหารเหล่าผู้บำเพ็ญจิงตันราวกับมีความแค้นอันใหญ่หลวง เพียงพบเจอก็ล้วนต้องสังหารให้ตายทั้งหมด…”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ผู้เฒ่าก็ส่ายหน้าเบาๆอย่างเหนื่อยอ่อน
“ไม่ขอปิดบังแล้วกัน ข้าเองก็ถูกอสุรกายกุ่ยหวังสองตนไล่ล่า จนต้องหลบหลีเข้ามาที่ซากปรักหักพังนี้ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะพลาดพลั้งเข้ามาในค่ายกลจนไม่อาจหนีรอดออกไปได้…”
จากนั้นคนทั้งหมดก็พูดคุยกันอีกประมาณครึ่งชั่วยาม ถึงอย่างไรอาจารย์อาหยางก็เพิ่งจะฟื้นตัวจากอาการาเ็ หลังจากพูดคุยอยู่นานก็เริ่มอ่อนเพลียลง หลินเฟยเองก็รู้ดีว่าผู้เฒ่าชราถูกค่ายกลมารฟ้ากลืนตะวันสูบเืและพลังไปมาก ซึ่งไม่ง่ายเลยที่จะฝืนจนมาถึงตอนนี้ได้ จึงกล่าวขอขมาที่รบกวนและวานให้เวินโหวพยุงอีกฝ่ายไปพักผ่อนเสีย…
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------