“แล้วเื่กระดาษแผ่นนั้นเล่า?” หลี่โย่วโม่ลอบยิ้มเยาะ แสร้งทำเป็ไม่เข้าใจจึงเอ่ยถาม โดยไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังขุดคุ้ยเื่ของผู้อื่น
“กระดาษแผ่นนั้นก็ย่อมเป็การเข้าใจผิด ไม่ทราบว่าเป็เพราะวันนี้ซื่อจื่อดื่มมากเกินไปหรือเปล่า เมื่อถูกคนยั่วยุตอนไปเล่นทายปริศนา เลยอารมณ์เสียเขียนจดหมายท้าโยนไปให้ฝ่ายตรงข้าม คิดไม่ถึงว่าจะมาหล่นอยู่ที่นี่ ทำให้คุณหนูใหญ่สกุลโม่เข้าใจผิดนึกว่าเป็ของคุณหนูสามที่ทำตกไว้”
ไป๋อี้เฮ่าในอาภรณ์หลวมตัวยาว เกล้ามวยสวมรัดเกล้าทรงสูง เดินออกมาจากฝูงชน แม้ว่าอาภรณ์จะเป็สีขาวทั้งชุดเหมือนยามปรกติ แต่เมื่อผู้สวมใส่คือบุรุษหยกรูปงาม น้ำเสียงใสกระจ่างฟังรื่นหู ใบหน้าหล่อเหลา ริมฝีปากทอยิ้มละมุนละไมยืนอยู่ที่แห่งนั้น ก็่ชิงสายตาทุกคู่ไปในทันที
ดวงตาใสกระจ่างประหนึ่งวารี บริสุทธิ์สูงส่งดั่งจันทรา เห็นอยู่ชัดๆ ว่ายืนอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกเหมือนอยู่ไกลจนไม่อาจัั เพียงแค่สายตาของเขากวาดมองไปที่โม่เสวี่ยิ่ ก็ทำให้เหล่าคุณหนูนับไม่ถ้วนถลึงตาใส่นางอย่างริษยา ที่มีวาสนาได้รับความช่วยเหลือจากบุรุษรูปงามล้ำเลิศผู้นั้น
สายตาของโม่เสวี่ยถงเลื่อนไปที่ใบหน้าของบุรุษหยกผู้งามสง่าด้วยจิตใต้สำนึก มิกระจ่างใจว่าเื่นี้เกี่ยวข้องอันใดกับไป๋อี้เฮ่า ไฉนจึงต้องมาที่นี่เพื่อช่วยโม่เสวี่ยิ่
“เมื่อคุณชายไป๋เอ่ยมาเช่นนี้ ก็คงเป็จริงดังว่า” เริ่มมีคนกล่าวถึงไป๋อี้เฮ่า
“นั่นน่ะสิ ดูท่าคงเป็การเข้าใจผิดกันจริงๆ”
“แยกย้ายๆ ทุกคนไปกันได้แล้ว อีกประเดี๋ยวฝ่าาเสด็จ จะทำให้ตกพระทัยเปล่าๆ”
...
“มองอะไรนักหนา ก็แค่เ้าหนุ่มคนหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงจอมปลอมมาหลอกลวงชาวบ้าน” เนตรหงส์ของเฟิงเจวี๋ยหร่านเย็นะเื ริมฝีปากแดงชาดขยับเล็กน้อยอย่างไม่สบอารมณ์ ด้วยความรู้สึกจากก้นบึ้งหัวใจ เขาไม่ชอบบุรุษที่วางตัวอยู่เหนือโลกียวิสัย ไม่แปดเปื้อนธุลีผู้นี้แม้แต่น้อย คิดว่าตัวเองเป็เทพเซียนไปแล้วหรือไร
แต่คนมากมายเ่าั้ก็ยังเชื่อว่าเขาเป็ผู้บริสุทธิ์ดีงามไม่มีพิษภัย ยิ่งเห็นโม่เสวี่ยถงมองบุรุษผู้นั้นอย่างเพ่งพินิจ เขายิ่งไม่ชอบใจอย่างยิ่ง!
จึงเอื้อมไปกระหวัดเอวของนางเข้ามาในอ้อมอก ไม่สนใจว่าดรุณีน้อยจะยินดีหรือไม่ แล้วพลิ้วกายะโกลับขึ้นไปยังศาลา เมื่อครู่นี้เพื่อให้นางได้ยินที่คนเ่าั้คุยกันอย่างชัดเจน จึงพาลงไปข้างล่าง ยามนี้ไป๋อี้เฮ่าเข้ามาชี้แจงว่าเป็เื่เข้าใจผิด จึงไม่มีสิ่งใดน่าดูอีก
ยังไม่ถึงเวลา ไม่เหมาะที่จะแตกหักกับไป๋อี้เฮ่ายามนี้ ดังนั้นไม่ต้องเจอหน้ากันเป็ดีที่สุด!
“จากจุดนี้สามารถเชื่อมต่อกับด้านหลังของศาลาฉิงฟางเก๋อได้ด้วยหรือ” โม่เสวี่ยถงได้สติกลับมาเป็ปรกติแล้ว สายตาของนางเลื่อนกลับมา ไม่ได้อยู่ที่ใบหน้าของชายหนุ่มที่มีรูปโฉมสง่างามดังจันทราผู้นั้นอีก ใบหน้าของเฟิงเจวี๋ยหร่านดั่งสลักตัวอักษร ‘ไม่สบอารมณ์’ อยู่ แต่นางไม่มีกะจิตกะใจจะสอบถาม จึงหลับตาลงระบายลมหายใจยาว ก่อนลืมตาขึ้นแล้วเอ่ยถามอย่างสงบนิ่ง
เื่วันนี้ไม่ว่าจะเป็การเข้าใจผิดหรือไม่ เมื่อมีการพาดพิงมาถึงตนเอง ก็ต้องหาพยานบุคคลมายืนยันว่าอยู่กับนางตลอดทั้งคืน ตัวเลือกดีที่สุดที่นึกได้เวลานี้คือลั่วิจู ขอเพียงญาติผู้พี่ยืนยันกับทุกคนว่าอยู่กับนาง ข่าวลือเหลวไหลย่อมมลายไปเอง
“คุณหนูลั่วไปกับพี่ชายของนาง และยังมีโหยวเยวี่ยเฉิงกับคุณหนูคุณชายอีกสองสามคนอยู่ด้วย” เฟิงเจวี่ยหร่านกระดกมุมปากขึ้นเป็รอยยิ้ม ด้วยเข้าใจความคิดของหญิงสาว เขาเอนกายลงไปนอนตะแคงบนตั่งด้วยท่วงท่าเกียจคร้านอย่างไม่รีบร้อน ดวงจันทร์กลมโตไต่สูงเหนือเวหา สาดแสงสีเงินยวงนวลตาผ่านช่องหน้าต่าง ทอทาบอาบไล้ใบหน้าหล่อเหลา
ใบหน้าของบุรุษเ้าเสน่ห์คล้ายแผ่รัศมีเรืองรอง ทุกสถานที่ที่มีท่านอ๋องผู้นี้ไปปรากฏตัว ไม่ว่าคนที่รายล้อม หรือแม้กระทั่งจันทร์กระจ่างเหนือท้องนภาล้วนช่วยเสริมความสง่างามให้เขาดูโดดเด่น
แค่มีบุรุษผู้นี้อยู่ ความงดงามทั้งมวลดูเหมือนจะถูกดูดกลืนจนจืดชืดไปหมดสิ้น
โม่เสวี่ยถงรั้งสายตาออกจากใบหน้าหล่อเหลา แล้วรีบก้มศีรษะพยายามระงับความรู้สึกหวั่นไหวแปลกๆ ในหัวใจลง ก่อนเอ่ยวาจาอย่างหนักแน่น “ข้าจะไปหาญาติผู้พี่”
นอกจากลั่วิจู นางก็มองไม่เห็นว่าจะมีผู้ใดมาเป็พยานยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองได้อีก
เฟิงเจวี๋ยหร่านยกมือขึ้นโบกอย่างไม่เห็นด้วย ริมฝีปากทอยิ้มเอ้อระเหย “ข้างกายนางมีพี่ชายอยู่ด้วยหลายคน ย่อมไม่อาจเป็พยานให้เ้าได้อยู่แล้ว”
คิ้วเรียวมุ่นเล็กน้อย นิ่งอึ้งไร้วาจาไปชั่วขณะ
แม้ลั่วิจูหาใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่มีหนทางที่ดีไปกว่านี้แล้ว
นางเพิ่งเข้ามาเมืองหลวง คนรู้จักมักคุ้นก็หามีไม่ วันนี้หากหาพยานที่น่าเชื่อถือมายืนยันความบริสุทธิ์ไม่ได้ ชื่อเสียงของตนเองย่อมถูกคำพูดกำกวมของโม่เสวี่ยิ่ทำให้ด่างพร้อยไปกึ่งหนึ่ง
วิธีการตอบโต้ที่ทรงประสิทธิภาพหาใช่คำพูด แต่เป็พยานที่มีน้ำหนักมากพอจะคว่ำอีกฝ่ายลงได้
ขอแค่ผู้มีสถานะสูงศักดิ์คนหนึ่งเป็พยานว่าอยู่กับตนเองตลอดเวลา คำพูดของโม่เสวี่ยิ่ย่อมย้อนกลับไปตบปากตัวเอง แม้ว่าท้ายที่สุดอวี้ิหย่งจะกลับคำ แต่ผู้มีปัญญาย่อมมองออกว่ามีเลศนัยซ่อนอยู่ แต่ปัญหาก็คือยังหาบุคคลผู้นี้มิได้
“แล้วจะทำอย่างไรกันดีเล่า...” นางหย่อนก้นนั่งลงอีกด้านหนึ่ง มุ่นคิ้วขมวด มุ่ยปากยื่นอย่างหนักใจ
“ไม่มีปัญหา ยังมีข้าอยู่ทั้งคนมิใช่หรือ” เฟิงเจวี๋ยหร่านเด็ดผลองุ่นที่วางอยู่บนโต๊ะเตี้ยส่งเข้าปาก ยักคิ้วให้นางอย่างลำพอง รู้สึกเบิกบานยิ่งนักที่ความสนใจทั้งหมดของหญิงสาวอยู่ที่ตนเอง
“ไม่ทราบว่าท่านจะหาผู้ใดมาช่วยยับยั้งสถานการณ์ ทั้งยังยินดีเป็พยานยืนยันให้ข้าด้วย” โม่เสวี่ยถงชำเลืองมองพลางถามอย่างนุ่มนวล นางตระหนักได้ว่าเขามิอาจเป็พยานด้วยตนเอง ทำได้เพียงการหาผู้มีสถานะเหมาะสม จึงจะระงับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้
“อย่าเพิ่งถาม เชื่อข้ารับรองไม่ผิดหวัง” เฟิงเจวี๋ยหร่านหัวเราะร่า ลุกขึ้นเดินเข้าไปหาแล้วผายมือทำท่าเชื้อเชิญ อกผึ่งผายแผ่นหลังเยียดตรงประดุจลำไผ่ หรี่ตาลงประหนึ่งจะยั่วเย้า ริมฝีปากคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องเยี่ยงนี้ทำให้โม่เสวี่ยถงอดถลึงตาใส่มิได้ แต่กลับอุ่นซ่านในหัวใจ
ดังนั้นจึงสงวนถ้อยคำ ลุกขึ้นแล้วตามเขาออกจากศาลาไปทางประตูแคบด้านหลัง เมื่อพ้นออกมาก็เดินผ่านูเาจำลองอ้อมเข้าไปในอุทยานซึ่งเป็ป่าเหมยที่เงียบเหงาวังเวง เสียงดังครึกครื้นเมื่อครู่พลันสงบลง ไม่ช้าพระตำหนักแห่งหนึ่งซึ่งตั้งตระหง่านอย่างเดียวดายก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของโม่เสวี่ยถง
“นี่คือที่ไหน” โม่เสวี่ยถงยืนนิ่งมองไปยังกำแพงตำหนักที่ให้ความรู้สึกเย็นะเืด้วยความสงสัย
สถานที่แห่งนี้ให้ความรู้สึกเ็า ประตูตำหนักด้านนอกมีโคมไฟแขวนอยู่สองดวง ภายใต้แสงสว่างปราศจากข้ารับใช้รอปรนนิบัติ หากที่นี่มิได้เชื่อมต่อกับภายนอกก็นับได้ว่าเป็จุดศูนย์กลางของวังหลวง โม่เสวี่ยถงยังนึกสงสัยอยู่ว่าตนเองหลงเข้ามาถึงตำหนักเย็นหรือไม่ แม้ว่าจะเงียบเหงาวังเวงไปสักหน่อย แต่ยังมีความโอ่โถง งดงามหรูหรา จึงมิได้ทำให้คนรู้สึกอ้างว้างเท่าใดนัก
เมื่อเดินตามเฟิงเจวี๋ยหร่านผ่านกำแพงเข้ามาถึงประตูด้านหน้า โม่เสวี่ยถงจึงเห็นป้ายสลักอักษรสามตัวอย่างวิจิตรงดงามอยู่เหนือประตู 'ตำหนักิจู'[1]
โม่เสวี่ยถงพลันรู้สึกเย็นวาบในอก ทั้งตะลึงงันและไร้วาจา
'ทะเลจันทร์เวิ้งว้างไร้ขอบเขต ไข่มุกหลั่งชลเนตรระรินไหล เขาเขียวฟ้าครามยามห่างไกล ดวงใจแหลกสลายกลายเป็ควัน'
ในชาติภพก่อนทุกคนล้วนทราบเื่ราวขององค์หญิงผู้เป็พระขนิษฐาของจักรพรรดิจงเหวินตี้เป็อย่างดี ไม่เว้นแม้แต่โมเสวี่ยถงซึ่งถูกกักขังอยู่แต่หลังกำแพงสูงในคฤหาสน์
องค์หญิงเฟิงิจูพักอยู่ในพระตำหนักแห่งนี้ กล่าวกันว่าอดีตจักรพรรดิทรงโปรดปรานพระธิดาพระองค์นี้เป็อย่างยิ่ง พระนามิจูแทนความหมายของไข่มุกที่ทะนุถนอมไว้ในอุ้งพระหัตถ์ และโปรดให้สร้างพระตำหนักิจูแห่งนี้ให้เป็ที่ประทับ หลังจากที่องค์หญิงอภิเษกสมรสเพียงไม่นาน ราชบุตรเขยก็ถึงก็แก่ชีพิตักษัย โดยที่ยังมิได้มีทายาทสืบสกุล
จักรพรรดิจงเหวินตี้ทรงรักพระขนิษฐาองค์โตผู้นี้เป็อย่างยิ่ง เห็นนางโศกเศร้ากับการจากไปของพระสวามี จึงทรงเรียกให้กลับมาอยู่ในวังหลวงโดยไม่สนพระทัยต่อขนบธรรมเนียมใดๆ นี่เป็เื่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ยามที่องค์หญิงแห่งแคว้นต้าฉินอภิเษกสมรสออกไป ล้วนต้องย้ายออกไปประทับที่จวนองค์หญิงซึ่งสร้างขึ้นใหม่ ตลอดชีวิตมิอาจกลับมาอยู่ในวังหลวงได้อีก แม้ดูเหมือนว่าการกลับมาขององค์หญิงจะมีสาเหตุมาจากพระสวามี แต่เหตุผลที่แท้จริงเป็เพราะจักรพรรดิจงเหวินตี้ทรงโปรดพระขนิษฐาพระองค์นี้ดั่งดวงใจต่างหาก
หลังจากที่องค์หญิงกลับมาอยู่พระตำหนักิจู จวนองค์หญิงนอกวังก็ยังคงรักษาไว้ บางครั้งใช้เป็สถานที่รับรองเหล่านักปราชญ์และบัณฑิต แม้จะเป็สตรี แต่มีชื่อเสียงดีงามในกลุ่มชนชั้นสูง ได้รับการยกย่องให้เป็อัจฉริยบุคคล จึงมีมิตรสหายมากมาย ในจุดนี้จักรพรรดิมิได้ทรงบังคับควบคุมแม้แต่น้อย กลับทรงมองในแง่ดีว่าเป็ความสำราญของพระขนิษฐา จะได้ไม่จ่อมจมอยู่กับความทุกข์ตรมที่สูญเสียพระสวามี
ดังนั้นจึงนับได้ว่าองค์หญิงพระองค์นี้มีชื่อเสียงดีงามยิ่งนัก
แต่ท้ายที่สุดกลับทรงมีปัญหาแตกหักกับจักรพรรดิจงเหวินตี้ จึงย้ายออกจากพระตำหนักิจู ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าองค์หญิงเฟิงิจูผู้นุ่มนวลอ่อนโยนจนสามารถคลายโทสะของจักรพรรดิได้เสมอ จะถูกกักบริเวณอยู่แต่ในจวนองค์หญิง
โม่เสวี่ยถงไม่อาจทราบได้ว่าเพราะเหตุใดองค์หญิงที่มีชื่อเสียงดีงามจึงต้องตกอยู่ในสถานการณ์เยี่ยงนั้น รู้เพียงว่าก่อนที่นางจะเสียชีวิต ขณะนั้นองค์หญิงยังทรงประทับอยู่ที่จวนนอกวัง ข่าวบอกว่าพระพลานามัยอ่อนแอ ้าพักผ่อนบำรุงอย่างมาก แต่แท้จริงแล้วทรงถูกกักบริเวณอยู่ในหอลึกหลังกำแพงสูง ชีวิตที่เคยฟูเฟื่องเรืองรองกลับร่วงโรยประหนึ่งใบไม้แห้งปลิดปลิว
ชาติก่อนโม่เสวี่ยถงมิได้เห็นว่าท้ายที่สุดองค์หญิงทรงมีจุดจบเช่นไร หรือว่าหลังจากจักรพรรดิพระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ทรงปลดปล่อยองค์หญิงผู้เป็พระปิตุจฉาพระองค์นี้หรือไม่
แต่ไม่ว่าอย่างไร โม่เสวี่ยถงก็ไม่คาดคิดว่าในยามชีวิตอยู่ในจุดที่เฟื่องฟูและมั่นคงที่สุด พระตำหนักกลับเงียบเหงาอ้างว้างถึงเพียงนี้
ที่หน้าประตูมีขันทีเฝ้ารักษาความปลอดภัยอยู่เพียงคนเดียว เมื่อเห็นเฟิงเจวี๋ยหร่านพาโม่เสวี่ยถงเข้ามาก็มิได้มีท่าทางแปลกใจ เพียงแค่เข้ามาถวายบังคมอย่างนอบน้อม บอกกล่าวเสียงเบา “ท่านอ๋องเซวียน องค์หญิงทรงรออยู่พ่ะย่ะค่ะ”
องค์หญิงทรงรอเฟิงเจวี๋ยหร่านอยู่? แม้ว่าความสัมพันธ์ของสองพระองค์จะเป็อาหลาน แต่ดึกขนาดนี้แล้วเหตุใดยังทรงรอเขาอยู่เล่า ในสมองพลันเกิดความคิดคล้ายว่าจะจับต้องบางอย่างได้ แต่กลับไม่ได้อะไรเลย
นางเดินตามเฟิงเจวี๋ยหร่านเข้าไปเงียบๆ
หลังผ่านประตูเข้าไป เห็นดอกเหมยสีแดงชูช่อเป็จุดๆ อยู่บนกิ่งก้านที่มีหิมะเกาะพราว แม้จะดูทะนงแต่กลับดูมีเสน่ห์ ช่วยแต่งแต้มสีสันให้พระตำหนักที่ดูอ้างว้าง ทำให้ลืมความหนาวเหน็บด้านนอก และรู้สึกจิตใจสงบอย่างน่าประหลาด
นางในที่เฝ้าอยู่หน้าประตูห้องเห็นพวกเขาสองคนก็ผลิยิ้มเบิกบาน รีบเข้ามาต้อนรับ แล้วยอบกายถวายคำนับต่อเฟิงเจวี๋ยหร่าน “ไยท่านอ๋องจึงเพิ่งมาเพคะ องค์หญิงใช้ให้บ่าวออกมาดูหลายหนแล้ว ทั้งยังรำพึงอยู่ว่าท่านอ๋องคงจะเที่ยวเล่นเพลินจนลืมพระองค์ไปเสียแล้ว บ่าวต้องปลอบประโลมแทบแย่ว่าท่านอ๋องเซวียนทรงมีจิตใจกตัญญู ไม่มีทางลืมพระปิตุจฉาเช่นพระองค์เด็ดขาด ไม่ว่าอย่างไรต้องมาอยู่เป็เพื่อนองค์หญิงแน่นอน พอบ่าวพูดจบก็เดินออกมา เห็นท่านอ๋องเสด็จพอดี นับว่าองค์หญิงมิต้องทอดถอนพระทัยโดยเสียเปล่าแล้ว”
นางในผู้นั้นผลิยิ้มเบิกบาน มีปฏิภาณไหวพริบว่องไว รู้จักเจรจาพาที อายุราวสิบเจ็ดปี เป็่เวลาที่กำลังงามสะพรั่ง หน้าตาสะสวยดูมีสง่าราศี ไม่มีส่วนไหนที่ไม่งาม หากมิได้เรียกแทนตนว่าบ่าวทุกคำ นางคงเข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็คุณหนูใหญ่ของสกุลไหนสักแห่ง แม้ว่าจะมิได้พูดคุยกับโม่เสวี่ยถง แต่ก็ยิ้มให้อย่างเป็มิตร นับเป็การแสดงความเคารพตามมารยาทแล้ว
หน้าห้องอัครมหาเสนาบดียังต้องใช้ขุนนางขั้นห้า นางในผู้นี้แค่มองก็รู้ว่าต้องเป็นางกำนัลชั้นสูงคนสนิทส่วนพระองค์ ที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถอย่างแน่นอน องค์หญิงทรงมีสถานะสูงส่ง หากพระสนมในวังหลังคิดจะประจบประแจง ย่อมต้องเอาอกเอาใจนางกำนัลชั้นสูงผู้นี้ด้วย ดังนั้นเพียงแค่นางยิ้มให้ ก็นับว่าได้รับเกียรติเป็อย่างสูงแล้ว
โม่เสวี่ยถงยิ้มน้อยๆ ประสานมือยอบกายอย่างสงบเสงี่ยม เฟิงเจวี๋ยหร่านมิได้แนะนำ นางจึงไม่อาจทำเกินหน้าที่ ได้เพียงมองดูเงียบๆ ว่าเขาจะจัดการเยี่ยงไร
…………………………………………………………………………………………………………..
[1] ิจู (明珠) แปลว่า ไข่มุก
