ไม่คิดว่าจะเป็เสิ่นเล่อเหยียนที่สวมชุดชาวบ้านธรรมดา แถมยังมีรอยปะทั่วตัว ทำให้นางดูเหมือนสาวใช้มากกว่าจะเป็คุณหนูของจวนเสิ่นผิงโหว
“พาตัวนางไปที่แทนพิธี” เพราะมีคนมากมายรายล้อม ทำให้ฮูหยินเสิ่นไม่ทันได้เอ่ยเตือนนักพรตเฒ่า ลูกศิษย์ที่ติดตามมาก็รีบพาจินฮวาที่กำลังใ ไปยังลานพิธีด้านหน้าหน้าจวน
“เอ๊ะ! ปล่อยนางนะ พวกเ้าจะพานางไปไหน” เสิ่นเล่อเหยียนอุ้มจางหยวนหยวนวิ่งตามคนเ่าั้ไป ระหว่างทางนางพบกับเสิ่นซีหยางเข้าพอดี
“เกิดอะไรขึ้น!” ชายหนุ่มคว้าน้องสาวต่างมารดาเอาไว้
“ข้าเองก็ไม่รู้...นี่! เ้าช่วยสาวใช้ของข้าหน่อย นางถูกพวกเขาจับตัวไปแล้ว” หญิงสาวชี้ไปเบื้องหน้าที่มีกลุ่มคนมายืนชุมนุมมากมาย
จินฮวายามนี้ถูกมัดเอาไว้แ่า ไม่สามารถดิ้นหลุดได้เลย มามาเฒ่าที่อยู่ข้างกายฮูหยินเสิ่น พยายามเบียดข้ารับใช้คนอื่นเพื่อเข้าไปเตือนนักพรตเฒ่า ทว่านางกลับถูกเบีบดจนล้มคะมำ แถมยังถูกผลักออกจากจุดนั้น
ลานหน้าจวนเสิ่นผิงโหว ยามนี้ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับทำพิธีขับไล่สิ่งอัปมงคล ธูปเทียนถูกปักเรียงราย กลิ่นควันลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ
นักพรตกำมะลอในชุดสีหม่นยืนอยู่กลางลาน มือถือกระดิ่งและยันต์สีแดง เสียงสวดของเขาดังขึ้นเป็จังหวะช้าๆ แฝงความขลังปลอมๆ ที่ตั้งใจทำให้ผู้คนหวาดกลัว
บ่าวไพร่และคนในจวนต่างมุงดูอยู่รอบๆ ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ขณะนั้นฮูหยินใหญ่เสิ่นยืนอยู่บนเฉลียง มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาหงุดหงิด เพราะนักพรตเฒ่ากำลังพังแผนที่นางคิดขึ้นมา
เสียงสวดเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านที่อยู่ด้านนอกเริ่มดันตัวเข้ามาด้านในจวน นักพรตเฒ่าเดินวนรอบกายจินฮวาช้าๆ ก่อนจะะโขึ้นว่า
“พลังอัปมงคลอยู่ที่สตรีผู้นี้! ต้องขับไล่นางออกไป ไม่อย่างนั้นจวนแห่งนี้จะพบกับหายนะ!” เสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งปะปนกับเสียงลมที่เริ่มพัดแรงขึ้นอย่างน่าประหลาด
ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสพลันมืดครึ้ม เมฆดำหนาทึบปกคลุมเหนือจวนเสิ่น เสียงฟ้าร้องคำรามก้องราวกับเสียงเตือนภัย แต่ไม่มีใครกล้าขยับตัวแม้สักคนเดียว
นักพรตเฒ่ายังคงสวดต่อไปด้วยความมั่นใจ สายตาของผู้ที่เฝ้ามองเริ่มปรากฏแรงศรัทธายิ่งกว่าเดิม เพราะคิดว่าปรากฏการณ์ที่เหนือธรรมชาตินี้ เป็ฝีมือของนักพรตเฒ่า
“ข้าจะขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปนะบัดนี้!” เขาะโสุดเสียง ก่อนจะยกกระบี่ไม้ขึ้นเหนือศีรษะ เพียงชั่วพริบตา แสงฟ้าแลบสว่างวาบทิ้งตัวลงมาจากท้องฟ้า เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นจนพื้นดินสั่นะเื
เปรี้ยง!
กระแสไฟฟ้าพุ่งลงใกล้เท้าของนักพรตเฒ่าจนเขากระเด็นล้มลงกับพื้น รวมถึงคนที่อยู่รอบๆ ต่างล้มลงเพราะความใ
ภายหลังเมื่อควันจางหายไป กลับพบว่า...บัดนี้ นักพรตผู้น่าเกรงขาม มีสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง ควันบางๆ ลอยขึ้นจากชายแขนเสื้อที่ไหม้เกรียม ทว่าจินฮวาที่ยืนอยู่ตรงนั้น กลับไม่เป็อะไรแม้แต่นิดเดียว
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องพลันดังขึ้นรอบลานเรือน บ่าวไพร่ที่ได้สติต่างแตกตื่นถอยห่างจากจุดทำพิธี นักพรตชราที่ยังไม่ทันตั้งตัวรีบลุกขึ้นอย่างลนลาน พร้อมกับมองไปยังจินฮวาด้วยใบหน้าซีดเผือด
“ขะ...ข้าน้อยผิดไปแล้ว!”
ดวงตาของชายชรายามนี้เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว เขาทิ้งกระบี่ไม้และกระดิ่งไว้ตรงนั้น ก่อนจะวิ่งหนีออกจากจวนโดยไม่เหลียวหลัง แม้แต่เหล่าลูกศิษย์ผู้ติดตามก็ไม่สนใจ
เสียงฟ้าร้องคำรามดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้สิ่งที่ผ่าลงไปกลับเป็เรือนของเสิ่นฮูหยิน เหล่าบ่าวไพร่มองหน้ากันไปมา จากนั้นจึงหันไปมองนางเป็ตาเดียว
ทุกคนในจวนตระกูลเสิ่นยามนี้ ต่างตระหนักในใจว่า บางทีสิ่งที่์ลงโทษในวันนี้ อาจไม่ใช่เสิ่นเล่อเหยียน หากแต่เป็คนที่กล้ากล่าวเท็จและใส่ร้ายนางต่างหาก
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนหรือไม่” เสิ่นเล่อเหยียนช่วยแก้มัดให้กับสาวใช้ของตน ที่นั่งสีหน้างุนงงอยู่บนพื้น พร้อมกับสอบถามนางด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“บ่าวไม่เป็อะไรเ้าค่ะ คุณหนู...แต่ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เ้าคะ บ่าวงงไปหมดแล้ว” จินฮวามองไปรอบๆ และหยุดลงที่แท่นพิธีที่ถูกทำลายตรงหน้า ก่อนจะมองไปยังเหล่าข้ารับใช้และชาวบ้านที่ยังหลงเหลืออยู่บางส่วน
เสิ่นเล่อเหยียนลุกขึ้นยืน ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“บางที...อาจมีคนกำลัง้าหาเื่ให้ข้าออกจากจวนเสิ่นกระมัง...ลงทุนไปไม่น้อยทีเดียว” ร่างบางมองไปยังฮูหยินเพียงคนเดียวของจวนด้วยสีหน้าเ็า
“เมื่อสักครู่ เหมือนข้าจะเห็นว่าสายฟ้าได้ผ่าลงบนเรือนหลังหนึ่งของจวนโหว หากฮูหยินไม่รีบสั่งคนให้ไปที่นั่น ระวังเรือนหลังนั้นจะเหลือแต่ตอ”
ร่างบางเอ่ยเตือนผ่านๆ ก่อนจะพาจางหยวนหยวนและจินฮวากลับเรือนของตน
เพียงไม่นานก็เกิดความโกลาหนขึ้นอีกครั้ง เพราะเรือนพักของฮูหยินถูกสายฟ้าฟาดลงไป ทำให้เกิดไฟไหม้ขึ้น และส่วนที่หนักที่สุดคือห้องเก็บสมบัติส่วนตัวและสินเดิมของนาง
เป็อีกครั้งที่ข่าวลือจากจวนเสิ่นผิงโหวแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง คราวนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเสิ่นเล่อเหยียน หากแต่เป็ชื่อของฮูหยินใหญ่เสิ่นที่กลายเป็หัวข้อให้ผู้คนพูดถึงอย่างอื้ออึง
หลังเหตุการณ์ฟ้าผ่ากลางพิธีขับไล่สิ่งอัปมงคล ภาพของนักพรตที่วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน และความโกลาหลภายในจวน กลายเป็เื่เล่าที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง
ข่าวลือเริ่มบิดเบือนจากปากต่อปาก จนกลายเป็ว่า...ฮูหยินใหญ่เสิ่นได้ทำเื่ไม่ดีไม่งามเอาไว้มากมาย จน์ไม่อาจทนมอง จึงลงทัณฑ์ให้เห็นต่อหน้าผู้คน
ในตลาดและโรงเตี๊ยม ผู้คนต่างพูดถึงเื่นี้ บ้างเชื่อว่าเป็กรรมเก่าที่ตามทัน บ้างพูดว่าฟ้าผ่าครั้งนั้น คือสัญญาณเตือนจาก์ให้ผู้คนอย่าได้คิดร้ายต่อผู้อื่น
ภายในจวนโหวยามนี้ บรรยากาศเงียบงันและดูอึดอัด บ่าวไพร่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงเหตุการณ์วันนั้น ความเคารพที่เคยมีต่อฮูหยินใหญ่ เริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความหวาดระแวง และกลัวสิ่งที่มองไม่เห็นจะเล่นงานมาถึงพวกตน
นับั้แ่วันนั้น ฮูหยินใหญ่เสิ่นก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ภายในเรือน ไม่ออกมาพบปะผู้ใด แม้จะพยายามสั่งห้ามไม่ให้ใครพูดถึงเื่นี้ แต่ยิ่งห้าม ข่าวลือก็ยิ่งแพร่กระจายไปไกล
ในขณะที่เสิ่นเล่อเหยียนยังคงใช้ชีวิตสุขสบาย ไม่มีใครกล้ารังแกพวกนางอีก เพราะกลัวว่าจะถูก์ลงทัณฑ์ เหมือนอย่างนักพรตเฒ่าผู้นั้น
“นี่...เ้าทำยังไงให้เกิดฟ้าผ่า” เสิ่นซีหยางถามน้องสาวต่างมารดาด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
ระยะนี้ั้แ่เกิดเื่ในวันนั้นขึ้น เขาก็มักจะแวะเวียนมาที่เรือนของนางทุกวัน กระทั่งมาทานอาหารที่นั่นวันละสามมื้อ หญิงสาวไล่เขาให้ไปเรียนหนังสือ แต่ชายหนุ่มก็ไม่ไป ตามติดนางไม่ต่างจากยางไม้
“ข้าไม่ได้เป็คนทำสักหน่อย” ร่างบางเอ่ยเสียงเรียบ
“เช่นนั้นแล้วเหตุใดเกิดฟ้าผ่าถึงสองครั้ง”
“ข้าเองก็ไม่รู้”
“อย่างนั้นหรือ...อืมมม” ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกบางอย่างที่น่าจะทำให้ตนเองสนิทกับน้องสาวของตนได้เร็วๆ
“เ้าเองก็มาอยู่ที่นี่ได้หลายวันแล้ว อยากออกไปเที่ยวข้างนอกกับข้าหรือไม่” ดวงตาของหญิงสาวเป็ประกายทันที เมื่อได้ยินว่าตนเองสามารถออกไปข้างนอกจวนได้
“เ้าพาข้าไปที่ศาลต้าหลี่ได้ไหม”
“ก็คงได้กระมัง อย่างไรตอนนี้พี่ใหญ่เองก็ทำงานอยู่ที่นั่น”
เสิ่นเล่อเหยียนเอ่ยตกลงทันที นางให้จินฮวาคอยดูแลจางหยวนหยวนรออยู่ที่เรือน ระยะนี้...แม้จะยังไม่พูดจา แต่เด็กน้อยก็ร่าเริงมากกว่าเมื่อก่อน นางสนิทกับจินฮวาจนสามารถปล่อยทั้งสองอยู่ด้วยกันได้แล้ว
รถม้าคันใหญ่เคลื่อนออกจากประตูจวนเสิ่นผิงโหวอย่างเงียบงัน ล้อไม้บดไปบนพื้นหินเรียบ เสียงฝีเท้าม้าดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ ข้างในรถม้า เสิ่นเล่อเหยียนนั่งนิ่ง สีหน้าดูสงบ หากแต่แววตาแฝงความครุ่นคิด
ข้างกายของนางคือเสิ่นซีหยาง ผู้เป็พี่ชายต่างมารดา ที่ยามนี้มีสีหน้าร่าเริง เพราะได้ออกไปเที่ยวกับพี่น้องได้อย่างสบายใจ
ต้องพูดว่า เสิ่นเจียหนิงน้องสาวแท้ๆ ของเขานั้น มิได้มีนิสัยเรียบง่ายเหมือนกับเสิ่นเล่อเหยียน นางมักดูแคลนตนเองที่เป็พี่ชายและมองว่าเขาเป็คนไร้ค่า ส่วนพี่ใหญ่ก็เคร่งขรึมเกินไป อยู่ด้วยแล้วรู้สึกอึดอัด เป็ครั้งแรกที่ชายหนุ่มรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่กับคนสายเืเดียวกัน
ขณะที่รถม้ากำลังจะพ้นประตูใหญ่ รถม้าอีกคันก็แล่นสวนเข้ามาพอดี บัดนี้...ชายผู้เป็เ้าของจวนก็ได้ฤกษ์กลับมาเสียที หลังหายหน้าไปหลายวัน
