ิหยวนกับเหยาเซี่ยงฮุยเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นเอ่ยปากชวนิหยวนไปพบปะสหายกลุ่มเล็กๆ ของเขา
“สหายที่ไจ้เฉินคบหาส่วนใหญ่เป็คนใหญ่คนโต ไม่รู้ว่าจะเหมาะสมหรือไม่หากข้าอยากเชิญเ้าไปด้วย” เหยาเซี่ยงฮุยเอ่ยชวนด้วยท่าทางมั่นใจนัก “ที่สำนักศึกษาหลวงมีบัณฑิตฐานะยากจนไม่มาก เราจึงนัดรวมตัวกันเป็ครั้งคราว หากไจ้เฉินพอมีเวลาว่าง...”
ิหยวนย่อมต้องมีเวลาว่างอยู่แล้ว เขาพลันรู้สึกขมขื่นในใจ เพราะภูมิหลังต่ำต้อย เหล่าสหายร่วมชั้นผู้มีอันจะกินไม่มีทางชวนเขาร่วมสังสรรค์ เขาจึงต้องออกไปเที่ยวเล่นกับิเยี่ยทั้งวัน แม้แต่สหายร่วมชั้นที่มาครอบครัวฐานะยากจนเหมือนกันก็ยังไม่อยากคบหา
งานเลี้ยงเล็กๆ มีแขกเพียงสี่ห้าคน ในชั้นเรียนทั้งหมดล้วนเป็บัณฑิตประเภทไร้ปากไร้เสียง ทำตัวเป็เสมือนธาตุอากาศ ทว่ายามอยู่ในงานเลี้ยงเล็กๆ นี้ทุกต่างเป็ตัวของตัวเอง
ิหยวนเดินเข้าไปทักทาย ซึ่งทุกคนต่างรู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันดีอยู่แล้ว “หลี่ฉี” หลี่โส่วอีจากอู่หลิง และ “อู๋ซาน” อู๋จงเหรินจากไท่โจวผู้โชคร้ายที่ได้ประลองหมากกับจางจิ่วรั่ง เขาต่างเคยพบมาก่อนแล้ว
ทว่าหนึ่งในนั้นกลับพูดแขวะิหยวน “คุณชายิยอมมาสังสรรค์กับเราจริงหรือนี่ เป็เกียรติยิ่งนัก”
ิหยวนใไม่น้อย เขาไม่รู้จักคนผู้นี้มาก่อนด้วยซ้ำ หลี่โส่วอีขำแห้งก่อนจะพาิหยวนเข้าไปแนะนำตัว“คนผู้นี้มีนามว่าหลิ่วฉง นามรองเฉิงจือ เขาก็เป็คนเช่นนี้แหละ เ้าอย่าถือสาเขาเลยนะ”
ิหยวนยิ้ม “ั้แ่เข้าศึกษาน้องชายก็ยุ่งมาก จึงยังไม่มีโอกาสมาแนะนำตัวกับศิษย์พี่ เสียมารยาทแล้ว”
“ข้าเข้าใจ คุณชายิคงยุ่งมาก แม้แต่ผู้าุโกว่าก็ยังไม่มีเวลาทำความรู้จัก จะเอาเวลาใดไปสนใจคนอื่น”
ิหยวนไม่ใช่พระโพธิสัตว์ที่จะนิ่งเฉยไร้อารมณ์ จึงตอบโต้อีกฝ่ายทันที “แม้ผู้น้อยภูมิหลังต่ำต้อย เมื่อย่างก้าวเข้าสู่สำนักศึกษาหลวง ในสายตาผู้น้อย ทุกคนล้วนเป็สหายร่วมศึกษา มิได้สนใจคบผู้ใดจากฐานะ ผู้น้อยเกรงว่าใครบางคนคงมีอคติบังตา ถึงได้มองผู้อื่นด้วยความคิดอคติ”
“เ้า…”
เหยาเซี่ยงฮุยมองเขาด้วยความประหลาดใจ แม้เขาจะเป็คนเชิญิหยวนมา ทว่าเขากลับทำได้เพียงนั่งเงียบ เหตุเพราะเป็คนไม่ถนัดเื่สร้างบรรยากาศให้ครึกครื้น โชคดีที่ได้อู๋จงเหรินฉีกยิ้มกว้างพร้อมลากคนทั้งสองไปนั่ง โดยมีตัวเขาเองอยู่ตรงกลาง “เอาล่ะๆ คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องเอ่ยสิ่งใดให้ยืดเยื้อแล้ว วันนี้ข้าเลี้ยงเอง ทุกคนกินดื่มให้เต็มที่ เราทุกคนล้วนรู้จักกันแล้ว จากนี้ไปก็เล่าเรียนและเติบโตไปด้วยกันเถอะ”
“ไม่เอาหน่า เดือนนี้ข้ารับจ้างคัดอักษรก็พอจะมีเงินเก็บบ้างแล้ว จะให้ข้าเอาเปรียบผู้มั่งคั่งอย่างเ้าทุกครั้งได้อย่างไร” หลี่โส่วอีเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริงสนุกสนาน ทว่าไม่รู้เหตุใดท่าทางหลิ่วเฉิงจือถึงดูหงุดหงิดงุ่นง่าน
อู๋จงเหรินปฏิเสธ “เงินแค่นี้ข้าจ่ายไหว นี่เ้ากำลังดูถูกข้าอยู่นะ!”
“พูดอันใดของเ้า ไจ้เฉิน เ้าฟังเขาพูดสิ พูดอย่างกับ…”
ท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้นวุ่นวาย ิหยวนก็เริ่มผ่อนคลาย ยกจอกสุราขึ้นจิบ และเขาพึ่งสังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าของอู๋จงเหรินดูหรูหรากว่าเหยาเซี่ยงฮุยและคนอื่นๆ มาก
“ไจ้เฉิน งานเลี้ยงบุปผาลอยลมเดือนหน้า เ้าจะเข้าร่วมหรือไม่? คุณชายฉางผิงก็เข้าร่วมนะ”
“เอ่อ…เื่นี้ข้ายังไม่ได้คิดเลย” ิหยวนพอได้ยินเื่นี้มาบ้างแล้ว มันเป็งานเลี้ยงที่จัดขึ้นสำหรับบัณฑิตใหม่ทุกคน มีจุดประสงค์ให้ทุกคนได้ทำความรู้จักกัน ซึ่งเหล่าบัณฑิตจะต้องจับกลุ่ม กลุ่มละห้าคน รางวัลอันดับหนึ่งคือเงินหนึ่งร้อยตำลึง สำหรับบัณฑิตทั่วไปในสำนักศึกษาหลวงมันเป็แค่ของรางวัลที่เอาไว้อวดอ้างความสามารถ แต่สำหรับบัณฑิตยากจนมันมีค่าต่อชีวิตพวกเขาอย่างมาก
หยางจวิน…พอนึกถึงคนผู้นี้ิหยวนก็พลันรู้สึกเหมือนตนเองฝันไป ชายหนุ่มที่พูดพร่ำถึงความทุกข์ยากของผู้คนในชิงโจว ทั้งยังบอกว่าเกลียดการทุจริตของขุนนางในราชสำนักที่วัดร้างข้างป่าช้าในคืนนั้น แท้จริงแล้วคือคุณชายฉางผิง…นามว่าหยางจวินใช่หรือไม่?
แถมิหยวนยังบอกคนผู้นั้นว่าตนเองอยากรู้จักและเป็สหายกับเขาอีก พอนึกถึงเื่นี้ ิหยวนก็อายจนอยากเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนี
“คุณชายฉางผิงกระไรกัน” หลิ่วเฉิงจือเอ่ยเสียงเ็า “ก็แค่ตัวซวย”
ิหยวนใที่ได้ยินเช่นนั้น “หมายความว่าอย่างไร?”
“ไจ้เฉินไม่รู้หรือ?” หลี่โส่วอีกุลีกุจอช่วยเล่าให้เขาฟังด้วยความเต็มใจ ท่าทางคนผู้นี้จะรู้เื่ราวข่าวลือในเมืองหลวงเป็อย่างดี
“มันเป็เื่เล่าที่มีมานาน ย้อนกลับไปเมื่อตอนาระหว่างก่อตั้งแคว้นเป่ยฉี เผ่าชี่ตันกับเผ่าเซียนเปยได้ยกทัพสามแสนนายมากดดันแคว้นฉู่ให้สงบศึกด้วยการส่งองค์หญิงไปสมรสเชื่อมสัมพันธ์กับทั่วป๋าไห่ ทว่าผ่านไปไม่ถึงสองปี ทั่วป๋าไห่ตกหลังม้าเสียชีวิตขณะล่าสัตว์ แต่ที่น่าใคือฮ่องเต้หนุ่มองค์ใหม่ผู้มีทั้งอำนาจและพละกำลัง นอกจากจะไม่ก่อาแล้วยังสานสัมพันธ์เป็บ้านพี่เมืองน้องกับแคว้นฉู่ ด้วยการอภิเษกสมรสกับองค์หญิงแคว้นฉู่ และส่งองค์หญิงผู้สูงศักดิ์จากแคว้นฉีไปสมรสเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นฉู่ ฮ่องเต้แคว้นฉู่พึงใจองค์หญิงแคว้นฉีั้แ่แรกเห็น และโปรดปรานนางมากกว่าหญิงใดในวังหลัง เป็เหตุให้ฮองเฮาขุ่นเคือง ทั้งโกรธและเกลียดนางเป็ที่สุด หนึ่งปีผ่านไป ด้วยร่างกายที่อ่อนแอและมีภาวะคลอดยาก นางจึงสิ้นใจหลังให้กำเนิดองค์หญิงน้อย ฮ่องเต้องค์ก่อนจึงทรงรักใคร่เอาใจใส่องค์หญิงน้อยเป็พิเศษ ถึงขั้นแต่งตั้งเป็องค์หญิงใหญ่ แต่ผู้ใดจะคิดว่าชีวิตหลังแต่งงานขององค์หญิงใหญ่แห่งราชวงศ์เว่ยจะอาภัพ และสิ้นใจระหว่างคลอดบุตร ผู้คนจึงเล่าลือกันว่าสายเืของท่านป๋อน้อยเป็สายเืแห่งความโชคร้าย”
ิหยวนนึกไม่ถึงเลยว่าคนผู้นั้นจะมีเื้ัเช่นนี้ ชายหนุ่มรูปงามคนนั้นเป็เด็กกำพร้าจริงอย่างนั้นหรือ? จู่ๆ ก็รู้สึกะเืใจ
เหยาเซี่ยงฮุยรีบเอ่ยขัดจังหวะ “เอาล่ะ หยุดพูดได้แล้ว เื่ของคนในราชวงศ์ไม่ใช่สิ่งที่เราจะเอามาพูดคุยกันได้”
“เช่นนั้นเ้าก็มารวมกลุ่มกับเราสิ พวกเราขาดคนหนึ่งพอดี” หลี่โส่วอีรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาด้วยการเอ่ยชวนิหยวนอย่างกระตือรือร้น
“ผู้ใดเขาจะอยากเข้าร่วมกลุ่มกับเรา” หลิ่วเฉิงจือเอ่ยขึ้น
“ข้าตกลง” ิหยวนตอบ
……
งานเลี้ยงบุปผาลอยลมไม่ใช่งานเลี้ยงทั่วไป แต่เป็งานเลี้ยงประลองความสามารถ
ซึ่งการแข่งขันมีทั้งหมดด้วยกันสามรอบ วาทศาสตร์ โต้วาที ตอบคำถามความรู้รอบตัว และปาลูกดอก
วาทศาสตร์เป็การแข่งขันที่มีกติกาง่ายที่สุด กรรมการจะเป็คนตั้งคำถามเกี่ยวกับบทกวี โดยหลักๆ จะทดสอบความรู้ด้านวรรณกรรม
การโต้วาทีจะแบ่งเป็สองฝ่าย โดยแต่ละฝ่ายจะมีสมาชิกทั้งหมดสองกลุ่ม ซึ่งมีการกำหนดหัวข้อไว้ล่วงหน้า แบ่งเป็ฝ่ายเสนอและฝ่ายค้าน ตัวอย่างเช่น “ม้าขาวไม่ใช่ม้า” เมื่อได้หัวข้อแล้วจะมีเวลาเตรียมตัวพักหนึ่ง หลังจากนั้นสองฝ่ายจะเริ่มโต้เถียงกันทันที การแข่งขันนี้เป็การทดสอบไหวพริบ
ส่วนการตอบคำถามความรู้รอบตัวกับปาลูกดอกนับเป็การแข่งขันเดียวกัน โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องปาลูกดอกให้เข้าเป้าก่อน ฝ่ายใดปาเข้าก่อนจะมีสิทธิเลือกคำถามก่อน นั่นหมายความว่า่ท้ายของการแข่งขันจะเหลือเพียงคำถามที่ยากกว่าปกติ เป็คำถามเกี่ยวกับความรู้ทั่วไป ซึ่งครอบคลุมทุกองค์ความรู้ ดังนั้นผู้แข่งขันจะต้องมีความรู้กว้างขวาง
ิหยวนได้ยินพวกเขาคุยกันว่า จากบัณฑิตทั้งหกฝ่ายมีผู้ลงแข่งทั้งหมดสิบสองกลุ่ม พวกเขาคิดว่าไม่มีผู้ใดเต็มใจรับพวกเขาเข้ากลุ่ม จึงตั้งกลุ่มกันเอง ซึ่งขาดหนึ่งคนพอดี หากชนะ ทุกคนจะได้เงินสองร้อยตำลึง
ิหยวนย่อมต้องตกลงด้วยความยินดี
“พวกเราแบ่งหน้าที่กัน ข้าเชี่ยวชาญบทกวี ข้าจะเตรียมตัวแข่งวาทศาสตร์เป็หลัก ศิษย์พี่เหยาเตรียมตัวตอบคำถามความรู้รอบตัว ไจ้เฉิน…เ้าเชี่ยวชาญด้านใด?”
ิหยวน “…ปาลูกดอก”
“…” หลี่โส่วอีนั่งนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนดึงสติกลับมาจัดแจงต่อ “เช่นนั้นเ้าช่วยศิษย์พี่หลิ่วเตรียมตัวแข่งโต้วาทีกับช่วยศิษย์พี่เหยาเตรียมตัวตอบคำถามความรู้รอบตัวแล้วกัน”
ิหยวน “…ได้ขอรับ”
……
จู่ๆ ิหยวนก็ยุ่งจนหัวหมุน เช้าเข้าเรียน บ่ายอ่านตำรา เย็นเตรียมตัวแข่ง แถมระหว่างเรียนยังแอบจดสรุป
“โอ้โห! ทุกคนดูนี่สิ” พอิหยวนหันมองตามเสียงก็เห็นคนผู้หนึ่งกำลังหยิบสมุดบันทึกบนโต๊ะเหยาเซี่ยงฮุยขึ้นมาดูอย่างสนอกสนใจ คนผู้นั้นก็คือบัณฑิตในฝ่ายเดียวกัน นามว่าเซวียปั๋ว บิดาเป็อดีตขุนนางในราชสำนัก แต่ถูกปลดในภายหลัง จึงผันตัวเองเป็นักกวีอยู่ที่จวน “ให้ตายเถอะ์ พวกบัณฑิตยาจกเขียนอักษรยังบิดๆ เบี้ยวๆ ยังคิดจะลงแข่ง!”
เสียงหัวเราะดังระงม
เหยาเซี่ยงฮุยโมโหจนหน้าแดงก่ำ
“แล้วอย่างไร! ไม่ได้หรือ?” หลี่โส่วอีลุกขึ้นมาออกหน้ารับ
“ได้สิ…” เซวียปั๋วเอ่ยเสียงยียวนกวนประสาทพลางหันไปหัวเราะกับสหายรอบตัว “สหายทุกท่าน ข้าว่าพวกเ้าถอนตัวดีหรือไม่ พอดีมีคนเขาจำเป็ต้องใช้เศษเงินนั่นน่ะ”
“ฮ่า!!! ได้สิ ไม่มีปัญหา”
“เห็นพวกเ้าแล้วข้าเวทนานัก” คุณชายผู้หนึ่งสวมเสื้อผ้าหรูหราเอ่ยขึ้น “เช่นนั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้าให้พวกเ้าไปเลยยี่สิบตำลึง แลกกับการที่พวกเ้าถอนตัวไปเสียั้แ่ตอนนี้ ฝ่ายพิธีการของเราจะได้ไม่ต้องขายหน้า”
หลี่โส่วอีโมโหจนแทบอยากวิ่งเข้าไปซัดหน้าคนพวกนั้นให้มันรู้แล้วรู้รอด “หยาบคายนัก!”
“หืม? เหตุใดถึงมาด่าคนอื่นเล่า พวกเ้า้าเงินมิใช่หรือ? ข้าเพียงคิดว่ามันเป็ผลดีต่อทั้งสองฝ่าย”
“อยากหาเื่พวกเราน่ะสิไม่ว่า!” หลี่โส่วอีกำหมัดแน่นพร้อมเหวี่ยงมันขึ้นกลางอากาศ แต่โชคดีมีคนคว้าไว้ทัน
ิหยวนยิ้มบางพลางเอ่ยกับเซวียปั๋ว “มิใช่ว่าคุณชายเซวียกลัวหรอกหรือ?”
“กลัว? นับแต่ข้าลืมตาดูโลกก็ยังไม่เคยรู้จักคำว่ากลัว”
“ข้าว่าท่านกลัว แต่ไม่กล้ายอมรับต่างหาก ในเมื่อเป็สหายร่วมสำนัก พวกเราจะออมมือให้ก็ได้นะขอรับ”
ถึงคราวเซวียปั๋วเป็ฝ่ายโมโหบ้างแล้ว
“ผู้ใดกันแน่ที่ต้องกลัว ตระกูลข้าเป็ขุนนางมาหลายชั่วอายุคน คิดว่าข้าจะกลัวคนกระจอกอย่างพวกเ้าหรือ?”
“ความจริงเป็อย่างไรก็มิรู้ได้ แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็เข้าศึกษาได้เพราะความรู้ แล้วท่านเล่า? ไม่รู้ใช้วิธีการใดยัดตัวเองเข้ามา”
หลี่โส่วอีหายโกรธเป็ปลิดทิ้ง หลังได้ยินคำโต้ตอบของิหยวนเขาก็พอใจมาก แม้แต่เหยาเซี่ยงฮุยยังหลุดหัวเราะเยาะ
เซวียปั๋วหน้ากระตุก สูดหายใจแรงจนปีกจมูกขยับ ก่อนจะทุบโต๊ะเสียงดังลั่นระบายโทสะ
หยางจวินที่กำลังฟุบหน้าหลับอยู่บนโต๊ะแถวหน้าสุดก็พลันต้องตื่นขึ้นมาเอ่ยเสียงหงุดหงิด “เกิดเื่อันใดอีกแล้ว?”
เซวียปั๋วทำการฟ้องทันที “ท่านป๋อน้อย! ก็ยาจกพวกนี้คิดจะลงแข่งกับพวกเรา!”
ิหยวนแทบไม่อยากเชื่อหูตนเอง “พวกท่านก็ลงแข่งหรือ?”
“กลัวสินะ” เซวียปั๋วกระหยิ่มยิ้มย่อง
ิหยวนเหลือบมองหยางจวินพลางส่ายหัวเบาๆ ราวกับอยากจะพูดว่า “นี่ท่านสายตาไม่ดีหรือ?” กับ “สหายร่วมกลุ่มห่วยๆ” สองประโยคฉายชัดบนใบหน้า
หยางจวินบิดี้เีพลางหาว เขานอนั้แ่เลิกเรียน ตอนนี้หลับเต็มอิ่มสุดๆ เขาเลิกคิ้วพร้อมถามด้วยรอยยิ้ม “ใช่ แล้วก็มีชิงฟากับต้วนเฉิงด้วย อยากแข่งกันดูหรือไม่?”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหยางจวิน หลี่โส่วอีผู้อาจหาญเมื่อครู่ก็พลันหัวหด ลดมือลง ยืนตัวแข็งทื่อเป็เสา ิหยวนจึงเลิกคิ้วตอบเลียนแบบเขา “ไม่กล้ารับปาก แต่หากมีโอกาสก็เต็มใจ”
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
