หนึ่งเดือนให้หลัง
หลิ่วเหอนั่งอยู่ในโถงรับแขก มองหวังอันหยางถือไม้กวาด กวาดใบไม้ที่ร่วงอยู่ในลานเงียบๆ ในใจพลันหดหู่อย่างบอกไม่ถูก
ั้แ่ถูกตบในครั้งนั้น อันหยางไม่เอ่ยวาจากับตนอีก กวาดลานบ้าน เช็ดโต๊ะ เด็ดผัก หั่นเนื้อในห้องครัว งานที่บ่าวทำทั้งหมดล้วนแย่งไปทำ แต่เขากลับไม่ข้องเกี่ยวกับตนอีกต่อไป ไม่ชงชาให้ดื่ม ไม่อยู่ข้างกายฟังตนเล่าเื่ทุกข์สุขอีก เขาหลบตนดั่งหลบสัตว์อสูร!
นี่คือสิ่งที่หลิ่วเหอหวังชัดๆ หวังให้อีกฝ่ายเดินออกจากห้วงอารมณ์ ลืมเลือนตนให้ได้ แต่ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายราวกับจะลืมเลือนตนจริง คอยออกห่างวันแล้ววันเล่า ในหัวใจเขากลับรู้สึกโหวงเหวง ทรมานอย่างห้ามไม่อยู่
“อันหยาง!” หลิ่วเหอเอ่ยนามนั้นเสียงแ่ เฝ้ามองแผ่นหลังของอีกฝ่ายอย่างเงียบงัน รู้สึกว่าคนผู้นี้เริ่มห่างไกลนัก ไม่ใช่อันหยางของเขาอีกต่อไปแล้ว
.........
ครึ่งปีให้หลัง
หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยเก็บตัวฝึกฝนอยู่หนึ่งปีเต็ม หลังจากออกมา พลังยกระดับไปถึงระดับสร้างรากฐาน่ปลาย
“เทียนฉี พวกเราจะไปไหนดี?” พวกเขาจูงมือกันเดินออกจากห้องฝึกตน
“เมื่อครู่ข้าถามศิษย์พี่ที่ห้องฝึกตนแล้ว เขาว่าวันนี้เป็วันที่ยี่สิบเก้า พวกเรากลับบ้านไปพบท่านพ่อเถอะ ไม่ได้พบหน้ามาหนึ่งปี ข้าคิดถึงท่านพ่อขึ้นมาน่ะ”
“ดี งั้นกลับบ้านกัน!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย
หลิ่วเหอเห็นเด็กทั้งสองเก็บตัวฝึกฝนหนึ่งปี พลังอยู่ในระดับสร้างรากฐาน่ปลายอย่างมั่นคง เขาดีใจอย่างยิ่ง เอ่ยชมเด็กทั้งสองไปหลายคำ
“ไม่พบหน้าหนึ่งปี ท่านพ่อดูซีดเซียวไปมากเลย!” หลิ่วเทียนฉีเห็นหลิ่วเหอมีสีหน้าไม่ดีเท่าไรนักก็ขมวดคิ้ว
“อา เมืองฝูเฉิงเกิดเื่มากมายน่ะ ห้าเดือนก่อน ลุงใหญ่กับป้าใหญ่ของเ้าล้วนจากไป สี่เดือนก่อนป้ารอง พี่ใหญ่และพี่รองของเ้าก็ล้มหายตายจากไปหมดด้วย!” พูดจบ หลิ่วเหอถอนหายใจทีหนึ่ง
“อะไรนะ?” ได้ยินอย่างนั้น หลิ่วเทียนฉีก็ตะลึงหนัก
หลิ่วเจียงกับภรรยาตายแล้วหรือ พี่ชายทั้งสองของนางเอกก็เหมือนกัน? เป็เช่นนี้ได้อย่างไร? ในนิยายต้นฉบับ พี่ชายสองคนของนางตายในแดนลับเหิงอวี้ ส่วนหลิ่วเจียงมีชีวิตอยู่เป็สุขดีตลอด ไม่ได้ตายไปนี่?
“บ้านใหญ่ล้วนตายสิ้นแล้วหรือ?” เฉียวรุ่ยกะพริบตาปริบๆ รู้สึกไม่อยากเชื่อ
“ท่านพ่อ เกิดเื่อะไรขึ้นหรือขอรับ?” หลิ่วเทียนฉีมองบิดาพลางถามเสียงเครียด
“ได้ยินว่าเพราะลุงใหญ่แต่งอนุภรรยาสองคน ในใจของป้าใหญ่จึงเกิดความหึงหวง วางยาอนุภรรยาสองคนนั้น สุดท้ายทั้งสามคนล้วนถูกพิษตาย หลังท่านปู่เ้ารู้เื่เข้าก็โกรธจัด ใช้หนึ่งฝ่ามือตบป้าใหญ่จนตายไปอีก เทียนอี้ เทียนไป่ หลิ่วซานและหลันอวี่ิ พวกเขาต่างเดินทางกลับไปร่วมพิธีศพที่เมืองฝูเฉิง ระหว่างทาง อยู่ดีๆ เทียนอี้ก็กระอักเืออกมาจนสิ้นลม ผ่านไปอีกไม่กี่วันเทียนไป่ก็เช่นกัน ต่อมาหลิ่วซานรู้สึกร่างกายไม่ค่อยดี แต่หลันอวี่ิ คู่หมั้นของนางเหมือนจะให้อุปกรณ์อาคมป้องกันไว้ชิ้นหนึ่ง ถึงได้รักษานางจนหายได้ ทว่าหลังพวกเรากลับถึงเมืองฝูเฉิง ไม่กี่วันต่อมา ป้ารองของเ้ากลับล้มป่วย แล้วลาโลกนี้ไป!”
ได้ยินคำบอกเล่าของบิดา หลิ่วเทียนฉีพยักหน้านิดๆ “ที่แท้เป็เช่นนี้!”
เกรงว่าเื่นี้ คงไม่ง่ายดายเช่นบิดาเล่า ป้าใหญ่ไม่มีทางวางยาพิษสังหารท่านลุงใหญ่หรอก นอกจากนี้ การตายของพี่ชายทั้งสองคนก็ดูไม่ชอบมาพากล ราวกับโดนแมลงพิษอาถรรพ์ยิ่งนัก! ไหนจะการตายของท่านป้ารองอีก!
“ใช่แล้ว ที่เมืองฝูเฉิง พอลุงใหญ่ของเ้าตาย พริบตาเดียว ท่านปู่เ้าก็แก่ลงหลายปี พ่ออยู่ที่เมืองฝูเฉิงเป็เพื่อนท่านสามเดือนถึงกลับมา” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วเหอถอนหายใจอีกครั้ง
“ท่านพ่อ คนตายไม่อาจฟื้น ท่านหักห้ามอาลัยแล้วยอมรับเถิด!”
“อืม พ่อเข้าใจ พ่อเพียงเป็ห่วงท่านปู่ของเ้าเล็กน้อยน่ะ” หลิ่วเหอไม่ได้ผูกพันลึกซึ้งกับหลิ่วเจียงแล้ว คนเดียวในเมืองฝูเฉิงที่เขาห่วงหาคือบิดาชราต่างหาก
“หากท่านพ่อเป็ห่วง ให้ลูกไปเมืองฝูเฉิงรับท่านปู่มาได้นะขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีเห็นใบหน้าซีดเซียวของบิดาจึงเสนอ
“ไม่ต้องหรอก ข้าพูดกับเขาแล้ว แต่ปู่ของเ้าเขาไม่ยินดีมานครเซิ่งตูน่ะ!”
“อ้อ!” ได้ยินบิดาเอ่ยเช่นนี้ หลิ่วเทียนฉีก็พยักหน้า ไม่เอ่ยวาจาใดกลับไปอีก
.........
หลังอาหารเที่ยง ในห้องของหลิ่วเทียนฉี
“เทียนฉี เ้าว่าคนในตระกูลหลิ่วตายประหลาดเกินไปไหม? ทำไมคราวเดียวถึงตายกันหมดสิ้นเล่า?” เฉียวรุ่ยมองหลิ่วเทียนฉีแล้วถามอย่างสงสัย
“ข้าว่าเื่นี้ อาจเป็ฝีมือของท่านป้ารอง!” หลิ่วเทียนฉีคิดว่าซูหง สตรีผู้นั้นเป็หมาป่าตัวหนึ่ง ไม่ใช่คนที่ควรหาเื่
“แต่ แต่นางตายด้วยนะ?” ซูหงก็ตายมิใช่หรือ?
“เื่นี้ เกรงว่าต้องถามหลิ่วซือสักหน่อย ข้าคิดว่านางรู้ดีที่สุด!” เขาคิดว่าควรสอบถามนาง
“อืม ก็ถูก!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย
“อีกอย่าง ข้าคิดว่ายังมีเื่อื่นในบ้านที่ท่านพ่อไม่ยอมพูด!” หากมีเพียงเื่ที่เมืองฝูเฉิง ท่านพ่อไม่มีทางซีดเซียวเช่นนั้น คงกลุ้มใจเื่อื่นอยู่อีก
“ใช่แล้ว ข้าก็รู้สึกว่าท่านพ่อมีเื่ปิดบังอยู่ ท่านแลดูซีดเซียวมาก!” เฉียวรุ่ยพูดพลางถอนหายใจเสียงเบา รู้สึกกังวลขึ้นมา
“ก๊อกๆๆ...”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามา!” หลิ่วเทียนฉีมองประตูห้อง ส่งสัญญาณให้บ่าว
ผู้เฒ่าหลิ่วถงผลักประตูเปิด ยกน้ำแกงสองชามเข้ามา
“นายน้อย นายหญิงน้อย นี่เป็น้ำแกงกระดูกที่นายท่านสามสั่งห้องครัวต้มให้พวกท่านโดยเฉพาะ บ่าวยกมาให้พวกท่านขอรับ!”
“ลุงถง ท่านให้คนอื่นยกมาก็พอ ทำไมต้องยกมาเองเล่า?” เฉียวรุ่ยก้าวออกไป รีบร้อนรับถาดที่ผู้เฒ่าถือมาไว้ในมือ แม้ลุงถงครองตัวอยู่ในฐานะบ่าวมาตลอด แต่พวกเขาไม่เคยปฏิบัติกับผู้เฒ่าเยี่ยงบ่าว ในสายตาทั้งคู่ หลิ่วถงเหมือนญาติคนหนึ่ง เหมือนลุงที่สนิมสนมอย่างใกล้ชิดเสียมากกว่า!
“ลุงถง เทียนฉีไม่ได้พบหน้าท่านมาหนึ่งปี อยากคุยกับท่านสักหน่อย!” หลิ่วเทียนฉีลุกขึ้นเดินเข้าไปหา
“ฮึๆ บ่าวก็อยากคุยกับนายน้อยและนายหญิงน้อยเหมือนกันขอรับ”
“มา เชิญท่านนั่ง!” หลิ่วเทียนฉีประคองผู้เฒ่านั่งลงบนเก้าอี้แล้วตนนั่งลงข้างกาย เฉียวรุ่ยก็นั่งลงข้างกายผู้เฒ่าเช่นกัน
“ลุงถง ข้ากับเทียนฉีเก็บตัวฝึกฝนหนึ่งปี ครานี้กลับมา เห็นท่านพ่อซีดเซียวลงไปมาก กระทั่งท่านเองก็ซูบผอมลงไปนะ!” เฉียวรุ่ยเห็นสภาพหลิ่วถงไม่ค่อยดีเช่นกัน อดกังวลขึ้นมาไม่ได้
“ฮ่าๆๆ นายหญิงน้อยไม่ต้องเป็ห่วงขอรับ ร่างกายของข้าน้อยดีอยู่ ไม่เป็ปัญหาขอรับ!”
“ลุงถง นอกจากเื่ที่บ้านเดิม ในบ้านยังเกิดเื่อื่นอีกใช่ไหม?” หลิ่วเทียนฉีจ้องผู้เฒ่าพลางถามจริงจัง
“นายน้อยฉลาดเฉลียวจริงเชียว กลับมาปุ๊บก็เดาออก ในบ้านมีเื่เกิดขึ้นจริงขอรับ เป็เื่ของนายท่านสามกับอันหยาง...” ลุงถงเล่าเื่ของทั้งสองคนอย่างกระชับให้พวกเขาฟังรอบหนึ่ง
“อะไรนะ? หวังอันหยางเขาชอบท่านพ่อ แล้ว แล้วยังสารภาพรักต่อหน้าด้วย?” เฉียวรุ่ยมองผู้เฒ่า ตื่นตะลึงเป็อย่างยิ่ง
“ใช่ ใช่แล้วขอรับ!” หลิ่วถงพยักหน้า ยืนยันอย่างหนักแน่น
หลิ่วเทียนฉีฟังเื่เล่าของผู้เฒ่าจบ เขาก็ขมวดคิ้ว
แปลกนัก ในนิยายต้นฉบับ หวังอันหยางเป็เพียงตัวประกอบ ติดตามอยู่ข้างกายพระเอกเงียบๆ มาเสมอ คนนิสัยนุ่มนวลเช่นนี้กลับเรียกนามของบิดาตรงๆ กล้าสารภาพรักกับบิดาเลยหรือ???
ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าตัวละครนี้ ไม่เหมือนกับหวังอันหยางในนิยายต้นฉบับอย่างสิ้นเชิงกันนะ? หรือเพราะเปลี่ยนคู่เป็บิดา ไม่ใช่พระเอก หวังอันหยางถึงได้ทำเื่เช่นนี้ได้อย่างนั้นหรือ?
หรือ หรือเพราะตนกับเสี่ยวรุ่ยแต่งงาน ทำให้หวังอันหยางรู้สึกมีความหวัง จนรีบร้อนสารภาพรักกับบิดา เพราะในนิยายต้นฉบับ ข้างกายพระเอกมักรายล้อมด้วยสตรีอยู่ตลอด เขาถึงได้รู้ว่าพระเอกไม่ได้ชอบบุรุษสองเพศ จึงไม่มีความกล้าไปสารภาพรักกับพระเอกอย่างงั้นหรือ?
“ถ้าเช่นนั้น หลังจากนั้นเล่า? หวังอันหยางกับท่านพ่อ พวกเขาเป็อย่างไรหรือ?” เฉียวรุ่ยมองผู้เฒ่า ถามอย่างร้อนใจ
“ั้แ่หวังอันหยางกลับจากการหายตัวไปในครั้งนั้น ทั้งสองคนก็ทะเลาะกันใหญ่โต หลังอันหยางถูกตบก็ไม่พูดจากันอีก อันหยางหลบนายท่านสามอยู่เสมอ นายท่านสามมองเขาอยู่หลายครั้ง แต่ต่อมากลับไม่ไปหา จากนั้น บ้านเดิมที่เมืองฝูเฉิงก็เกิดเื่ขึ้น นายท่านสามกลับไปเมืองฝูเฉิงห้าเดือนกว่า ครึ่งปีให้หลังนี้ไม่อยู่บ้านตลอด ตอนนี้เพิ่งกลับมาได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน อันหยาง อันหยางก็บอกนายท่านสามว่าจะแต่งงานกับชิวหลันขอรับ”
เฉียวรุ่ยได้ยินข่าวนี้พลันร้อนใจหนัก “แต่งงาน? หวังอันหยางจะแต่งงานกับสาวใช้ในบ้านหรือ”
“ขอรับ หวังอันหยางบอกว่าเขาจะแต่งงานกับชิวหลัน!”
“ถ้าเช่นนั้น บิดาว่าอย่างไรเล่า?” หลิ่วเทียนฉีมองผู้เฒ่า ถามอย่างเคร่งเครียด
“นายท่านสามอนุญาตแล้วขอรับ วันพรุ่งนี้ พวกเขาสองคนจะกราบไหว้ฟ้าดิน แต่งงานกันขอรับ!” หลิ่วถงเอ่ยจบก็ถอนหายใจ
“วันพรุ่งนี้? เร็วปานนี้เชียว?” พูดถึงตรงนี้ ดวงตาของเฉียวรุ่ยเต็มไปด้วยความจนปัญญาและร้อนใจ
ได้รู้เื่นี้ คิ้วของหลิ่วเทียนฉียิ่งขมวดแน่น “เสี่ยวรุ่ย เ้าอยู่คุยเป็เพื่อนลุงถงนะ ข้าไปพบท่านพ่อสักหน่อย!”
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า มองส่งคนรักเดินออกจากห้องไป
.........
ในห้องของหลิ่วเหอ
เมื่อหลิ่วเทียนฉีเดินเข้ามา เขาเห็นบิดานั่งอยู่ข้างโต๊ะดื่มสุราอยู่ บนโต๊ะมีสุราไหหนึ่งกับจอกสุราหนึ่งใบ
“ตลอดมา ท่านพ่อชอบชาและเกลียดสุรา แล้วทำไมอยู่ดีๆ วันนี้ท่านถึงดื่มสุราขอรับ?”
ได้ยินบุตรชายถาม หลิ่วเหอกลับไม่มีอารมณ์ยิ้ม “ดื่มชาจนชินแล้ว เปลี่ยนเสียบ้างก็ไม่เลว”
“อันหยางทำให้ท่านไม่มีความสุขหรือ?” หลิ่วเทียนฉีคว้าไหสุราในมือบิดามา เอ่ยเข้าประเด็นทันที
หลิ่วเหอได้ยินพลันอึ้งไปนิดหน่อยก่อนยิ้มขมขื่น “ไม่!”
“เขาเป็ของขวัญที่ลูกมอบให้ท่าน หากท่านพ่อไม่ชอบ ลูกทำให้เขาหายไปได้เสมอ!” พูดถึงตรงนี้ ดวงตาหลิ่วเทียนฉีฉายประกายเย็นเยียบสองสายออกมา
หลิ่วเหอเห็นแววตาของบุตรชาย เขาใเล็กน้อย “เทียนฉี อย่าทำร้ายเขา!”
เห็นบิดาปกป้องหวังอันหยางเช่นนี้ ก็ส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจ
“หากท่านพ่อชอบ จะรับเป็อนุเก็บไว้ข้างกายย่อมไร้ปัญหา ลูกไม่มีปัญหาหรอก ขอแค่ท่านมีความสุขก็พอขอรับ!”
ได้ยินบุตรชายเอ่ยเช่นนี้ หลิ่วเหอก็พยักหน้าน้อยๆ “ใจกตัญญูของลูก พ่อย่อมรู้ดี แต่เื่บางอย่างไม่ง่ายดายเช่นนั้น!”
“สองฝ่ายชอบพอ ยินยอมพร้อมใจ เหตุใดไม่อาจร่วมเรียงเคียงหมอน เฝ้าดูแลกันตราบนานเท่านานเล่าขอรับ?” บิดาคงไม่คร่ำครึจนถึงขั้นคิดมากเื่อายุของทั้งสองคนหรอกนะ?
“นี่ ถ้า ถ้าคนที่เ้ารักไม่อยู่กับเ้าอาจมีความสุขมากกว่า ถ้าเช่นนั้น เ้าจะเลือกอยู่ด้วยกันกับเขาหรือเลือกปล่อยมือจากเขา ให้เขาได้มีความสุขยิ่งกว่าเล่า?” เื่นี้ทำให้หลิ่วเหอกลัดกลุ้มมานานนับปี แต่ในใจเขากลับยังแกว่งซ้ายขวาอยู่ตลอด ไม่รู้ว่าควรไปทิศทางไหน!
ได้ยินคำถามของบิดา หลิ่วเทียนฉีก็เงียบ หากในนิยายต้นฉบับเฉียวรุ่ยรักกับพระเอก หากเป็เช่นนั้น ตนจะยกเสี่ยวรุ่ยให้พระเอก ให้พวกเขาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขหรือไม่กันนะ? คำตอบที่ได้คือไม่มีทาง เพราะเขารู้ว่าตนไม่ได้ยิ่งใหญ่ปานนั้น ไม่อาจยกคนรักให้ผู้อื่นได้ ขอเพียงเขาไม่ตาย เขาไม่มีทางปล่อยมือ ไม่มีทางปล่อยเสี่ยวรุ่ยของเขาอย่างเด็ดขาด
“ไม่มีทาง ข้าไม่มีทางปล่อยมือหรอก เพราะข้าเชื่อมั่นว่าข้าเป็คนที่มอบความสุขให้เสี่ยวรุ่ยได้ ข้าเชื่อว่าโลกใบนี้ ไม่มีใครรักเสี่ยวรุ่ยยิ่งกว่าข้าขอรับ”
หลิ่วเหอเห็นท่าทางจริงจังและแน่วแน่ของบุตรชาย เขาอึ้งไปเล็กน้อย “เทียนฉี?”
“ท่านพ่อ หากรักเขาจริง ท่านก็ควรอยู่กับเขา หากไม่อยู่ด้วยกัน ท่านก็ไม่อาจให้สิ่งใดกับเขาได้ทั้งสิ้น หากคนสองคนรักกัน แม้พบความยากลำบากกับอุปสรรคที่อันตรายมากเพียงใด พวกเขาจะเผชิญหน้าไปด้วยกันได้ ความรักที่ผ่านการฟันฝ่า ความรักที่ใช้ความพยายามทั้งหมดไขว่คว้ามา นี่แหละถึงจะเป็ความรักที่แท้จริง”
ได้ยินคำพูดของบุตรชาย หลิ่วเหอก้มหน้าเงียบอยู่นาน “บางที อาจเป็จริงอย่างที่เ้าพูด”
