“ข้าไม่คิดว่าท่านจะตอบรับสาสน์ของข้าจริง ๆ ท่านพี่ตงหยาง ท่านรู้หรือไม่ว่า หัวใจของข้ามอบให้ท่านแต่เพียงผู้เดียว ข้ารักท่านมากที่สุด” ชายหนุ่มยิ้มอย่างเมตตาแล้วช้อยคางนางขึ้น
“เ้ารักข้าเพียงนั้นเชียวเหรอ” ไป่เอ๋อพยักหน้าทั้งน้ำตา ก่อนเขาจะก้มลงจูบพร้อมสายลมพัดโชยมา อาภรณ์ของนางค่อย ๆ หลุดออกจากกายทีละน้อย ก่อนชายหนุ่มจะละจากริมฝีปากของนางแล้วถามย้ำเป็ครั้งสุดท้าย
“เ้าแน่ใจแล้วใช่หรือไม่ ที่จะมอบกายให้ข้า” ไป่เอ๋อพยักหน้ารับในทันที แล้วยอมปล่อยกายให้เขาได้เชยชม ท่ามกลางค่ำคืนอันแสนวิเศษ ไป่เอ๋อรับรู้ถึงความรักที่อีกฝ่ายมอบให้อย่างอ่อนโยน นางเผลอหลับไปแล้วตื่นขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ทอแสงขึ้นจากขอบฟ้า หญิงสาวในชุดสีดำค่อย ๆ ลืมตาขึ้น พบว่าตัวเองนอนอยู่ภายใต้อ้อมกอดของตงหยาง ชายที่นางรักดังดวงใจ ทว่ามือบางลูบใบหน้าเขาได้ครู่หนึ่งจึงขมวดคิ้วแปลกใจเมื่อเห็นความผิดปกติบางอย่างบนลำคออีกฝ่าย
“ปานรูปพระจันทร์เสี้ยว” ไป่เอ๋อรีบเด้งตัวขึ้นแล้วรวบรวมเสื้อผ้ามาห่มกายไว้ในทันที พร้อมสายตาไหวระริกด้วยความสับสน ก่อนชายหนุ่มจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นแล้วส่งยิ้มอ่อนโยนให้นาง
“ตื่นแล้วเหรอ”
“ท่าน ท่านไม่ใช่ท่านพี่ตงหยาง” ตงฟางได้ยินดังนั้นจึงใช้มือลูบไปยังปานที่คอตัวเอง แล้วส่งยิ้มให้ไป่เอ๋ออย่างไม่รู้สึกผิด
“ถูกจับได้แล้วเหรอเนี่ย จะว่าไปการเป็ตงหยางก็ดีอย่างนี้นี่เอง” เวลานั้นหัวใจของไป่เอ๋อ ร้อนรนสับสนจนพูดอะไรไม่ออก นางพยายามขยับกายให้ห่างจากเขา ก่อนตงฟางจะดึงร่างเล็กเข้าไปสวมกอด
“จะหนีไปไหน เมื่อคืนเ้ายังมีความสุขอยู่กับข้าเลย”
“ปล่อยข้า อย่ามาแตะต้องตัวข้า เ้ามันคนเลวแอบอ้างเป็ท่านพี่ตงหยาง”
“ข้าบอกเ้าหรือยังว่าข้าคือตงหยาง ทุกอย่างเป็เ้าเข้าใจผิดไปเองต่างหาก ไป่เอ๋อ ไหน ๆ เ้าก็เป็ของข้าแล้ว ข้าจะไปขอท่านพ่อให้ประทานงานแต่งของเราดีหรือไม่” ตงฟางพูดด้วยรอยยิ้มมีความสุข ทว่าไป่เอ๋อรีบพูดขึ้นในทันทีพร้อมหยดน้ำตารินไหลออกมาด้วยความคับแค้นใจ
“หากมีผู้ใดรับรู้เื่นี้แม้เพียงคนเดียว ข้าจะดับต้นจิตตัวเอง” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง จับจ้องมองตงฟางด้วยความคับแค้นใจ ก่อนเขาจะฝืนยิ้มออกมา
“เ้าว่าไงนะ จะดับต้นจิตตัวเองงั้นเหรอ ได้!เช่นนั้นข้าจะให้เ้าอยู่อย่างทรมานแบบนี้ไปตลอดชีวิต เื่ที่เ้าเป็ของข้าแล้ว ข้าจะไม่บอกใคร จะเก็บไว้เป็ความลับระหว่างเราสองคน ให้กัดกินใจเ้าต่อไป ตราบเท่าที่ข้ายังรัก เ้าจะไม่มีวันเป็ของผู้ใดทั้งนั้น” พูดจบ ชายหนุ่มจึงใช้พลังิญญาหายลับไป หลงเหลือเพียงไป่เอ๋อที่ร่ำร้องออกมาด้วยความเ็ป
แม้เวลาผ่านพ้นมายาวนานหลายหมื่นปีแล้ว ภาพอันอัปยศนั้นไม่เคยจางหายไปจากใจได้ ไป่เอ๋อหลับตาลงพลันกำมือแน่นด้วยความคับแค้นใจ ก่อนจะหันไปยังป้ายบรรพชนแล้วพูดขึ้น
“ป้ายชื่อต่อไป จะเป็ของตงฟาง และข้าจะขึ้นมาสาปแช่งเ้าทุกวัน” นางพูดจบจึงยกมือปาดน้ำตาแล้วเดินจากไป
ขณะที่ฉางจือกำลังฝึกพลังิญญาให้กับิเยว่อยู่นั้น ร่างของเทพธิดาจางซินก็หายวับเข้ามายังตำหนักเมฆา ทอดสายตามองการฝึกฝนของิเยว่ครู่หนึ่ง ก่อนฉางจือจะเหลือบไปเห็น แล้วหันมาเคารพผู้มาเยือนด้วยความอ่อนน้อม
“เทพธิดาจางซิน”
“ข้าขอคุยกับิเยว่ตามลำพังครู่หนึ่งจะได้หรือไม่” หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นแล้วพูดกับชายหนุ่มด้วยท่าทางมีอำนาจ ก่อนเขาจะหันมองิเยว่ แล้วตัดสินใจเดินออกจากลานฝึกไป
ทว่าสายตาของิเยว่เลื่อนกลับมายังเทพธิดาจางซินด้วยความแปลกใจ ก่อนนางจะตัดสินใจน้อมกายเคารพอีกฝ่ายด้วยความจำยอม
“ไม่ทราบว่าเทพธิดาจางซิน มีสิ่งใดจะคุยกับข้าเหรอเ้าคะ” รอยยิ้มมุมปากเผยขึ้น พร้อมสองเท้าของจางซินจะเดินไปย่อตัวลงนั่งยังโต๊ะศิลาขาวข้างสระบัว
“ข้าเห็นเ้าฝึกพลังิญญามานานนับร้อยปี ทว่าไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เกิดขึ้น พลังิญญาของเ้ายังอยู่เพียงแค่ขั้นหนึ่งเช่นเดิม เ้าคิดบ้างหรือไม่ ว่าเหตุใดจึงเป็เช่นนั้น” ิเยว่หลุบตาต่ำลง เมื่ออีกฝ่ายพูดแทงใจ
“เทพธิดาจางซินมีสิ่งใดจะแนะนำข้าเหรอเ้าคะ”
“เพียงแค่พลังิญญาขั้นสองง่าย ๆ เ้ายังไม่สามารถฝ่าฟันไปได้ แล้วจะมีปัญญาไปสู้กับจอมมารอย่างตงฟางได้อย่างไร หากเพราะเ้าไม่มีดวงจิตสีเพลิง ข้าเชื่อว่าทั้งท่านพี่ และประมุขตงหยางคงไม่เสียเวลากับคนอย่างเ้าเป็แน่” ิเยว่ได้ยินดังนั้นจึงพูดขึ้น
“เทพธิดาจางซินอยากแนะนำสิ่งใดต่อข้าก็รีบพูดมาเถิด แต่หากท่านมาเพื่อตอกย้ำให้ข้ารู้สึกไม่มั่นใจ ก็ขอให้ท่านกลับไป ข้าไม่มีเวลามานั่งฟังอะไรเช่นนี้”
“เ้ากล้าดียังไงพูดกับข้าเช่นนี้” จางซินตบโต๊ะด้วยความไม่พอใจ ก่อนิเยว่จะค้อมตัวลงแล้วให้เหตุผล“ข้ารู้ว่าการฝึกของข้าไม่ก้าวหน้า แต่ถึงแม้จะเป็เช่นนั้นข้าย่อมรู้ดีว่าข้าควรยิ่งฝึกฝนให้มาก คำพูดตอกย้ำของเทพธิดาจางซินไม่ช่วยให้ข้าสำเร็จพลังิญญาขั้นสองได้ มีแต่จะเหนี่ยวรั้งให้จิตใจของข้าฟุ้งซ่านเปล่า ๆ” จางซินจับจ้องมองความถือดีของอีกฝ่ายแล้วยิ้มมุมปาก
