ฉินอวี่รีบวิ่งออกไปข้างหน้า โอบกอดเอวอันเรียวของหลิงเหยาที่ผอมบางเอาไว้
แต่ถึงแม้ว่าหลิงเหยาจะอยู่ในสภาพเหมือนซากศพเดินได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางจึงขัดขืนได้ พลังลมปราณทั่วทั้งตัวก็ปะทุออกมา กระแทกใส่ฉินอวี่จนกระเด็นออกไป
พลังปราณของฉินอวี่ที่สั่นสะท้านได้พลุ่งพล่านออกมา แม้หลิงเหยาจะมีประสบการณ์ไม่มากนัก แต่ระดับการฝึกฝนของนางนั้นแข็งแกร่งเกินจะเปรียบได้ พลังลมปราณทั่วร่างทรงพลังอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ จึงไม่ใช่สิ่งที่ฉินอวี่จะสามารถต้านทางได้โดยลำพังเลย
แต่ฉินอวี่ก็ยังไม่ยอมแพ้ เขายังพุ่งออกไปอย่างเร่งรีบทันที
ในไม่ช้า ฉินอวี่ก็สะท้านจนกระเด็นออกมาอีกครั้ง
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนฉินอวี่โชกไปด้วยเื และเริ่มได้รับาเ็สาหัสมากขึ้น พลังที่ะเิออกมาจากเขาก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น แต่ไม่ว่าเขาจะมีพละกำลังที่แข็งแกร่งเพียงใด เขาก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลิงเหยาอยู่ดี
ความแตกต่างของระดับการฝึกฝนระหว่างทั้งสองคนนั้นยังมีมากเกินไป!
ฉินอวี่ถูกโจมตีอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดฝีเท้าของหลิงเหยาได้
“บัดซบเอ๊ย!” ดูเหมือนการขัดขวางนับร้อยครั้งของฉินอวี่จะทำให้หลิงเหยาเริ่มหงุดหงิด นางหันศีรษะกลับมาอย่างดุดันและะโเบาๆ ใบหน้าที่น่าอัศจรรย์อยู่แต่เดิมกลับเผยให้เห็นิญญาชั่วร้ายที่แข็งแกร่ง จากนั้นนางจึงโบกมือที่เรียวยาวของนาง ปล่อยพลังลมปราณอันรุนแรงออกมาทันที
ฉินอวี่ะโอย่างรวดเร็ว เพื่อเลี่ยงการโจมตี
หลังจากหลิงเหยาโจมตีออกไปก็หันไปมองฉินอวี่ ดูเหมือนจะเป็การเตือน จากนั้นจึงเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง
สีหน้าของฉินอวี่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และหยุดใช้วิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรต ซึ่งหากได้รับาเ็เช่นนี้ต่อไป จะต้องหมดสติลงแน่นอน ยังโชคดีที่ตลอดหลายเดือนมานี้เขาได้ดื่มเือสูรร้ายไปไม่น้อย ทำให้พลังปราณของตนเองเพิ่มระดับขึ้นหลายชั้น ไม่เช่นนั้น คราวนี้เขาคงจะต้องหมดสติลงไปแน่นอน
ฉินอวี่หยิบโอสถสามเม็ดที่เหลืออยู่ในวงแหวนมิติออกมา และโยนมันเข้าปากทันที จ้องไปทางหลิงเหยา สีหน้าของเขาเริ่มดูดิ้นรนมากยิ่งขึ้น
ในตอนนี้ไม่มีทางใดที่สามารถหยุดฝีเท้าของหลิงเหยาได้เลย หากยังเดินตามเช่นนี้ต่อไปอีก ไม่เพียงจะไม่ช่วยอะไรหลิงเหยาเท่านั้น แต่เขาอาจจะเป็ฝ่ายถูกกักขังไว้เสียเอง
“จะทำอย่างไรดี? จะยอมปล่อยไปหรือ?” ฉินอวี่กัดฟันแน่น ความคิดจำนวนมากมายผุดขึ้นมาในหัวของเขา เขาอยากจะหันหลังกลับออกไป แต่สุดท้ายเขาอาจกลับมาเสียใจด้วยซ้ำว่าเพราะอะไรจึงไม่ต่อสู้ หากไม่ตอบโต้กลับก็คงไม่สามารถเปิดผ้าคลุมหน้าของหลิงเหยาได้ เช่นนั้นแล้ว เขาจึงไม่มีความลังเลอะไร
หรือจะอยู่ดูนางเดินเข้าไปเช่นนี้หรือ?
ฉินอวี่ทำไม่ได้!
ทำไม่ได้จริงๆ!
แม้ฉินอวี่จะรู้ว่าหลิงเหยาไม่ใช่โจวเสวี่ยฉิง
แต่ฉินอวี่ก็รู้สึกอย่างคลุมเครือว่า หลิงเหยาและโจวเสวี่ยฉิงน่าจะมีความสัมพันธ์ต่อกันบางอย่าง มิฉะนั้นก็คงจะไม่มีเื่บังเอิญเช่นนี้!
“เดี๋ยวก่อน คนนั้นคือคนควบคุมหลิงเหยาก่อนหน้านี้หรือ... หรือจะบอกได้ว่า คนผู้นั้นกำลังติดอยู่ในสภาวะของลมหายใจเฮือกสุดท้าย จึงถูกจำกัดไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็อย่างไร ในตอนนี้คนผู้นั้นก็คงจะตกอยู่ในสภาวะวิกฤต ดังนั้นจึง้าร่างแท้แห่งเต๋าโดยกำเนิดมาใช้ฟื้นฟูตนเอง!”
“หากเป็เช่นนี้ จะนับว่า... ยังมีโอกาสอีกหรือไม่?”
ฉินอวี่พยายามใคร่ครวญ มองดูหลิงเหยาที่เดินออกไปไกลแล้ว เขาเม้มปาก กำหมัดของเขาไว้แน่น จากนั้นไม่นาน เขาก็ถอนหายใจและรีบเดินตามไปอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ฉินอวี่เดินตามหลิงเหยาเข้าไปยังส่วนลึกของพื้นที่ต้องห้าม
บริเวณถ้ำแห่งหนึ่ง ในพื้นที่รอบนอกของแดนสุสานอสูร
“หลี่เทียนจี เ้าคำนวณอะไรของเ้า? คำนวณไปคำนวณมา เ้าก็ทำนายพลาดทุกครั้ง! ไม่ใช่เพราะเ้าทำนายพลาดหรอกหรือ จึงไปยั่วยุสำนักเหยาฉือ? ไม่ใช่เ้าทำนายผิดหรอกหรือ หญิงสาวพวกนั้นจึงได้ตามไล่ล่าพวกเรา? ไม่ใช่เพราะความผิดพลาดของเ้าหรือ ที่ทำให้พี่ฉินต้องตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้? หากเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับพี่ฉินละก็ ข้าสยงท่าเทียนจะไม่มีวันให้อภัยเ้าเลยตลอดชีวิต เฮ้ ข้ากำลังคุยกับเ้าอยู่นะ เ้ายังจะลองอะไรอีก” สยงท่าเทียนนั่งอยู่บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง และจ้องลงไปยังหลี่เทียนจีที่อยู่เบื้องล่างพร้อมพูดอย่างโกรธเคือง
หลี่เทียนจีเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการพยากรณ์ จนไม่ได้ยินเสียงพูดของสยงท่าเทียนเลยแม้แต่น้อย
เมื่อสยงท่าเทียนเห็นเช่นนี้ เขาก็โกรธมาก ะโตรงลงมาทันที และลงมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลี่เทียนจี
ร่างที่แข็งแรงและแข็งแกร่งนั้นเขย่าพื้นจนสั่นะเืเล็กน้อย เรียกสติของหลี่เทียนจี
หลี่เทียนจีมองไปที่สยงท่าเทียนที่กำลังมองกลับมาด้วยใบหน้าที่โกรธกริ้วอย่างมาก ก่อนจะะโอย่างเคร่งขรึม “สยงท่าเทียน เ้ากำลังทำอะไร? การที่เ้ามายืนบ่นอยู่ตรงนี้คิดว่ามันมีประโยชน์นักหรือ?” หลี่เทียนจีโกรธ หากไม่มีเหตุมีผล เขาก็อยากจะบอกออกไปว่า “มีปัญญาก็เข้าไปช่วยเขาสิ” แต่หลี่เทียนจีรู้ดีว่าหากตนเองพูดออกไป สยงท่าเทียนคงจะรีบพุ่งเข้ามาอย่างแน่นอน
ไม่พอใจก็พูดไม่ได้ โกรธก็ระบายไม่ได้ สิ่งนี้จึงทำให้หลี่เทียนจีอึดอัดใจอย่างมาก
“แล้วเ้านั่งพยากรณ์อยู่เช่นนี้มีประโยชน์นักหรือ?” สยงท่าเทียนพูดด้วยดวงตาที่เปิดกว้างและพูดอย่างโกรธเคือง
หลี่เทียนจีเม้มปากแน่น แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ไม่รู้เป็เพราะอะไร เขาพยายามทำอย่างเต็มที่ และใช้ทุกวิธีที่สามารถทำได้ แต่สุดท้ายก็มีผลเช่นเดิม นั่นคือพยากรณ์ฉินอวี่ไม่ได้เลย แม้แต่เส้นขนก็ยังไม่สามารถทำได้!
หากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่สามารถพยากรณ์ได้ละก็ หลี่เทียนจีก็คงคิดว่าฉินอวี่อาจจะตายไปแล้วอย่างแน่นอน
“เปล่าประโยชน์ใช่หรือไม่ล่ะ? หากมันเปล่าประโยชน์แล้วเ้าจะนั่งทำอยู่ทำไมกัน? ข้ารำคาญจริงๆ เมื่อเห็นสิ่งของพวกนี้ หากเ้าเก่งจริงก็คงไม่พยากรณ์ออกมาให้หญิงสาวพวกนั้นมาตามไล่ล่าจนถึงที่นี่หรอก...” สยงท่าเทียนพูดออกไปอย่างโกรธจัด หัวใจของเขาเต้นอย่างรุนแรงยิ่งนัก เมื่อคิดถึงเื่ที่ฉินอวี่ช่วยตนเองและหลี่เทียนจีจนต้องตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้ ในใจของเขาก็รู้สึกอึดอัดอย่างมาก!
ดวงตาของหลี่เทียนจีเปล่งประกายทันทีที่ได้ยินคำพูดเช่นนี้ จริงสิ พยากรณ์ศิษย์สำนักเหยาฉือคนนั้นก็ได้นี่นา นางจะต้องอยู่กับพี่ฉินแน่นอน
“น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้อะไรจากตัวนางมาเลย! ช่างเถอะ มีเพียงหนทางนี้ทางเดียวเท่านั้น” หลี่เทียนจีพึมพำกับตนเอง
“เ้ายังจะทำนายอีกหรือ? เ้าจะลองอีกแล้วหรือ!” สยงท่าเทียนพูดอย่างหงุดหงิด
“คนโง่เอ๊ย หากเ้าไม่ไปยั่วยุาาหมาป่าจะเป็เช่นนี้หรือไม่? เ้าคิดว่าเ้ากังวลหรือ? เ้ากังวลแล้วได้อะไร? หากเ้าเข้าไปขัดจังหวะผิดเวลา ก็เท่ากับเป็เ้าเองนะสยงท่าเทียนที่เป็คนทำร้ายพี่ฉิน!” หลี่เทียนจีโกรธจัดและพูดอย่างเ็า
“เ้า... เ้า...” สยงท่าเทียนมองหลี่เทียนจีอย่างพูดอะไรไม่ออก หลี่เทียนจีพูดถูก หากไม่ไปยั่วยุาาหมาป่า ก็อาจจะต้องเผชิญหน้าอย่างเอาเป็เอาตายกับผู้หญิงพวกนั้น แต่...
“อ๊ากๆๆ!” สยงท่าเทียนะโขึ้นไปบนฟ้า และปล่อยหมัดจำนวนนับไม่ถ้วนออกไปหักโค่นต้นไม้ที่สูงตระหง่าน จ้องมองไปยังส่วนลึกของแดนสุสานอสูรด้วยดวงตาสีแดงก่ำ “พี่ฉิน ข้าสยงท่าเทียนเป็หนี้ชีวิตท่าน ขอเพียงท่านมีชีวิตรอดกลับมา ในภายหน้าไม่ว่าท่านจะพูดอะไรข้าก็จะเชื่อท่าน”
หลี่เทียนจีไม่ได้ยินอะไร และเริ่มทำการพยากรณ์
หลังจากนั้นไม่นาน หลี่เทียนจีก็กระอักเืออกมาคำโต พ่นลงบนผ้าไหมสีขาว
เืไหลออกมาและซึมลงในผ้าขาวผืนนั้นทันที โดยไม่ทิ้งคราบเืใดๆ เอาไว้
ครู่ต่อมา หลี่เทียนจีจ้องไปที่ผ้าขาว ใบหน้าของเขาซีดเผือด และพึมพำกับตัวเอง “เป็ไปได้อย่างไร?”
ขณะที่เสียงวิถีห้วงมรณะกำลังดัง
ณ หอบรรพชนของสำนักยุทธ์ว่านจ้ง ที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายหมื่นลี้
ผู้าุโผมหงอกในชุดคลุมสีขาวเรียบง่ายคนหนึ่งกำลังค่อยๆ กวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่หน้าหอบรรพชน อาจเป็เพราะความแก่ชราที่มากเกินไป ทำให้ความรวดเร็วของเขานั้นดูเชื่องช้าเป็อย่างมาก
ไม่รู้ว่ากวาดอยู่เป็เวลานานเพียงใดแล้ว ผู้าุโคนนั้นดูเหมือนจะเหนื่อยล้า จึงค่อยๆ เดินกลับเข้าไปในหอบรรพชน วางไม้กวาดเอาไว้ตรงหน้าประตู จากนั้นจึงหยิบธูปขึ้นมาสามดอกจากโต๊ะไม้ทางด้านข้างและเดินเข้าสู่ใจกลางหอบรรพชน
จากนั้นจึงจุดธูปทั้งสามดอก หลังจากคารวะครบสามคำนับก็ปักลงไปในกระถางธูป และเงยหน้าขึ้นมองภาพวาดที่แขวนไว้สูงในหอบรรพชน ดวงตาที่พร่ามัวของผู้าุโก็ดูเปล่งประกายขึ้นมาจางๆ และดูเหมือนว่ากำลังพิจารณาภาพวาดผืนนี้อยู่
ในม้วนภาพวาดนี้ เป็ภาพวาดด้านข้างของบุคคลผู้หนึ่ง จากมุมมองด้านข้างนี้ นี่เป็ภาพของชายชราที่ดูง่อนแง่นและดูดุร้ายน่ากลัว กำลังเงยหน้าขึ้นะโขึ้นไปบนฟ้า ดูเหมือนกำลังบรรยายความโกรธที่ไม่รู้จบสิ้นในใจของเขาออกมา และสิ่งที่อยู่เหนือศีรษะของเขานั้นคือภาพของผืนดาวที่กว้างใหญ่
ภาพวาดชิ้นนี้ ถูกเขียนขึ้นโดยหวังชิงผู้เป็ปฐมาจารย์บุกเบิกสำนักยุทธ์ว่านจ้ง ซึ่งทุกคนต่างขนานนามภาพนี้ไว้ว่า ภาพดวงดาวคำราม!
เป็เพราะบรรพจารย์หวังชิงไม่เคยเอ่ยถึงภาพวาดชิ้นนี้ไว้เลย ทำให้เหล่าศิษย์จำนวนมากต่างคาดเดากันไปถึงภาพวาดอันงดงามนี้ ว่าภาพดวงดาวนี้แท้จริงแล้วใครคือผู้าุโที่ดูดุร้ายกันแน่
เหตุใดปรมาจารย์หวังชิงถึงต้องแขวนภาพวาดนี้ไว้ในส่วนที่สูงสุดของหอบรรพชนด้วย?
มีคนกล่าวว่า คนในภาพวาดคือผู้นำทางของปฐมาจารย์หวังชิง แต่ก็มีบางคนพูดว่านี่คือภาพของผู้เป็อาจารย์ของปฐมาจารย์หวังชิง แต่ก็มีบางคนคาดเดาไปว่านี่คือภาพวาดปฐมาจารย์หวังชิงเอง แน่นอนว่า... สิ่งที่คนคิดไว้มากที่สุด คือภาพวาดนี้จะต้องเก็บซ่อนความลับบางอย่างไว้อย่างแน่นอน
“ภาพดวงดาวคำราม จะต้องมีความลับอยู่ในดวงดาราเ่าั้ แต่ดวงดาวเหล่านี้จะเก็บซ่อนความลับอะไรเอาไว้?” ผู้าุโพึมพำเบาๆ
ทันใดนั้น
ผู้าุโก็รีบหันไปมองทางด้านหนึ่งทันที สีหน้าก็เปลี่ยนไป และพูดพึมพำ “เป็ความผันผวนที่ทรงพลังมาก มีผู้แข็งแกร่งเช่นนี้มาจากตะวันออกั้แ่เมื่อใด?”
ในเวลาเดียวกันนี้
สำนักโบราณเทียนหลง
มีผู้าุโคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนยอดเขาเหมือนกำลังเป็หนึ่งเดียวกับฟ้าดิน เขาลืมตาขึ้นจากสมาธิ และมองไปยังทิศทางของแคว้นอู่ ดวงตาของเขาเป็ประกายแวววาว และพึมพำขึ้นเบาๆ “ใครกัน?”
สำนักเทียนหั่ว ผู้าุโขั้นเขตแดนเต๋าได้ลืมตาขึ้นจากการบำเพ็ญ
ในทิศทางที่หลี่เทียนจีชี้ไปนั้น หลี่เจวี๋ยจินที่กำลังทำสมาธิก็ได้ลืมตาขึ้น ในสายตาของเขาเผยให้เห็นสายตาที่ดูประหลาดใจ “ใกล้จะเปิดออกแล้วสินะ? รออีกสักหน่อย นี่เป็เพียงสัญญาณเบื้องต้นเท่านั้น... ความผันผวนนี้ไม่รู้จะดึงดูดผู้คนมาสักเท่าไร แต่เมื่อลองคิดดูแล้วมันก็น่าตื่นเต้น...”
ลึกเข้าไปในเนินเขา!
“ค่ายกลพรางตา?”
ฉินอวี่ซึ่งติดตามหลิงเหยามา พบว่าหลิงเหยาได้หายตัวไปอย่างเงียบๆ จากสายตาของตนเอง
สิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่ยิ่งดิ้นรนมากขึ้น
ในตอนนี้ยังไม่เข้าสู่เขตของค่ายกลบังตา ทุกอย่างยังทันเวลา แต่หากตกเข้าสู่ค่ายกลบังตา จะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง? นี่นับว่าเป็สิ่งที่ตอบไม่ได้เลย
“ช่างเถอะ ข้าหวังว่าการคาดคะเนของข้าจะถูกต้อง!” ฉินอวี่กัดฟันและรีบตามไป
เขาจะไม่ติดตามไปก็ได้ แต่ฉินอวี่รู้ดีว่าหากเขาไม่ตามไป สิ่งนี้จะกลายเป็ปมหัวใจของฉินอวี่ ตลอดชีวิตของเขา และเมื่อเวลาผ่านไป ปมในหัวใจจะกลายเป็หัวใจปีศาจ
เมื่อเดินไปถึงจุดที่หลิงเหยาหายตัวไป ฉินอวี่ก็ก้าวไปเพียงก้าวเดียว แต่รู้สึกได้ว่าฉากตรงหน้าเขาเปลี่ยนไปอย่างมาก
หากเนินเขาเป็ดินแดนที่แห้งแล้ง ค่ายกลบังตาก็จะเป็ดั่งดินแดนแห่งความฝัน
ต้นไม้หนาแน่น ทางเดินคดเคี้ยวทำด้วยหินกรวดที่ยังไม่รู้ว่ามันจะนำพาไปสู่สถานที่ใด เป็เช่นเดียวกับทางคดเคี้ยวที่นำไปสู่สถานที่เปลี่ยว สิ่งนี้ทำให้จิตใจของฉินอวี่ประหลาดใจเล็กน้อย ที่แห่งนี้มีพลังิญญาที่เข้มข้นอย่างมาก และความหนาแน่นนั้นก็ดูจะไม่ธรรมดา!
โดยทั่วไปแล้ว พลังิญญาจากฟ้าดินที่บริสุทธิ์จะแฝงไปด้วยพลังปราณฟ้าดิน ที่นี่มีต้นไม้หนาแน่น พลังิญญาไม่เพียงแต่ไม่มีกลิ่นหอมของดิน แต่กลับแฝงไปด้วยเจตจำนงของการนองเื
“นี่คือตำหนักเต๋าที่าาหมาป่ากล่าวไว้หรือ?” เมื่อมองดูเส้นทางข้างหน้า ฉินอวี่ก็กัดฟันและรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
ครึ่งชั่วยามต่อมา
เมื่อข้ามผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยว ภาพพิมพ์ที่ปรากฏในดวงตาเป็ที่ราบว่างเปล่า ที่ราบว่างเปล่าถูกปกคลุมไปด้วยต้นหญ้า ในตรงกลางที่ว่างนั้นสามารถมองเห็นร่องลึกบางส่วนได้อย่างทั่วถึง หลิงเหยากำลังนั่งยองๆ ลงพื้น และกำลังนำศิลาิญญาก้อนหนึ่งวางลงไปตรงช่องตรงกลาง
ค่ายกล!
ฉินอวี่ตกตะลึง จากนั้นจึงเหลือบมองผ่านค่ายกลไปยังแผ่นป้ายแตกหักชิ้นหนึ่ง ้านั้นมีอักษรอยู่ชัดเจนว่า “อสูร” ฉินอวี่ไม่ลังเลและรีบติดตามเข้าไปทันที จนกระทั่งฉินอวี่เข้ามาถึงด้านข้างของหลิงเหยา แสงจางๆ ขึ้นมาจากผืนดิน และใน่เวลาเร่งด่วนของหลิงเหยา ฉินอวี่ก็ก้าวเข้ามาก่อนนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ในขณะที่หายตัวไป จู่ๆ ฉินอวี่ก็เห็นแผ่นหินวางอยู่ไม่ไกล มันเป็ส่วนที่ไม่สมบูรณ์ของแผ่นหินที่แตกหัก และมีอักษร “เจิ้นกู่” สีแดงสดซึ่งทำให้ในใจของฉินอวี่เริ่มอึดอัด
อสูรเจิ่นกู?
เกรงว่าที่นี่คงไม่ใช่ตำหนักเต๋าที่าาหมาป่ากล่าวอย่างแน่นอน!