“ไม่ตอบ? แสดงว่าใช่สินะ?” ภายใต้แสงจันทร์และแสงดาวที่สาดส่องลงมา ร่างสูงตรงหน้าก็ค่อยๆ ดึงดาบั์ขึ้นมาอย่างช้าๆ “ข้าอัศวินโกลด์เซนต์เลโอ แฟรงก์ แลมพาร์ด หนึ่งในสิบสองอัศวินโกลด์เซนต์ ผู้ใต้บังคับบัญชาของาาแซมบอร์ด มาที่นี่เพื่อฆ่า!”
าาแซมบอร์ด?
ในที่สุดเหล่าทหารรับจ้างดาบโลหิตก็รู้ที่มาที่ไปของหายนะในครั้งนี้
ที่แท้ก็คือาาแซมบอร์ด?
เป็าาแซมบอร์ดจริงๆ?
“ทุกคน…ฆ่า!” ในใจของ 'พยัคฆ์ร้าย' เคฮิลล์คิดจะถอยหนี เขาแอบเดินถอยหลังไปอย่างช้าๆ ในขณะที่โบกมือไปด้านหน้าเพื่อเป็สัญญาณให้ผู้ติดตามที่อยู่ด้านหลังบุกเข้าไป สายตาของเขาเริ่มกวาดมองไปรอบๆ เพื่อหาทางหนี
วินาทีต่อมา
กำปั้น
ตรงกลางกำปั้นของแลมพาร์ดมีจุดแสงสว่างสีขาวแสบตาเปล่งประกายออกมา จนสว่างไสวไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน
จุดแสงนี้มีประกายสายฟ้าออกมา จากนั้นลำแสงก็ค่อยๆ ขยายออกเป็วงกว้างอย่างไม่น่าเชื่อ แสงสว่างที่เจิดจ้านั่นทำให้ทหารรับจ้างดาบโลหิตรู้สึกแสบตา
หมัดสายฟ้า!
ทหารรับจ้างดาบโลหิตเห็นแค่คนตรงหน้าหายตัวไป
ทุกคนยังยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ ไม่นานพวกเขาก็ต้องใ เมื่อพบว่าร่างของตัวเองได้สูญเสียการควบคุมไป ใน่เวลาที่มัวแต่สับสนงุนงง ทันใดนั้น ปึกๆๆๆ…เสียงหมัดต่อยชุดเกราะก็ดังขึ้นเป็ชุด พวกเขาใกลัวเมื่อเห็นชุดเกราะของตัวเองยุบเป็รอยหมัดอย่างชัดเจน ตามมาด้วยเสียงกระดูกหักดังลั่น แม้แต่ 'พยัคฆ์ร้าย' เคฮิลล์ก็ไม่มีข้อยกเว้น
มีเพียงคนที่ถูกจับใส่กระสอบเท่านั้นที่ยังคงดิ้นไม่หยุด
“มะ...มะ...หมัด…ของ…เ้า…เร็ว…ดี…”
ดวงตาเริ่มพร่ามัว จนถึงตอนนี้ 'พยัคฆ์ร้าย' เคฮิลล์ก็เพิ่งเข้าใจว่า ลำแสงสายฟ้าที่ขยายออกเป็วงกว้างก่อนหน้านี้ก็คือ ร่องรอยของการออกหมัด ช่างเป็ความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ มันเร็วมากจนพวกเขาไม่สามารถจับการเคลื่อนไหวได้ ทันทีที่บุรุษคนนั้นลงมือ พวกเขาก็รู้สึกได้ถึงหมัดที่น่าเกรงขามกำลังต่อยเข้ามาที่ร่างของตัวเองเป็ชุด
หมัดนี้ ไม่มีทางหลบหนีได้
หมัดนี้ แข็งแกร่งขนาดไหนกัน?
และความแข็งแกร่งเช่นนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าท่านผู้นำของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตสักนิด บางทีอาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ แต่ทำไมบุคคลที่แข็งแกร่งขนาดนี้ถึงยอมรับใช้าาแซมบอร์ดได้…
ความแข็งแกร่งของชาวแซมบอร์ดจะน่ากลัวแบบนี้ทุกคนหรือไม่?
ในเวลานี้ ลมหายใจของพวกเขาก็ค่อยๆ ขาดห้วง 'พยัคฆ์ร้าย' เคฮิลล์เพิ่งจะเข้าใจว่า กองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตได้ไปล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกินเข้า และในขณะเดียวกันถึงเข้าใจว่า เื่ราวที่เกิดขึ้นในวันนี้น่าจะเป็แผนการอันชาญฉลาดของาาแซมบอร์ดนั่น
ตูมๆๆๆ!
ฉับพลันก็เกิดะเิขึ้นมา เืกระจายไปทั่วอากาศ
ร่างของทหารรับจ้างดาบโลหิตะเิออกเป็เสี่ยงๆ กระดูกถูกบดขยี้อย่างละเอียด อวัยวะภายในถูกทำลายจนกลายเป็เืเละๆ ที่กระเด็นไปแปะตามกำแพง ฉากที่น่ากลัวนี้เกิดขึ้นเพราะ 'หมัดสายฟ้า' ของแลมพาร์ดแฝงด้วยพลังสายฟ้าที่น่ากลัวไว้ตามจุดต่างๆ บนร่างของพวกเขา ทำให้ร่างของพวกเขาเกิดการะเิขึ้นมา
ตายโดยที่ไม่มีแม้แต่ศพให้ทำพิธี
“อื้อ…” เสียงร้องดังออกมาจากกระสอบทรายที่ร่วงลงกับพื้น กระสอบทรายนั่นพยายมแหกปากและดิ้นรนไปมาบนพื้น
แลมพาร์ดหันมามองด้วยความสงสัย
ตอนนี้เอง ก็มีเงาร่างของคนคนหนึ่งพลิ้วกายเข้ามา เมื่อเห็นฉากที่เกิดขึ้นตรงหน้า คนที่มาใหม่ก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “อ่า…ฆ่าหมดแล้วหรือ? ซวยล่ะสิ มาช้าไป!”
……
“วะฮะฮ่า ถนนสายนี้ห้ามผ่าน!”
ภายใต้แสงดาว 'สองอสุรกาย' ที่สวมชุดเกราะอัศวินทอรัสและชุดเกราะอัศวินแคปริคอร์นก็แผ่จิตสังหารออกมา ทำให้พวกเขาเหมือนเทพแห่งการสังหาร พวกเขารับหน้าที่มาดักรอทหารรับจ้างดาบโลหิตที่คิดจะใช้ถนนทางทิศตะวันออกในการหลบหนี ในดวงตาของพวกเขาฉายแววโเี้ ร่างที่สูงใหญ่ราวกับูเาั์สองลูกขวางกั้นทหารรับจ้างดาบโลหิตประมาณสามสิบสี่สิบคนที่วิ่งเข้ามา
“ใคร?”
“ไสหัวไป!”
“รนหาที่ตาย!”
“ฆ่ามัน!”
เหล่าทหารรับจ้างดาบโลหิตที่กำลังหนีตายหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนจะสถบด่าเสียงดัง พวกเขาชักดาบออกมาก่อนจะพากันทะยานเข้าไปหาบุรุษสองคนตรงหน้า พวกเขาร้อนใจอยากจะออกไปจากที่นี่เร็วๆ ดังนั้นแต่ละคนจึงโคจรคลื่นพลังในร่าง ส่วนใหญ่พวกเขาจะเป็นักรบคลื่นพลังระดับสามดาว และในบรรดาพวกเขา มีหนึ่งในหกผู้นำของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต 'กิ้งก่าเพลิง' โทนี่อยู่ด้วย เขาไม่คิดที่จะเสียเวลาอยู่ที่นี่นานๆ เขาแค่อยากจะฉวยโอกาสตอนที่ผู้ติดตามของเขาเข้าปะทะกับสองคนนี้หลบหนีออกไป…
ทว่า
“ฮ่าๆๆๆ ความโกรธเกรี้ยวของดาวพฤษภ… 'เกรทฮอร์น!'”
“คำพิพากษาของทวยเทพ… 'เอ็กซ์คาลิเบอร์!'”
อัศวินแห่งดวงดาวทะยานร่างเข้าไปสังหารทหารรับจ้างดาบโลหิตตรงหน้า ด้านหลังของพวกเขาปรากฏภาพลวงตาขึ้นมา วัวั์ที่แข็งแกร่งกำลังก้มหัวลงต่ำเพื่อโชว์เขาคู่ที่คมกริบ ในขณะที่วิ่งห้อตะบึงเข้ามากับดาบั์โบราณเล่มหนึ่งที่กำลังฟาดฟันมาทางพวกเขา ลำแสงสีดำสองสายถูกปล่อยออกไปอย่างรวดเร็ว
วินาทีต่อมา เมื่อลำแสงหายไป
ร่างของดร็อกบาและเพียร์ซก็ไปปรากฏอยู่ด้านหลังของพวกเขา
ร่างของกลุ่มคนที่กำลังวิ่งไปด้านหลังก็ตัวแข็งทื่อ ยืนนิ่งอยู่กับที่
รวมทั้งร่างของ 'กิ้งก่าเพลิง' โทนี่ที่ยังอยู่ในท่าชักดาบออกมา น่าเสียดายที่เขาคงไม่มีโอกาสชักดาบออกมาจนสุดฝักดาบได้อีก
ชุดเกราะ ดาบ หมวกเกราะ กระดูก หัว หน้าอก ของพวกเขา…ทุกอย่างถูกบดขยี้จนแตกหัก
กระดูกทุกส่วนในร่างของพวกเขาแตกหักจนหมด!
เืชโลมพื้นจนแดงฉานไปทั่ว สภาพของพวกเขาราวกับถูกสัตว์อสูรขนาดั์เหยียบย่ำั้แ่หัวจรดเท้า บางคนเหมือนถูกดาบที่มองไม่เห็นแทงเข้าที่ร่าง เสียงชุดเกราะและอาวุธร่วงลงสู่พื้นดังขึ้น ก่อนที่ร่างของเหล่าทหารรับจ้างดาบโลหิตจะทรุดตัวล้มลงกับพื้น
'สองอสุรกาย' หันไปชมผลงานของตัวเองด้วยความพอใจ
“นี่สินะคือความรู้สึกของยอดฝีมือ โครตสุดยอดเลย! ฮึๆ ข้าคนเดียวจัดการได้ตั้งยี่สิบห้าคนเลยนะ...ฮ่าๆๆ มากกว่าเ้าด้วยซ้ำ!” ดร็อกบาวิ่งเข้ามานับจำนวนศพอย่างร่าเริง
“ฝ่าาทรงสอนพวกเราว่าอย่างไร? จำนวนไม่สำคัญ คุณภาพสำคัญยิ่งกว่า เ้าดูศพที่ตายด้วยดาบข้าสิ มีนักรบระดับสี่ดาวอยู่ด้วยคนหนึ่ง คนคนนี้น่าจะเป็หนึ่งในหกผู้นำอะไรนั่นแน่ๆ...” เพียร์ซยกมือลูบคางตัวเองด้วยท่าทางโอ้อวดเล็กน้อย
ในตอนนั้นเอง มีร่างหนึ่งลอยเข้ามา
ร่างของอินซากีมาหยุดอยู่ตรงหน้าดร็อกบากับเพียร์ซ เขาเหล่มองศพมากมายที่นอนระเกะระกะบนพื้นด้วยด้วยท่าทางหมดแรง “อ่า…พวกท่านฆ่าเสร็จแล้วหรือ? นี่ข้ามาช้าไปอีกแล้วสิเนี่ย!”
……
ฟุ่บๆๆๆ!
เสียงธนูค่อยๆ หยุดลง กลิ่นอายเวทมนตร์ที่ปกคลุมไปทั่วอากาศก็เริ่มจางลง
บนถนนทางทิศใต้มีเสาน้ำแข็งประมาณหกสิบเจ็ดสิบต้น และร่างมนุษย์ที่ถูกเผาเป็ตอตะโกอีกมากมายกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ เหล่าทหารรับจ้างพวกนี้ล้มลงดุจใบไม้ร่วงโดยที่ไม่ทันได้ต่อสู้เลยด้วยซ้ำ นักรบเผชิญหน้ากับห่าธนูเวทมนตร์ธาตุน้ำแข็งกับธาตุไฟ มีอะไรให้พวกเขาเอาไปสู้ได้? ภายใต้แสงดาวที่สาดส่องลงมา มือขาวนวลถือ 'ไวลด์โรสแบทเทิล' แน่น เทพธิดานักรบเอเลน่ายืนมองศพตรงหน้าด้วยสายตาเ็าและสงบนิ่ง ตอนนี้นางดูไม่ต่างอะไรกับเทพแห่งความตายในโลก Diablo บนร่างของนางยังคงปกคลุมด้วยกลิ่นอายเวทมนตร์จางๆ นางยืนหลับตาอยู่กับที่เพื่อฟื้นฟูพลังเวทที่เสียไป พร้อมกับรอคอยการมาของแมงเม่า
อินซากีวิ่งเข้ามาด้วยเหงื่อที่ท่วมร่าง แค่เขาเห็นฉากตรงหน้า แข้งขาก็พลันอ่อนแรงจนแทบทรุด “พี่เอเลน่า ท่าน…ไวอะไรขนาดนี้?”
……
“เฮ้ เฟร์นันโด ครั้งนี้เ้าไม่ต้องลงมือได้หรือเปล่า? ข้าขอเป็คนแก้แค้นแทนชาวแซมบอร์ดที่ตายไปอย่างไม่เป็ธรรมเอง”
เมื่อเห็นเหล่าทหารรับจ้างที่พากันล้มตายเพราะลูกธนูของตอร์เรส พัศดีโอเลเกร์ที่ยืนห่อเหี่ยวอยู่นานสองนานก็เอ่ยขึ้นมา ในตอนที่เขากำลังจะใช้ 'คลื่นยมโลกเซกิชิกิ' นั้น ยังไม่ทันจะได้ะเิพลังของตัวเองออกมา พวกทหารรับจ้างก็พากันล้มตายไปเสียก่อน…
“ได้!” ตอร์เรสพยักหน้าตกลง
ตอนนี้เองก็มีเสียงฝีเท้าจำนวนมากวิ่งเข้ามา เหล่าทหารรับจ้างดาบโลหิตจำนวนสิบกว่าคนกำลังวิ่งตรงมาทางนี้
“ฮ่าๆๆๆ นี่คือเวลาของข้า…คลื่นยมโลกเซกิ...”
ฟุ่บๆๆๆ!
เสียงธนูดังขึ้นมาอีกระลอกหนึ่ง เหล่าทหารรับจ้างดาบโลหิตที่กำลังวิ่งเข้ามาก็พากันล้มลงกองกับพื้นแทบจะทันที
พัศดีโอเลเกร์อ้าปากค้าง คำว่า ‘ชิกิ’ ยังไม่ทันได้หลุดออกมาจากปากของเขา ตอร์เรสก็ยิงธนูสังหารพวกมันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ตอร์เรส “เอ๋? โทษทีนะ ข้าลืมตัวไป ดูเหมือนว่าฝ่าาจะเคยพูดไว้ว่าอะไรน้า…อ่า! สัญชาตญาณ...ฮึๆๆ มันเป็สัญชาตญาณที่พอเห็นหน้าคนพวกนี้แล้วมือไม้สั่นจนเผลอยิงออกไป…”
โอเลเกร์ “เฟร์นันโด เ้าพูดประโยคนี้มาหกรอบแล้วนะ”
ตอร์เรส “หือ จริงหรือ? งั้นครั้งนี้จะเป็ครั้งสุดท้าย”
โอเลเกร์ “ประโยคนี้เ้าก็พูดมาสี่รอบแล้ว”
ตอนนี้เอง อินซากีก็วิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้าที่ใกล้จะร้องไห้เต็มที เขาเอามือค้ำเข่าตัวเองพลางหอบหายใจออกมาเสียงดัง ก่อนจะพูดออกมาอย่างเหนื่อยๆ ว่า “แฮ่กๆ...ฝ่าา...ฝ่าามี...มีรับสั่ง…แฮ่ก…ให้พวกท่านพยายาม...ยื้อเวลา...แฮ่กๆ ฝ่าาทรงพบ…อะไรแปลกๆ เข้า...โอ๊ย ข้าเหนื่อยจะตายแล้ว…”
……
……
โครงกระดูกสีทองยืนนิ่งอยู่กับที่ ดูจากสภาพแล้วน่าจะเป็ ‘คน’ และน่าจะตายมาได้หลายร้อยหลายพันปีแล้ว ชุดเกราะกับเสื้อผ้าที่อยู่บนร่างก็สึกกร่อนมานานหลายปี
แต่ไม่รู้ทำไม ซุนเฟยถึงรู้สึกว่าที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่โครงกระดูก แต่เป็ูเาั์ที่สูงตระหง่านจนยากที่จะปีนขึ้นไปยังยอดเขาได้ ในใจของซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะคุกเข่าทำความเคารพโครงกระดูกตรงหน้านี้
------------------
