ความครึกครื้นภายในจวนตระกูลหยาง ไม่ว่าจะผ่านมานับสิบปีจนบุตรหลานฝาแฝดเติบโต จนผ่านวัยปักปิ่นสวมกวานกันทั้คู่แล้ว แต่การหยอกล้อระหว่างหย่างไท่ิกับบิดา ไม่ว่าเมื่อก่อนจะเป็เช่นไรในปัจจุบันยังคงเป็เช่นนั้นไม่เปลี่ยน
“ท่านแม่ท่านยังงดงามถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่หาบุรุษหน้าตาดีและอ่อนเยาว์มาปรนนิบัติบ้างขอรับ ปล่อยให้ข้างกายมีชายบำเรอแก่ผมขาวมานั่งข้าง ๆ น่ามองที่ใดกัน”
หยางหย่งชางใช้หางตามองบุตรชายอย่างหมั่นไส้ จึงกล่าววาจาประชดประชันสิ่งที่บุตรชายก็เป็เหมือนตน “เหอะ ก่อนจะว่าข้าตัวเ้าก็ไม่ต่างกันนะอาิ ดูลูกสะใภ้สิยามนี้งดงามมากกว่าแต่ก่อนเสียอีก หากมีบุรุษที่ไม่รู้จักพบเห็นยังคิดว่านางเป็คุณหนูในห้องหอ มิใช่สตรีออกเรือนมีสามีและบุตรชายบุตรสาวสองคนแน่ ๆ”
“ท่านพ่อนี่ท่านอยากให้อันอันมีสามีใหม่เช่นนั้นหรือขอรับ”
“อือ ทำไม เ้ายังอยากให้เมียข้ามีบุรุษอื่นมาปรนนิบัติ ถ้าลูกสะใภ้อยากมีสามีใหม่บ้างก็สมเหตุสมผลมิใช่หรือ”
“หยางหย่งชาง! /หยางไท่ิ!”
เฮือกก !!
องค์หญิงใหญ่กับซูอันต้องรีบห้ามสามีของตน ขืนปล่อยให้ทั้งสองลั่นแกล้งกันไปมาต่อ คงไม่ต้องพูดคุยเื่อื่น ๆ กันพอดี
“ท่านพี่ท่านอายุปูนนี้แล้วไม่ควรเล่นไปกับอาิสิ รู้ทั้งรู้ว่าลูกนิสัยอย่างไรก็ยังจะเล่นกับลูกอยู่เช่นนั้น”
“แหะ ๆ ๆ ขอโทษนะเมียจ๋า ก็เ้าลูกชายตัวดีชอบแกล้งสามีก่อนนี่นา ไหนจะทำสีหน้าหมั่นไส้ส่งมาอีก”
ซูอันที่มองสามีด้วยสายตาดุ ๆ ก็กล่าวตักเตือนเช่นกัน “ท่านพี่ก็เหมือนกันนะเ้าคะ เหตุใดยังเล่นไม่รู้จักโตอยู่อีกเล่า อย่าให้ข้าได้ยินว่าท่านกลั่นแกล้งท่านพ่ออีกนะเ้าคะ”
“ไม่ทำแล้ว ๆ ฟังอันอันทุกอย่าง แหะ ๆ ๆ”
ครั้งนี้ซูอันข่มขู่หยางไท่ิอย่างจริงจัง เพราะไม่อยากให้ใครนำเื่การล้อเล่นไปพูดในทางไม่ดี อาจทำให้จวนฉางิเสื่อมเสียได้
เมื่อเหตุการณ์ของสองพ่อลูกเงียบลง องค์หยิงใหญ่จึงได้เอ่ยถามกับลูกสะใภ้ เนื่องจากวันนี้หลานทั้งสองออกจากจวนไปั้แ่เช้า
“อันอันวันนี้แม่ยังไม่เห็นเ้าตัวแสบสองพี่น้องเลย หายไปไหนสำรับเช้าก็ไม่ยอมมาร่วมโต๊ะน่ะ”
ซูอันเอ่ยตอบอย่างสบาย ๆ คล้ายไม่ใช่เื่ใหญ่แต่อย่างใด เพราะฝาแฝดคู่นี้ไม่เคยนั่งอยู่กับที่นาน ๆ ได้ และป่านนี้คงเจอญาติผุ้พี่ที่ป้ายประกาศผลสอบแล้ว
“ท่านแม่เ้าคะ หรงเอ๋อร์กับเซียนเอ๋อร์ไปดูการประกาศผลสอบหน้าพระที่นั่ง ทั้งสองคนแอบลุ้นว่าเหวินเอ๋อร์จะได้อันดับที่เท่าใด จึงพากันออกไปั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างเ้าค่ะ”
“อืม ญาติผู้พี่คนนี้ของหลาน ๆ เฉลียวฉลาดไม่น้อย เราคิดว่าย่อมตำแหน่งติดไม้ติดมืออย่างแน่นอน ได้ข่าวว่าคนพี่เพิ่งได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพมิใช่หรือ” เพราะเห็นทั้งสี่คนมักจะตัวติดกันอยู่เสมอ การร่ำเรียนต่าง ๆ ไม่น้อยหน้ากันก็ว่าได้
“ใช่เ้าค่ะ พวกเขาสองคนเคยบอกไว้ว่า คนหนึ่งสืบทอดปณิธานการเป็แม่ทัพปกป้องบ้านเมือง ส่วนอีกคนอยากเข้ารับราชการเป็ขุนนางในราชสำนัก เพื่อช่วยขจัดขุนนางกังฉินที่หาผลประโยชน์ส่วนตน การประสานงานทั้งในและนอกย่อมทำให้งานสำเร็จได้เ้าค่ะ” เื่นี้ซูอันฟังจากปากของบุตรทั้งสองด้วยตนเอง
หยางหย่งชางพยักหน้าชื่นชมสิ่งที่ญาติผู้พี่ของหลาน ๆ ได้คิดวางแผนอนาคตของตน “สองพี่น้องตระกูลฟงรับใช้ราชสำนัก คงมิใช่เพียงแค่การกำจัดขุนนางกังฉินกระมัง”
หยางไท่ิกับซูอันยกยิ้มเมื่อผู้เป็ปู่รู้ทัน การวางแผนของหลานทั้งสอง “ยังคงเป็ท่านพ่อที่รู้ทันเด็ก ๆ แม้หรงเอ๋อร์จะไม่รับราชการ แต่ก็ช่วยสืบข่าวอย่างลับ ๆ ยามต้องเดินทางไปทำการค้าต่างเมือง
ส่วนเซียนเอ๋อร์ของเรายิ่งแล้วใหญ่ ความคิดของนางมองไปถึงการณ์ข้างหน้า อยากทำการค้าให้ขยายเพิ่มขึ้น การคิดค้นลวดลายผ้าไหมที่โดดเด่นอีกหลายอย่าง
เพื่อหาเงินให้ได้มากกว่านี้เพื่อแบ่งให้ให้ญาติผู้พี่ ในการสนับสนุนการเลี้ยงดูทหารใต้บังคับบัญชาให้มีเสบียง ที่สามารถให้พวกเขาได้กินอิ่มท้องและมีแรงปกป้องราษฎรขอรับ”
“เพราะเป็เช่นนี้แล้วจะไม่เป็ที่โปรดปรานของฝ่าาได้อย่างไรกัน โดยเฉพาะเซียนเอ๋อร์นางรู้จักออดอ้อนถูกเวลา มีผู้ใดสามารถแย่งชิงตำแหน่งพระนัดดาคนโปรดไปจากนางได้เล่า อันอันถ้าพวกเด็ก ๆ กลับมาอย่าลืมให้ห้องครัวอุ่นอาหารให้พวกเขาด้วยนะ แม่จะขอตัวไปเอนหลังสักหน่อยนั่งนาน ๆ รู้สึกปวดเมื่อยเสียจริง”
ซูอันรับคำของแม่สามีอย่างว่าง่าย “ท่านแม่อย่าได้กังวลข้าจะกำชับห้องครัวให้เองเ้าค่ะ เช่นนั้นข้ากับท่านพี่ไม่รบกวนท่านแม่กับท่านพ่อแล้ว ขอตัวเ้าค่ะ”
“ไว้ลูกจะมาคารวะท่านแม่พร้อมเ้าตัวแสบนะขอรับ”
หยางไท่ิประคองฮูหยินสุดรักสุดหวงกลับเรือน ภายหลังรับมื้อเช้ากับบิดามารดาเสร็จและพูดคุยกันเล็กน้อย การกระทำของหยางไท่ิที่มีต่อซูอันั้แ่แต่งงาน วันเวลาผ่านมาจนถึงตอนนี้ยังคงทำเช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยน
ยามที่กลับมาถึงเรือนของพวกเขาแล้ว ซูอันตัดสินใจพูดคุยกับสามีเพราะนางรู้ว่า ที่ผ่านมาสามีอยากรู้มาตลอดแต่ไม่เคยเอ่ยถามออกมา
“ท่านพี่เ้าค่ะ...”
“หือ อันอันเรียกพี่มีอันใดจะพูดเช่นนั้นหรือ สิ่งที่เ้าจะพูดเกี่ยวกับพวกลูก ๆ หรือไม่?”
“เรียกได้ว่ามีส่วนสำคัญที่ลูกทั้งสองของเรา ควรรับรู้กับความสงสัยของท่านพี่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาดีกว่าเ้าค่ะ”
หยางไท่ิรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่ฮูหยินสุดรัก อยากจะบอกกับตนและบุตรทั้งสองคือเื่อันใด “เช่นนั้นพี่จะให้อู๋ซวนไปตามทั้งคู่ หากรู้ผลการสอบของอาเหวินให้รับกลับจวนโดยเร็ว เพียงเท่านี้ลูก ๆ ย่อมเข้าใจว่าเราสองคนมีเื่สำคัญอยากพูดคุยกับพวกลูก ๆ”
“เอาเช่นนั้นก็ได้เ้าค่ะ”
หยางไท่ิเดินออกไปด้านนอก เพื่อเรียกอู๋ซวนที่พร้อมรับคำสั่งทุกเวลา ก่อนจะมอบหมายภารกิจให้กับคนสนิท “อู๋ซวนเ้ารีบไปรายงานนายน้อยทั้งสอง หากเสร็จเื่ของคุณชายเหยาเหวินแล้ว ให้รีบกลับจวนทันทีข้ากับอันอันรอพูดคุยเื่สำคัญ”
“รับทราบขอรับ”
เมื่อเ้านายกล่าวว่าเป็เื่สำคัญ อู๋ซวนย่อมเร่งฝีเท้าไปบริเวณหน้ากำแพงข้าประตู หน้าศาลาหลวงที่ใช้เป็สนามสอบเตี้ยนซื่อ เพื่อถ่ายทอดคำพูดของหยางไท่ิ กับนายน้อยทายาทของจวนอย่างครบถ้วนมิให้ตกหล่นแม้ครึ่งคำ
ทางด้านสองพี่น้องฝาแฝดตระกูลหยาง ที่มาพากันมารอการติดป้ายประกาศผลสอบ โดยได้นัดแนะกับญาติผู้พี่ทั้งสองไว้แล้ว ว่าจะมาพบกันในเวลาใด
จนกระทั่งเ้าหน้าที่นำป้ายประกาศรายชื่อ ผู้ที่ผ่านการสอบเตี้ยนซื่อหรือการสอบหน้าพระที่นั่ง ออกมาติดยังข้างกำแพงหน้าศาลาหลวง ทั้งสี่คนช่วยกันตามหาชื่อของฟงเหยาเหวินอย่างรวดเร็ว
พี่น้องสี่คนรวมกันมีดวงตาแปดดวง พวกเขาไม่มองส่วนอื่นของป้ายประกาศให้เสียเวลา เพราะสายตาสี่คู่จับจ้องไปยังบรรทัดแรกสุด และยังเป็ด้านหน้าสุดอย่างพร้อมเพรียงกัน
และชื่อที่ปรากฏอยู่ในอันดับที่หนึ่ง จะเป็ใครไปมิได้นอกจากฟงเหยาเหวิน บุตรชายของรองหัวหน้าองครักษ์หลวง และยังเป็หลานชายสุดรักของแม่ทัพฟง
หยางเฟิ่งเซียนทั้งะโและะโไปมาอย่างดีใจ เมื่อเห็นว่าญาติผู้พี่คนรองสอบได้อันดับหนึ่ง “เย้ ๆ พี่เหยาเหวินดูสิท่านสอบได้อันดับหนึ่ง พี่ชายของข้าเป็สอบได้เป็จอหงวนแล้ว”
“จริงด้วย! อาเหวินเ้าเก่งมากที่สอบได้อันดับหนึ่ง ครั้งนี้ความฝันของเซียนเอ๋อร์ก็เป็จริงแล้วนะ” ฟงเสวี่ยหลินตบที่ไหล่น้องชายเบา ๆ และกล่าวอย่างดีใจ
หยางซิวหรงเองก็ไม่ลืมจะแสดงความยินดีกับญาติผู้พี่ แม้จะรู้ดีอยู่แล้วว่าตำแหน่งย่อมไม่พ้นมือฟงเหยาเหวิน “ยินดีกับพี่เหยาเหวินที่สอบได้ตำแหน่งจอหงวนขอรับ”
ฟงเหยาเหวินมองไปรอบ ๆ เห็นว่ามีคนเริ่มมองมาที่ตน จึงรู้ว่าคนเหล่านี้กำลังคิดสิ่งใด “ทุกคนข้าว่าพวกเรารีบไปจากที่นี่กันเถิด หากอยู่ต่ออีกนิดเกรงว่าจะเกิดเหตุชุลมุนกับข้าได้นะ”
สามพี่น้องที่ได้ยินเช่นนั้นจึงมองตามสายตาของฟงเหยาเหวิน และพวกเขาก็เห็นแล้วว่ายามนี้มีสายตาหลายคู่ กำลังจับจ้องไปที่จอหงวนคนใหม่และพร้อมจะวิ่งเข้าทันที
“แย่แล้ว! พวกเรารีบวิ่งเร็วเข้า จากนั้นค่อยหาทางหลบเลี่ยงกันทีหลัง ไปเร็ว!” หยางเฟิ่งเซียนรีบบอกเหล่าพี่ชาย เพราะนางจดจำเส้นทางในเมืองหลวงได้เป็อย่างดี
“อื้อ ไปกันเถิด”
เนื่องจากรู้ตัวก่อนจึงวิ่งหลบออกมาได้ทัน จากนั้นเพียงหนึ่งลมหายใจเหล่าบิดามารดาที่มีบุตรสาว ก็เริ่มวิ่งตามกลุ่มของสี่พี่น้องแต่ก็ช้าไปแล้ว เมื่อพวกเขาเลี้ยวหายไปตรงทางแยกกลางเมืองหลวง
แต่ทั้งสี่ยังไม่ทันถึงร้านผ้าไหมก็พบกับอู๋ซวน และได้ทราบว่าบิดามารดา้าพบ สี่พี่น้องจึงตกลงแยกย้ายกลับจวนของตนเสียตรงนั้น
“อาหรง เซียนเอ๋อร์ พวกเ้ารีบกลับไปพบท่านน้าเถิด พวกเราแยกกันกลับจวนเสียตรงนี้ ไว้พบกันวันงานเลี้ยงที่จวนของพี่วันหลัง” ฟงเสวี่ยหลินตัดสินใจพูดกับน้อง ๆ โดยไม่มีลังเล
“ขอรับพี่เสวี่ยหลิน /เ้าค่ะพี่เสวี่ยหลิน”
ระหว่างทางที่เร่งฝีเท้าตามอู๋ซวนกลับจวน สองพี่น้องพยายามคิดว่าบิดามารดา้าพูดคุยกับตน เป็เื่สำคัญเกี่ยวกับอันใดถึงกับส่งอู๋ซวนมาตามพวกตน แต่ความสงสัยย่อมถูกคลี่คลาย เมื่อได้รับฟังเื่ราวอันน่าเหลือเชื่อจากปากของมารดา
