บทที่ 3
เหล่าขุนนางที่แท้จริง
ฟื้นขึ้นมาได้ไม่ถึงหนึ่งเค่อ ฮ่องเต้เว่ยก็ได้ตระหนักถึงธาตุแท้ของฮองเฮาอย่างถ่องแท้แล้ว
พระองค์ไม่อยากฟังเสียงในใจที่นางลอบด่าทออีกต่อไป จึงทรงตรัสถามถึงเหตุการณ์ใน่สองสามวันที่ผ่านมาแทน
“่สามวันที่ข้าสลบไป ฝ่ายหน้าและวังหลังยังคงสงบเรียบร้อยดีหรือไม่?”
ฮองเฮาใช้ผ้าซับหางตาเบา ๆ พลางเงยพระพักตร์มองฮ่องเต้
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีเพคะ บรรดาน้องหญิงในวังหลังต่างห่วงใยฝ่าายิ่งนัก หลายวันที่ผ่านมานี้ สนมหลี่กุ้ยเฟยและคนอื่น ๆ ต่างแย่งกันจะมาปรนนิบัติรับใช้ แต่หม่อมฉันเกรงว่าจะรบกวนการพักผ่อนของพระองค์จึงได้สั่งงดไว้ ส่วนเื่ในราชสำนักนั้น...”
ฮองเฮาชะงักไปเล็กน้อย “เื่ในราชสำนักหม่อมฉันมิเดียงสานัก แต่วันนั้นเหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน ท่านอัครเสนาบดีและคนอื่น ๆ ต่างเห็นเหตุการณ์กับตา เหล่าขุนนางห่วงใยในพระพลานามัยของฝ่าา จึงยืนกรานเฝ้าอยู่ไม่ยอมออกจากวัง ด้วยเหตุนี้หม่อมฉันจึงมิอาจทัดทาน ได้แต่ให้พวกเขาพักผ่อนรออยู่ในวังเป็การชั่วคราวเพคะ”
ฮ่องเต้เว่ยหลุบตาลง จ้องมองลายับนผ้าห่ม ดูเหมือนทรงกำลังใช้ความคิด แต่แท้จริงแล้วทรงกำลังดักฟังสิ่งที่ฮองเฮาคิดในใจ
【กงซุนไท่ไอ้เฒ่าเ้าเล่ห์นั่น ที่บอกว่าห่วงใยสุขภาพฝ่าา เหอะ! ถ่มน้ำลายใส่เถอะ! ชัดเจนว่ามันกำลังรอให้ฝ่าารีบต เพื่อที่มันจะได้ดันองค์ชายสองขึ้นครองบัลลังก์แทน! ไอ้หมาขี้ข้าตัวนี้!】
หางตาของฮ่องเต้เว่ยกระตุกวูบ
นาง... นาง... นาง... ฮองเฮาของพระองค์เหตุใดจึงหยาบคายถึงเพียงนี้?
ถึงกับพ่นวาจาชั้นต่ำออกมาได้!
เนื่องจากภาพลักษณ์ของฮองเฮานั้นกลับด้านราวฟ้ากับเหว ฮ่องเต้เว่ยจึงไม่สู้จะในักกับเื่ที่อัครเสนาบดีกงซุนไท่คิดจะสนับสนุนองค์ชายสองขึ้นเป็ฏ
อย่างไรเสีย พระสนมเสียนพระมารดาขององค์ชายสองก็เป็บุตรสาวของอัครเสนาบดี พวกเขาเกี่ยวดองเป็ญาติกัน การสมคบคิดกันย่อมอยู่ในวิสัยที่เข้าใจได้
ใครเล่าไม่อยากเป็ฮ่องเต้?
ตัวฮ่องเต้เว่ยเองเมื่อครั้งยังเป็องค์ชายก็เคยปรารถนาเช่นนั้น
ฮ่องเต้เว่ยประทับนั่งครุ่นคิดอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ก่อนจะถามฮองเฮาว่า “ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดอยู่ข้างนอกงั้นหรือ?”
“เพคะ เฝ้ารออยู่ด้านนอกทั้งหมด ฝ่าาทรงประสงค์จะพบพวกเขาหรือไม่เพคะ?”
“อืม ให้... ให้พวกอัครเสนาบดีเข้ามาเถิด”
“เพคะ หม่อมฉันจะไปเดี๋ยวนี้”
ฮ่องเต้เว่ยคิดว่าควรเรียกขุนนางเข้ามาฟังให้เห็นแจ้งกับหูเสียหน่อย ว่าคนเหล่านี้คิดอย่างไรกันแน่
อย่างไรเสีย คนพวกนี้ก็คือเสาหลักของแคว้นเว่ย เป็ขุนนางคู่ใจที่พระองค์ทรงคัดเลือกและเลื่อนตำแหน่งมากับมือ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์และขุนนางก็ราบรื่นดี ขุนนางของพระองค์ย่อมไม่มีวันที่จะ...
【ฮ่องเต้กลับไม่ถูกฟ้าผ่าตายเสียนี่!】
ทรยศ... ข้า?
ภายในตำหนักบรรทม เหล่าขุนนางหลั่งไหลเข้ามาดุจกระแสน้ำ ทว่าเสียงในใจหนึ่งที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและเสียดายกลับดังขึ้นราวกับอสนีบาตฟาดซ้ำลงในใจของฮ่องเต้เว่ย
พระองค์ประทับนั่งบนเตียง จ้องเขม็งไปยังเหล่าขุนนางที่เดินเข้ามาอย่างไม่วางตา
“ถวายบังคมฝ่าา ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี!”
ขุนนางทั้งหลายคุกเข่าลงพรักพร้อม เสียงในใจไหลเข้ามาในโสตประสาทของฮ่องเต้เว่ยราวกับน้ำพุ
【เฮ้อ ฮ่องเต้กลับไม่ถูกฟ้าผ่าตายแฮะ เหอะ เสียเวลาที่อุตส่าห์วางแผนมาสามวันจริง ๆ...】
【โชคดีจริง ๆ ์คุ้มครอง ฝ่าาทรงปลอดภัย หากปล่อยให้องค์ชายสองขึ้นครองอำนาจ มีหวังไอ้แก่กงซุนไท่นั่นต้องถลกหนังข้าแน่!】
【เอ๊ะ? ดูท่าทางฝ่าาจะยังแข็งแรงดี ดูเหมือนจะไม่เป็ไรแล้วจริง ๆ...】
【เลือกข้างเร็วไปหน่อยแฮะ เฮ้อ ฮ่องเต้มีัคุ้มกายจริง ๆ จะตายง่าย ๆ ได้อย่างไรกัน พอกลับไปคงต้องรีบไปปรึกษากับท่านใต้เท้าหลี่และคนอื่น ๆ อีกทีเสียแล้ว...】
ขุนนางที่คุกเข่าอยู่ในตำหนักมีทั้งหมดสิบหกท่าน แต่ละท่านล้วนเป็บุคคลสำคัญในใจของฮ่องเต้เว่ยทั้งสิ้น
ทว่า…
ในจำนวนสิบหกคนนี้ กลับมีถึงครึ่งหนึ่งที่เฝ้ารอให้เขาถูกฟ้าผ่าตาย!
ฮ่องเต้เว่ยสะท้านไปทั้งพระทัย
ทรงทั้งกริ้วและแค้นใจอย่างถึงที่สุด
เกือบจะะโสั่งให้คนลากตัวไอ้พวกที่แช่งให้เขาตาย และพวกที่มัวแต่คิดคดวางแผนใน่สองสามวันที่ผ่านมาไปปะาให้สิ้น!
เขายังไม่ทันตาย พวกมันก็ริอ่านมาหมายปองเก้าอี้ัของเขาแล้วหรือ? ที่ผ่านมาเขาปฏิบัติต่อพวกมันไม่ดีหรืออย่างไร? ไม่ใช่เขาหรอกหรือที่ดึงพวกมันขึ้นมา? ไหนล่ะความจงรักภักดี? ไหนล่ะขุนนางผู้สัตย์ซื่อ?!
ที่แท้ล้วนหลอกลวงเขาทั้งสิ้น
ลมหายใจของฮ่องเต้เว่ยเริ่มหนักหน่วงขึ้น
ทรงพยายามสะกดกลั้นโทสะอย่างสุดกำลัง เกรงว่าหากคุมอารมณ์ไม่อยู่จะแสดงออกทางสีหน้า
ส่วนเหล่าขุนนางที่คุกเข่าอยู่เป็นานแต่ยังมิได้ยินเสียงสั่งให้ลุกขึ้น ต่างก็เริ่มเกิดความฉงนสงสัย
ฝ่าาทรงเป็อะไรไป?
เหตุใดจึงยังไม่สั่งให้ลุกขึ้น?
หรือว่า... จะสลบไปอีกรอบแล้ว??
ฮ่องเต้เว่ยที่ได้ยินเสียงในใจของทุกคน ทรงหลับพระเนตรสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วแสร้งทำเป็ปกติสั่งให้ขุนนางลุกขึ้น
“ลุกขึ้นเถิด”
น้ำเสียงที่ดูอ่อนล้าและไร้กำลังนั้น ทำให้เหล่าขุนนางแอบจินตนาการฟุ้งซ่านไปไกลในใจอีกครั้ง
ฮ่องเต้เว่ย: …
เขาย่อมรู้ดีว่าคนเบื้องล่างมักจะคาดเดาเจตนาจากเพียงคำพูดประโยคเดียวของกษัตริย์ แต่ไม่นึกเลยว่าเมื่อได้ยินเสียงในใจเข้าจริง ๆ ฮ่องเต้เว่ยจะยังรู้สึกว่าคนเหล่านี้คิดไปได้ไกลเกินจริงถึงเพียงนี้
เพียงแค่น้ำเสียงของเขาดูไม่ทรงอำนาจเหมือนเก่า พวกมันก็พากันคิดอกุศลไปสารพัดแล้วรึ?!
ในฐานะอัครเสนาบดี กงซุนไท่ก้าวออกมาเป็คนแรก สอบถามฮ่องเต้อย่างนอบน้อม
“ฝ่าาทรงหมดสติไปหลายวัน กระหม่อมและคณะขุนนางต่างห่วงใยยิ่งนัก มิทราบว่าพระพลานามัยในยามนี้ยังคงปกติดีหรือไม่พะยะค่ะ?”
ทันทีที่เห็นใบหน้าเฒ่าที่ดูเที่ยงธรรมของอัครเสนาบดี ฮ่องเต้เว่ยก็พลันนึกถึง “ข้อตกลงลับ” ระหว่างเขากับองค์ชายสองขึ้นมาทันที
ฮ่องเต้เว่ยแอบข่มอารมณ์ ตรัสเสียงเข้มว่า “ข้าไม่เป็ไร อัครเสนาบดี หลายวันที่ข้าสลบไป ในราชสำนักมีเื่ใหญ่สิ่งใดเกิดขึ้นหรือไม่?”
“กราบทูลฝ่าา ในราชสำนักทุกอย่างสงบเรียบร้อย ขอฝ่าาทรงพักผ่อนพระวรกายให้สบายใจเถิดพะยะค่ะ กระหม่อมและคณะขุนนางจะช่วยแบ่งเบาภาระของพระองค์เอง”
น้ำเสียงนั้นช่างฟังดูจริงใจและก้องกังวาน ท่าทางดูซื่อสัตย์ภักดีเสียเต็มประดา
หากเป็ฮ่องเต้ที่เชื่อมั่นในความไว้วางใจระหว่างกษัตริย์และขุนนางอย่างเมื่อก่อน ฟังแล้วคงจะตื้นตันใจจนหาที่เปรียบมิได้
น่าเสียดาย นั่นคือฮ่องเต้เว่ยในอดีต
ส่วนฮ่องเต้เว่ยในตอนนี้รึ?
เหอะ
เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าที่ผ่านมาตนเองช่างตาบอดเสียจริง ๆ
อัครเสนาบดีเฒ่ากงซุนยืนอยู่หน้าแท่นบรรทมด้วยสีหน้าจงรักภักดี ทว่าในใจกลับคิดว่า【น่าเสียดายโอกาสทองเช่นนี้จริง ๆ...】
ฮ่องเต้เว่ยจ้องมองกงซุนไท่ด้วยสายตาเย็นเยียบ
ได้แต่บอกว่าอัครเสนาบดีสมกับเป็อัครเสนาบดีจริง ๆ จิตใจลึกซึ้ง ทำงานรอบคอบ แม้แต่สิ่งที่คิดในใจยังรู้จักยับยั้งชั่งใจ
ฮ่องเต้เว่ยรออยู่ครู่หนึ่งแต่ไม่ได้ยินเสียงในใจของกงซุนไท่อีก จึงไม่ได้รีบร้อน ทรงหันไปถามขุนนางท่านอื่นแทน
เสนาบดีกรมคลัง, กรมมหาดไทย, กรมกลาโหม... ทั้งสิบหกท่าน ฮ่องเต้เว่ยทรงถามจนครบทุกคน
คำถามไม่ใช่เื่สลักสำคัญอะไร จุดประสงค์หลักคือทรง้าฟังเสียงในใจของคนเหล่านี้ต่างหาก!
คำพูดที่ออกจากปากนั้นปั้นแต่งได้ แต่เสียงในใจที่มิได้ระแวดระวังนั้น...
ย่อมไม่อาจเสแสร้งได้แน่นอน
ภายในตำหนักบรรทมต่างฝ่ายต่างซ่อนความนัยไว้ในใจ ส่วนภายนอกตำหนักกลับเป็อีกภาพหนึ่ง
เหล่าสนมกำนัลในรวมกลุ่มกันอยู่ฝั่งหนึ่ง ส่วนบรรดาองค์ชายและองค์หญิงก็อยู่อีกฝั่งหนึ่ง
กลุ่มพระสนมที่ประดับกายด้วยเครื่องหอมและเครื่องเพชรนิลจินดานั้นไม่ต้องกล่าวถึง เมื่อสตรีในวังหลังมารวมตัวกัน ย่อมหนีไม่พ้นการชิงดีชิงเด่นและวาจาประชดประชัน
ทว่าทางฝั่งองค์ชายองค์หญิงนั้น แม้จะไม่ถึงกับสงบเสงี่ยมเสียทีเดียว แต่เมื่อเทียบกับกลุ่มพระสนมแล้วก็นับว่าเงียบกว่ามาก
โดยเฉพาะเด็กหนุ่มที่ยืนพิงกำแพงวังอยู่ท้ายสุด ั้แ่เข้ามาจนถึงตอนนี้ เขายังไม่เคยปริปากพูดเลยแม้แต่คำเดียว
เด็กหนุ่มในชุดหรูหรามีใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาเรียวยาวประดุจหงส์ สวมรัดเกล้าเจ็ดดารา ดูเป็วัยที่ควรจะสง่างามและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต ทว่าแววตากลับดูเหม่อลอยยิ่งนัก
เนื่องจากเขายืนอยู่ในมุมอับ จึงไม่ค่อยมีใครสังเกตเห็น เขายืนกอดอกพิงกำแพง ท่าทางเกียจคร้านและดูเสเพลไร้ระเบียบวินัย แววตาว่างเปล่าไร้จุดโฟกัส หากมองเผิน ๆ คงนึกว่าเป็คนสติไม่ดี
ขันทีน้อยคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“องค์ชาย ฝ่าาทรงฟื้นแล้วพะยะค่ะ! บ่าวเพิ่งได้ยินคนด้านหน้าบอกมาว่า ฝ่าาทรงฟื้นแล้ว!”
