บทที่ 84 โอกาสมาแล้ว
ครั้งนี้เฉียนหลิงอู่เดินทางด้วยราชรถอันหรูหรา โดยฉินชูนั่งอยู่ข้างใน ตรงข้ามเฉียนหลิงอู่
“ฉินชู เล่าเื่ที่เ้าเข้าถึงวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิงให้ข้าฟังหน่อย หากเ้าเล่า ข้าจะปล่อยเ้าไปและจะไม่ลงมือกับเ้าอีก หรือถ้าหากเ้า้ามากกว่านั้น ข้าสามารถมอบยศในราชสำนักให้เ้า หรือไม่ก็มอบเขตพื้นที่ให้เ้าสักแห่ง” เฉียนหลิงอู่ยื่นข้อเสนอให้ฉินชูอีกครั้ง
ฉินชูมองเฉียนหลิงอู่ “ข้าไม่เชื่อเ้า”
“ทำไมถึงไม่เชื่อใจข้า” ได้ยินเช่นนี้ เฉียนหลิงอู่ก็รู้สึกโมโห แต่ก็พยายามสงบสติอารมณ์ลง ถ้าเป็คนอื่น ป่านนี้หัวหลุดจากบ่าไปนานแล้ว แต่ไม่ใช่กับฉินชู ยิ่งฆ่าเขา เื่ก็ยิ่งยุ่งยากมากกว่าเดิม ที่สำคัญ นางคิดว่าฉินชูไม่สมควรตาย
“อยากให้คนอื่นเชื่อใจ ก็ต้องทำตัวน่าเชื่อถือ เ้าเป็ถึงผู้ฝึกตนขั้นหวางเจ่อ แต่กลับลงมือกับผู้ฝึกตนขั้นเจินหยวนอย่างโหดร้าย แบบนี้ต้องเป็คนประเภทไหนกันถึงทำได้” ฉินชูพูดขึ้น
เฉียนหลิงอู่อดทนไม่ไหวอีกต่อไป นางลุกขึ้นพรวด พลังปราณลุกโชน จากนั้นก็เตะและซัดใส่ฉินชูอย่างแรง
ทั้งหมัดทั้งเตะระดมใส่สักพัก สุดท้ายเฉียนหลิงอู่ก็กลับมานั่งที่เหมือนเดิม “ค่อยสบายตัวขึ้นมาหน่อย เก็บไว้ตั้งนาน ได้ระบายอารมณ์เสียที”
ฉินชูนอนแผ่ในสภาพหอบ เขารู้สึกว่าตัวเองปากกวนประสาทเกินไป ไม่ควรยั่วโมโหผู้หญิงบ้าพลังอย่างเฉียนหลิงอู่ั้แ่แรก
“ข้าจะบอกเ้าให้ ข้ามีคุณธรรมมากพอ ข้าพูดแล้วไม่คืนคำ เ้าไม่มีสิทธิ์สงสัย” หลังจากรู้สึกสบายใจขึ้น เฉียนหลิงอู่ก็พูดขึ้น
“งั้นเ้าก็ควรพูดออกมาั้แ่แรก ถ้าเ้าไม่พูด ใครจะไปรู้” ฉินชูที่ถูกต่อยประคองตัวลุกขึ้นนั่งที่เดิม เนื่องจากร่างกายของเขาแข็งแกร่งผิดมนุษย์ ลูกเตะหมัดต่อยของเฉียนหลิงอู่เมื่อครู่จึงเป็แค่การทุบตีระบายอารมณ์ที่ไม่ได้อัดพลังปราณใส่เข้าไป ดังนั้นฉินชูจึงไม่ได้รับาเ็
“ตอนนี้ก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ ข้าบอกว่าจะปล่อยเ้าก็หมายความตามนั้น พูดแล้วทำจริง ดังนั้นตอนนี้ เ้าจงบอกเื่ที่ควรบอกออกมาได้แล้ว” จัดระเบียบชุดกระโปรงของตัวเองสักพัก เฉียนหลิงอู่ก็พูดขึ้นอย่างใจเย็น
“ไม่ อยู่ๆ ก็รู้สึกถูกทุบตีจนเวียนหัว อารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร” ฉินชูนอนตะแคงลงบนที่นั่งอย่างอารมณ์ไม่ดี ใครบ้างที่อารมณ์ดีหลังจากถูกทุบตี มิหนำซ้ำยังเป็ผู้หญิงที่เป็ฝ่ายทุบตีอีก
เฉียนหลิงอู่หยิบขวดโอสถลูกกลอนออกมาโยนให้ฉินชู “โอสถลูกกลอนที่คุณภาพดีที่สุด”
หยิบได้ก็เก็บเข้าไปในแหวนมิติเก็บของทันที แต่กระนั้นฉินชูก็ยังหลับตานอนต่ออย่างไม่สนใจ
เฉียนหลิงอู่รู้ดีว่าฉินชูกระเง้ากระงอดอยู่ จึงไม่พูดอะไรมาก
ครั้งนี้ เฉียนหลิงอู่พาคนรับใช้ออกมาด้วย หลังจากฟ้ามืด ราชรถก็หยุดลง ไม่นานนักก็มีคนคอยเตรียมกับข้าวไว้ให้ หลังจากฉินชูกินข้าวกับคนรับใช้เสร็จก็เข้าไปในราชรถ
ฉินชูเพิ่งจะเข้าไปในราชรถ เฉียนหลิงอู่ที่เข้าฌานอยู่ก็ลืมตาขึ้นมา “เ้าจะทำอะไร ออกไปพักผ่อนเข้าสิ”
“ไม่ ในราชรถมีที่บังลมบังฝน ทำไมข้าต้องออกไป” ฉินชูหยิบเบาะอาสนะออกมานั่งเข้าฌานอย่างไม่สนใจเฉียนหลิงอู่ ตอนนี้ ใครกันแน่ที่ถือไพ่เหนือกว่า ตอนนี้ฉินชูไม่สนใจ เขาอยากทำอะไรก็ทำ
เฉียนหลิงอู่ถลึงตาและง้างมือใส่ฉินชู แต่ก็เอามือลงทันที ก่อนหน้านี้นางคิดว่าฉินชูเป็พวกดื้อด้านและแน่วแน่มั่นคง แต่ตอนนี้กลับพบว่าเขาเป็พวกหน้าด้านอายอดเสียมากกว่า ใครๆ ก็รู้ว่าหญิงชายร่วมห้องกันสองต่อสองเป็เื่ไม่เหมาะสม ดึกป่านนี้ ฉินชูกลับยังกล้ามุดเข้ามาในราชรถอีก หากคนอื่นรู้เข้า เขาจะคิดกันอย่างไร
เฉียนหลิงอู่พยายามสะกดอารมณ์ลง นางเป็ถึงองค์หญิงคนโตแห่งราชวงศ์เฉียน ทำไมต้องเป็นางที่เป็ฝ่ายออกจากราชรถ ไม่มีทาง
เฉียนหลิงอู่จ้องมองฉินชูที่เข้าฌานอยู่อย่างไม่เข้าใจ นอกจากตบะของตัวเองแล้ว นางไม่มีอะไรดีพอที่จะทำให้ฉินชูใส่ใจเลยหรือ
ทั้งคู่เข้าฌานตลอดหนึ่งคืนเติม เมื่อรุ่งเช้ามาเยือน ฉินชูที่กินข้าวกับคนรับใช้เสร็จก็กลับเข้ามาในราชรถอีกครั้ง
“ทำไมเ้าไม่มีจิตสำนึกเอาเสียเลย นี่มันราชรถของข้า เ้าออกไปนั่งขี่คอสัตว์อสูรเพื่อมองทางไม่ได้หรือ” เฉียนหลิงอู่กลับเข้ามาในราชรถและพูดกับฉินชู
“ข้ากลัวว่าเ้าจะกังวลว่าข้าจะหนี ข้าก็เลยนั่งข้างในเพื่อให้เ้าสบายใจ” ฉินชูคลี่ยิ้มอย่างกวนประสาท
เฉียนหลิงอู่แสยะยิ้มอย่างจนปัญญา นางเจอคนมามากมาย แค่ไม่มีใครหน้าด้านหน้าทนเท่าฉินชูมาก่อน ครั้นแล้วจึงทำได้แค่ปรับอารมณ์ตัวเอง ทะเลาะกับฉินชูต่อไปก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี
“เวลาเ้ายิ้มก็สวยเหมือนกันนะ” เมื่อเห็นรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเฉียนหลิงอู่ ฉินชูก็เอ่ยปากชม
เฉียนหลิงอู่เมินเฉยใส่คำชมของฉินชู หลังจากดื่มชาเสร็จก็เข้าฌานต่อ
ราชรถเคลื่อนที่ไม่ได้เร็วนัก ใช้เวลาเดินทางร่วมหกวัน ในที่สุดก็มาถึงเขตรอบนอกหุบเขาเทียนเซียง
“พวกเ้ารอข้าอยู่ที่นี่ก่อน พอดีมีธุระต้องทำ” หลังจากเฉียนหลิงอู่ออกจากราชรถไปก็กำชับกับคนรับใช้ จากนั้นก็โยนเส้นเอ็นสัตว์อสูรมาที่ฉินชู
“หมายความว่ายังไง” ฉินชูใ
“เ้าอยากทำให้ข้าสบายใจไม่ใช่หรือ แค่ล่ามข้อเท้าสักนิดจะเป็อะไรไป แบบนี้ข้าจะได้ไม่พะวงหน้าพะวงหลังใช่หรือไม่” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูพลางเอ่ย
ฉินชูก้มเก็บเส้นเอ็นสัตว์อสูรขึ้นมามัดบ่วงคล้องข้อเท้าตัวเอง จากนั้นก็ยื่นปลายให้เฉียนหลิงอู่ เขาคิดว่าต่อให้ใช้เส้นเอ็นสัตว์อสูรก็เปล่าประโยชน์ ตราบใดที่เฉียนหลิงอู่ยังมีชีวิตอยู่ ต่อให้ไม่มีเส้นเอ็นสัตว์อสูร เขาก็หนีไปไม่ได้อยู่ดี
และแล้วเฉียนหลิงอู่กับฉินชูก็มุ่งหน้าเข้าสู่เขตพื้นที่หุบเขาเทียนเซียง
เดินมาได้สักระยะหนึ่ง เฉียนหลิงอู่ก็พาฉินชูมาที่ค่ายศึกแห่งหนึ่ง ภายในค่ายศึกมีทหารอยู่สิบกว่าคน ซึ่งฉินชูมองระดับตบะของพวกเขาไม่ออก
“องค์หญิง หลังจากอุโมงค์ถูกขุดสำเร็จ ข้าน้อยได้เดินทางผ่านเส้นทางนี้ไปกับเฉากั๋วกง เมื่อถึงปลายทาง ข้าน้อยไม่ได้ออกไป แต่เฉากั๋วกงออกไป ข้าน้อยเห็นหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาและพุ่งเข้าต่อสู้กับเฉากั๋วกง สุดท้ายเฉากั๋วกงเป็ฝ่ายถูกฆ่าตายขอรับ” ชายในชุดเกราะเอ่ยปากรายงาน
“หญิงสาวงั้นหรือ...นำทางไป พาข้าไปดูกับตา” หลังจากได้ยินรายงาน เฉียนหลิงอู่ก็ปัดมือออกคำสั่ง
ทหารนำทางเฉียนหลิงอู่กับฉินชูมาที่กระโจมขนาดใหญ่ด้านข้าง
ด้านในกระโจมมีหลุมกว้างอยู่หลุมหนึ่งพร้อมกับบันไดหินที่ยื่นลงไป
เฉียนหลิงอู่ลงไปพร้อมกับฉินชู
“สี่สำนักมหาอำนาจรายล้อมอยู่แบบนี้ พวกเ้าเหล่าราชวงศ์ยังกล้าเล่นตุกติกแบบนี้ด้วยหรือ เหอะๆ” หลังจากลงมาในหลุมอุโมงค์ ฉินชูก็พูดขึ้น
“หุบปาก” แม้เฉียนหลิงอู่ตัดสินใจไม่อยากทะเลาะกับฉินชู แต่ก็ใช่ว่านางจะทนกับวาจากวนประสาทของฉินชูได้ตลอดเวลา
ขึ้นเสียงตวาดใส่ฉินชูเสร็จ เฉียนหลิงอู่ก็รู้สึกสบายใจขึ้น ฉินชูได้แต่เดินตามไปอย่างเงียบๆ หลังจากเดินมาเป็เวลาครึ่งชั่วยามก็ถึงปลายทางออก
“เ้ารอข้าอยู่ที่นี่” เฉียนหลิงอู่ออกคำสั่งกับทหารผู้นำทาง
“ข้าก็จะรอองค์หญิงอยู่ที่นี่ด้วยคนขอรับ” ฉินชูพูดขึ้น เพราะเฉียนหลิงอู่กำลังจะออกไปต่อสู้ แต่เขาไม่อยากไป
“ฝันไปเถอะ ออกมา” เฉียนหลิงอู่กระชากปลายเส้นเอ็นเพื่อดึงฉินชูออกจากอุโมงค์
เมื่อออกมาจากอุโมงค์ ฉินชูก็รู้สึกหน้ามืดตาลาย แต่ยังไม่ทันตั้งสติกลับมาก็ถูกเฉียนหลิงอู่กระชากไปข้างหน้าแล้ว
หลังจากเดินมาได้สักพัก ในที่สุด หญิงสาวคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นมา
เมื่อเห็นหญิงสาวคนนี้ปรากฏตัวขึ้นมา ดวงตาของฉินชูก็เต็มไปด้วยความแปลกใจ จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็ความดีใจ เพราะโอกาสมาถึงแล้ว
