เมื่อเขาลั่นวาจาดังนั้นแล้วก็ไม่มีใครกล้าออกเสียงอีกต่อไป พูดได้เพียงไป๋เซียงจู๋นั้นโชคร้าย ซ้ำยังไม่รู้กาลเทศะ เย่อหยิ่งอวดดี โดดเด่นเกินหน้าเกินตา หากคนแบบนี้มีคนหนุนหลังที่แข็งแกร่งยังพอทำเนา นี่เดิมทีก็หัวเดียวกระเทียมลีบ ยังกล้าจองหองเช่นนี้อีก เหลือแต่ต้องรับความผิดแล้ว
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เห็นชัดเหมือนกันว่าไป๋เซียงจู๋ยื่นเท้าไปขัดขามู่จื่อรั่วจริงหรือไม่ก็ตาม
ทว่าน้ำใจเอื้อเฟื้อที่มู่จื่อรั่วยอมขอความเมตตาให้บุตรีตระกูลวาณิชหลวงธรรมดาๆ คนหนึ่งนี้ช่างหาได้ยากยิ่ง แม้แต่เหล่าฮูหยินพระราชทานบางส่วนยังอุทานชมเชย สตรีที่ทั้งใจกว้างและมีเหตุผล มู่จื่อรั่วสมกับเป็ยอดหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงจริงๆ
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ถูกพลิกผันในชั่วพริบตาโดยคำพูดไม่กี่คำของตน มู่จื่อรั่วเผลอยกยิ้มเล็กน้อย ทุกคนที่นี่ล้วนนิยมชมชอบผู้หญิงเช่นนาง นางเอาชนะใจได้ไม่ว่ากับใคร ดังนั้น ไป๋เซียงจู๋ ถ้าเ้าจะผิดก็ผิดที่วันนี้ไม่ควรปรากฏตัว ถึงฆ่าเ้าไม่ตาย ข้าก็จะทำให้ชื่อเสียงของเ้าป่นปี้ไม่มีชิ้นดีแทน!
ไป๋เซียงจู๋เห็นความน่าสะอิดสะเอียนบนใบหน้าของมู่จื่อรั่วทั้งหมด นางเบนสายตาหนีไปอีกทาง ไม่แม้แต่จะชำเลืองมอง กลัวจะเป็มลทินแก่ดวงตาของตน
เมื่อมู่จื่อรั่วเห็นว่าเสียนกุ้ยเฟยพูดขนาดนี้แล้ว แต่ไป๋เซียงจู๋ยังคงไม่ยอมคุกเข่า นางจึงเอ่ยเกลี้ยกล่อมอย่างนุ่มนวล แสร้งว่าหวังดีต่อไป๋เซียงจู๋
“คุณหนูใหญ่ไป๋ เ้ายั่วโมโหพระสนมเสียนเฟย พระนางน่าจะกริ้วมากแล้ว เ้ารีบคุกเข่าขอโทษเถิด พระสนมเสียนเฟยท่านเป็ผู้ใหญ่ใจอารี จะไม่ถือสาหาความเ้าแน่”
มู่จื่อรั่วทำทีใจกว้างว่าข้านั้นหวังดีไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเ้า หลายๆ คนในเหตุการณ์ต่างคิดว่ามู่จื่อรั่วผู้นี้ได้รับการอบรมมาอย่างดีโดยแท้ ไม่แปลกใจที่เ้าตัวครองตำแหน่งหญิงงามอันดับหนึ่งได้อย่างมั่นคง นางมิใช่บุคคลที่ผู้หญิงธรรมดาทั่วไปอย่างพวกนางจะเทียบเทียมได้เลย ถ้าใครอื่นเจอเื่แบบนี้บ้างก็ต้องเคืองขุ่นกันทั้งนั้น มีแต่มู่จื่อรั่วนี่แลที่ตอบแทนด้วยความดีงาม
“น้องใส่ใจนางไปทำไม ผู้หญิงร้ายกาจเช่นนี้ สมควรโดนลากออกไปโบยห้าสิบไม้ นางถึงจะรู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่กระทำสิ่งเลวร้ายอีก!” เหยียนอี้หรานเ็ปรวดร้าวหนักหนาเพราะน้ำตาของมู่จื่อรั่ว อยากจะบดขยี้ไป๋เซียงจู๋ให้ย่อยยับเสียเดี๋ยวนี้
ตู้เจวียนที่เฝ้ามองอยู่ไม่ไกลร้อนรนแทบทนไม่ไหว คุณหนูร่างกายไม่แข็งแรง ห้าสิบไม้จะคร่าชีวิตของนาง! ตนที่ยืนอยู่ข้างนอกยังเห็นเต็มสองตา มู่จื่อรั่วจงใจแกล้งล้มเองแท้ๆ คุณหนูของนางมิได้ขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียว ไฉนจึงปดว่าคุณหนูขัดขามู่จื่อรั่วหวังให้หกล้ม นี่มันข่มเหงกันเกินไปแล้ว แต่ชั่วขณะที่ตู้เจวียนจะรีบรุดเข้าไปช่วย จู่ๆ ข้างหลังก็มีแม่เฒ่าสองคนโผล่มาลากนางไป
“อื้อๆๆ…” ตู้เจวียนดิ้นไม่หยุด ทว่าไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ดวงตาที่เบิกโพลงของนางมองไปทางไป๋เซียงจู๋ บ่งบอกว่าเป็ห่วงยิ่ง
คุณหนู คุณหนู คุณหนูอย่าเป็อะไรไปเลยนะเ้าคะ
ไป๋เซียงจู๋ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน รอบข้างล้วนคือสายตาหยามเหยียด ด้วยรูปร่างที่ผอมบาง กอปรกับเครื่องแต่งกายเรียบง่ายไม่ฉูดฉาด บัดนี้ ตัวนางที่ยืนอยู่ตรงนั้นดูโดดเดี่ยว ดุจดังดอกไห่ถังเบ่งบานเพียงลำพังที่ปลายกิ่ง
เฟิ่งเจาเกอนิ่วหน้าเล็กน้อย เวลานี้เขาค่อยๆ วางจอกสุราในมือลงแล้ว ความคิดที่อยากดูเื่ตื่นเต้นในตอนแรกก็หมดไปเช่นกัน สถานการณ์แบบนี้ไม่เป็ผลดีต่อไป๋เซียงจู๋ ชัดเจนว่าเสียนกุ้ยเฟยจะใช้สถานะของตนข่มเหงนาง
ถึงกระนั้น… เฟิ่งเจาเกอก็สงสัยทีเดียว ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ นางจะยอมศิโรราบโดยดี หรือต่อต้านต่อไปอย่างไม่เกรงกลัว อย่างไรเสียแค่เสียนกุ้ยเฟยคนเดียวก็เอาชีวิตของนางได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามีชนชั้นสูงมากมายมารวมตัวกันที่นี่!
ริมฝีปากบางของเขาเผยอออกเบาๆ แต่แล้วก็เม้มเงียบเหมือนเดิม ในใจมีความเชื่อมั่นอย่างหนึ่ง เขาไม่เชื่อ ไม่เชื่อว่าผู้หญิงคนนี้จะยอมแพ้เร็วขนาดนั้น! ไป๋เซียงจู๋ อย่าทำให้ข้าผิดหวังนะ!
อยู่ดีๆ ไป๋เซียงจู๋ก็กลายเป็เป้าโจมตีของศรนับร้อยพัน ภาพนางยืนโดดเดี่ยวอ้างว้างทำให้มู่จื่อรั่วตาเป็ประกายด้วยความระเริง ส่วนพระสนมเสียนกุ้ยเฟยผู้ทรงเกียรติที่สุดของงานก็ฉายแววอำมหิต นางโปรดปรานสถานการณ์เช่นนี้นัก เมื่อครู่ยังเกรงว่าเฟิ่งเจาเกอจะเข้ามาก้าวก่าย ทว่าเขากลับไม่ทักท้วงใดๆ แบบนี้ก็เป็เื่ง่ายแล้ว ทั้งยังประจวบเหมาะได้โอกาสหักหน้าเขา ซึ่งฮองเฮาก็จะต้องเสียหน้าด้วยเช่นกัน
เสียนกุ้ยเฟยมองไป๋เซียงจู๋ด้วยสายตาที่ดุดัน พูดด้วยรอยยิ้มที่เย้ยหยัน “ทุกท่านโปรดรับรู้ ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าก็ขออบรมแทนผู้าุโจวนไป๋ รู้กันอยู่ว่านางมีมารดาให้กำเนิดแต่ไร้บิดาคอยสั่งสอน จะสอนอย่างไรก็คงรักดีไม่ได้แน่ มา ลากตัวนางออกไปโบยห้าสิบไม้!”
ขันทีสี่คนเดินเข้ามาเพื่อจะจับไป๋เซียงจู๋
“ช้าก่อน!”
“เ้ายังมีสิ่งใดอยากจะพูดอีกหรือ” เสียนกุ้ยเฟยถามด้วยอารมณ์หงุดหงิด
ไป๋เซียงจู๋คลี่ยิ้มละไมแล้วเริ่มร่ายช้าๆ “หม่อมฉันจะพูดว่า พระสนมทรงสูงส่งกว่า ทรงสรุปความอย่างไรว่าหม่อมฉันไร้บิดาอบรมสั่งสอน คุณหนูจื่อรั่วมีบิดาสั่งสอนแต่กลับใส่ความคนบริสุทธิ์ พวกท่านทุกคนโดนนางลวงหลอกจนไม่ลืมหูลืมตาแล้วยังสรรเสริญยินดี ช่างน่าขันเสียจริง”
“สามหาว! เ้ากล้าต่อว่าข้าเช่นนี้หรือ!” เสียนกุ้ยเฟยโกรธเกรี้ยวหน้าเขียวหน้าดำ
หญิงสาวสูงศักดิ์ใจเสาะบางคนหวาดกลัวจนหน้าถอดสี ในขณะที่ไป๋เซียงจู๋ยังคงยืนเป็ทองไม่รู้ร้อน กลับกัน ในดวงตาสีดำคู่นั้นกำลังส่องประกายเปลวไฟอันเจิดจ้า
“หม่อมฉันเพียงแต่ทำใจเห็นพระสนมโดนหลอกไม่ได้เพคะ ไยพระสนมจึงต้องโมโห” ไป๋เซียงจู๋พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เ้า…” เสียนกุ้ยเฟยใบหน้าบูดเบี้ยวเพราะความโมโห ไป๋เซียงจู๋คนนี้ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
มีผู้คนมากมายกำลังมองอยู่ นางจะกราดเกรี้ยวไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นจะกลายเป็ข้อครหาที่วกกลับมาทำร้ายตนได้ นอกจากนี้เฟิ่งเจาเกอยังเฝ้าดูอย่างลุ้นระทึก นางจึงทำได้เพียงฝืนกลืนเพลิงพิโรธลงท้อง
มู่จื่อรั่วนั่งไม่ติดแล้ว นางโต้กลับพร้อมน้ำตาคลอเบ้าทันที “คุณหนูไป๋ ต่อให้เ้าไม่พอใจข้าขนาดไหนก็ป้ายสีกันแบบนี้ไม่ได้นะ ข้าหลอกพระสนมเมื่อไร ข้ารู้ว่าเ้าอยากพ้นผิด แต่มันคุ้มแล้วหรือที่เ้าใส่ความข้า แม้ข้าไม่อยากถือสาหาความกับเ้า ทว่าหากเ้าบีบคั้นกัน เช่นนั้น…”
ไป๋เซียงจู๋ชายตาแลใบหน้าเสแสร้งของนาง ฉายความน่าสะพรึงกลัวผ่านหน้าต่างของจิตใจ “ลมปากยืนยันไม่ได้ ในเมื่อคุณหนูจื่อรั่วยืนกรานว่าข้ายื่นเท้าขัดขาเ้า ข้าก็จะนำหลักฐานออกมาให้ทุกคนดู ว่าเป็ข้าที่จงใจขัดขาเ้า หรือว่าเป็เ้าที่แกล้งหกล้มเพื่อให้ร้ายข้า!”
เสียนกุ้ยเฟยไม่้าฟังนางแก้ตัวใดๆ ทั้งนั้น ใจจริงอยากลงโทษนางบัดเดี๋ยวนี้ แต่มีผู้คนในเหตุการณ์มากมายมองอยู่ นางจึงทำไม่ได้ ใครต่อใครอาจติฉินนินทาได้ว่าเสียนกุ้ยเฟยผู้สูงส่งเช่นนางกลับหาเื่เด็กสาวคนหนึ่ง
“ข้าให้โอกาสเ้าอีกครั้ง หากเ้าอธิบายให้ตัวเองมิได้ บทลงโทษเมื่อครู่จะทวีคูณ! ห้ามใครขอร้องอ้อนวอนทั้งนั้น!”
ทวีคูณหรือ นางได้สิ้นลมที่นี่แน่
ทุกคนกระวนกระวายแทนไป๋เซียงจู๋ หากลงโทษโบยหนึ่งร้อยไม้จริง แม้แต่บุรุษยังทนไม่ไหว นับประสาอะไรกับผู้หญิงร่างผอมบางเช่นนาง?
เหยียนอี้หรานเบิกบานกับสถานการณ์ตรงหน้า รอดูไป๋เซียงจู๋มอดม้วยอย่างภาคภูมิใจ แม้เหยียนอี้เลี่ยไม่ค่อยเชื่อนักว่าไป๋เซียงจู๋จะรอดพ้นไปได้ ถึงกระนั้นก็มองนางให้คำปฏิญาณด้วยความสนใจยิ่ง หรือว่านางมีทางหนีทีไล่พลิกผืนฟ้ากลับแผ่นดินจริงๆ
ไป๋เซียงจู๋ ไม่ว่าเ้ากำลังเล่นตุกติกหรือเก่งกล้าสามารถจริง แต่การบังอาจท้าทายพระสนมเสียนเฟยต่อหน้าธารกำนัลแบบนั้นได้ ดูเหมือนเ้าคงเบื่อที่จะมีชีวิตยืนยาวใช่หรือไม่
ไป๋เซียงจู๋เห็นแววตาของทุกคนได้แจ่มแจ้ง มุมปากยกขึ้นปรากฏรอยยิ้มบางๆ มันคือกลยุทธ์ยอมเสี่ยงตายดาบหน้า วันนี้นางจะให้พวกเขาได้ชมเป็ขวัญตาว่านางกอบกู้สถานการณ์เลวร้ายอย่างไร และสำหรับบทลงโทษพวกนี้ คอยดูเถิดว่าสุดท้ายจะตกอยู่ที่ใครกันแน่
