“บุกโจมตีสำเร็จแล้ว! ฮ่าฮ่าฮ่า!”
“ลูกปัดเพลิงอัสนีช่างมีประโยชน์จริงๆ ถึงแม้จะรับมือกับยอดฝีมือระดับเปิดชีพจรมิได้ แต่กลับใช้จัดการกับพวกทหารตัวเล็กจ๋อยได้เป็อย่างดี ะเิครั้งเดียวตายเป็เบือ เมื่อครู่ช่างสะใจยิ่งนัก!”
“เร็วเข้า! ขณะที่การปิดล้อมของเผ่าสมุทรยังมีช่องโหว่อยู่ พวกเรารีบติดต่อขอกำลังเสริมจากขั้วอำนาจต่างๆ”
“ถูกต้อง รีบส่งข้อความไป แจ้งทุกฝ่ายให้ระวังหอการค้าต้าทงเล่นตุกติก!”
…...
หลังจากที่ทุกคนกลับมาถึงเกาะสามเซียนแล้ว ต่างก็ติดต่อกับฝ่ายต่างๆ หรือสหายของตนเองทันที
ถึงแม้ว่าทะเลล่วนซิงจะมิได้อยู่ในขอบเขตครอบคลุมของมิติมายาอีกต่อไป ไม่สามารถส่งข้อมูลผ่านศูนย์กลางได้ แต่ขั้วอำนาจแต่ละแห่งต่างก็มีวิธีการส่งข้อความเป็ของตัวเอง
ถึงแม้มิติมายาจะดีเพียงใด แต่วิธีการของบรรพบุรุษก็ยังน่าเชื่อถือมากกว่า
ส่วนสัตว์อสูรเผ่าสมุทรหลังจากตั้งสติได้แล้วก็รีบสร้างแท่นบูชาขึ้นมาใหม่พร้อมกับโจมตีอย่างรุนแรง พวกมันพุ่งชนแนวป้องกันของเกาะสามเซียนอย่างบ้าคลั่ง
…...
ห่างจากเขตทะเลร้อยลี้ มีเกาะเล็กๆ ที่สวยงามแห่งหนึ่ง
บนเกาะแห่งนี้รายล้อมไปด้วยเมฆหมอกและฝูงวิหคหลากสี บรรยากาศราวกับดินแดนแห่งเทพเซียน
ใจกลางเกาะมีบ่อน้ำร้อนแห่งหนึ่ง รอบๆ ปกคลุมไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ สีสันสดใส กลิ่นหอมอบอวล
ในตอนนี้มีหญิงสาวงดงามทรงเสน่ห์กำลังแช่น้ำอยู่ในบ่อน้ำร้อน ดวงตาปิดสนิท ใบหน้าเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย
รูปลักษณ์ภายนอกของนางไม่ต่างจากมนุษย์เท่าไรนัก แต่ใบหูแหลมคม บนศีรษะมีเขาอยู่หนึ่งคู่ เผยให้เห็นว่านางคือเผ่าสมุทร อีกทั้งยังเป็ถึงยอดฝีมือเผ่าสมุทรที่มีสายเืสูงส่ง
ทันใดนั้นหญิงสาวก็ลืมตาขึ้น ั์ตาเ็าดั่งน้ำแข็งมองไปยังทิศทางของเกาะสามเซียน
จากนั้นก็มีสตรีแต่งกายด้วยชุดสตรีในราชสำนักเหาะมาจากท้องฟ้า นางคุกเข่าลงคำนับข้างบ่อน้ำร้อน
“ข้าน้อยอาอี ขอคารวะองค์หญิงสาม”
“อืม สถานการณ์ฝั่งเกาะสามเซียนเป็อย่างไรบ้าง!”
เสียงขององค์หญิงสามเผ่าสมุทรเย็นะเื เห็นได้ชัดว่านางไม่พอใจอย่างมาก
อาอีก้มหน้าลงกล่าวด้วยความรู้สึกผิด “แท่นบูชาเทพสมุทรเสร็จสมบูรณ์แล้วเพคะ แต่พวกมนุษย์เ้าเล่ห์ยิ่งนัก พวกมันไม่เพียงแต่บุกโจมตีแท่นบูชาเท่านั้น ยังใช้ลูกปัดเพลิงอัสนีจำนวนมากะเิแท่นบูชาจนพัง...พวกข้าคุ้มครองได้ไม่ดี ขอองค์หญิงสามลงโทษ!”
“ลูกปัดเพลิงอัสนีหรือ!?”
สีหน้าองค์หญิงสามเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่นางมิได้โกรธกลับเอ่ยถามว่า “เ้าแน่ใจหรือไม่ว่าวัตถุศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าเราอยู่ที่เกาะสามเซียน?”
“ถูกต้องเพคะ วัตถุศักดิ์สิทธิ์ปรากฏตัวในงานประมูลของเผ่ามนุษย์จริง แต่ตอนนั้นไม่มีใครจำได้เท่านั้น”
น้ำเสียงของอาอีมั่นใจมาก จากนั้นจึงกล่าวอย่างลำบากใจว่า “แต่ตอนนี้แท่นบูชาเทพสมุทรถูกทำลาย จึงไม่สามารถอัญเชิญเทพสมุทรลงมาได้ชั่วคราว ไม่ทราบว่าองค์หญิงสามมีแผนการอย่างไรเพคะ”
“มิต้องใ และมิต้องรีบร้อน”
องค์หญิงสามกล่าวอย่างใจเย็น “ในเมื่อรู้แล้วว่าวัตถุศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ใด ก็ไม่ต้องกังวลสิ่งใดทั้งนั้น บอกให้ทุกคนเตรียมตัวต่อสู้ได้...ข้าจะไปที่นั่นด้วยตัวเอง”
กล่าวจบ องค์หญิงสามก็เคาะอิฐที่ขอบสันของบ่อน้ำร้อนเบาๆ พื้นดินสั่นไหวอย่างรุนแรง
เกาะทั้งเกาะยกตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระดองเต่าั์ปรากฏขึ้นเหนือน้ำ ที่แท้เกาะเล็กๆ แห่งนี้ตั้งอยู่บนหลังของเต่าั์!
ยิ่งไปกว่านั้น เต่าั์ตัวนี้มีขนาดใหญ่มหึมา ยาวถึงร้อยลี้ น่าตกตะลึงยิ่งนัก
…...
ครึ่งเดือนผ่านไป คลื่นั์สีเืยังคงไม่สลายตัว การโจมตีของเผ่าสมุทรทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน พวกมันบ้าคลั่งราวกับไม่สนใจสิ่งใด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากสร้างแท่นบูชาเทพสมุทรขึ้นมาใหม่ก็มีสัตว์อสูรเผ่าสมุทรหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย พลังเพิ่มพูนขึ้น ทำให้สถานการณ์ของเกาะสามเซียนตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบอีกครั้ง
เดิมทีพวกเหมยซิ้งหงคิดจะบุกโจมตีอีกครั้ง ทว่าพยายามหลายครั้งก็ไม่เป็ผลสำเร็จ สุดท้ายทำได้เพียงตั้งรับ
โชคดีที่เหลือเวลาอีกเพียงเดือนเดียว กองกำลังเสริมก็จะทยอยกันมาถึง ภาระของเกาะสามเซียนจะเบาลงไม่น้อย
…...
ภายในห้องลับของหอตำราหลางฮ้วน อากาศร้อนราวกับเตาหลอม
ในตอนนี้ รอบๆ ตัวของจั๋วอวิ๋นเซียนเต็มไปด้วยเปลวเพลิง เพลิงสีครามผสานกับแสงสีขาว ส่องประกายระยิบระยับ
เพื่อหลอมรวมเพลิงอสูร สร้างเป็เคล็ดวิชา เขาใช้โอสถและศิลาิญญาจนหมดสิ้น จนกระทั่งพลังิญญาในจิติญญาของเขามีพลังถึงสามร้อยหกสิบรอบ จึงหยุดลง
ถึงแม้ว่าจั๋วอวิ๋นเซียนจะหลอมรวมิญญาได้เพียงสองจิต แต่พลังิญญาในร่างกายของเขาเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเซียนที่หลอมรวมิญญาได้ห้าจิต หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ
ที่จริงแล้ว การเพิ่มขึ้นของพลังิญญาเป็เื่รอง ผลประโยชน์ที่แท้จริงของการหลอมรวมิญญาครั้งนี้ คือเพลิงอสูรที่ผ่านการชำระล้างของเพลิงหยางบริสุทธิ์ จนพัฒนาเป็เพลิงิญญาขั้นแปด...ไม่เพียงแต่รักษาคุณสมบัติที่แข็งแกร่งของเพลิงหยางบริสุทธิ์เอาไว้เท่านั้น แต่ยังรักษาพลังอันน่าสะพรึงกลัวของเพลิงอสูรไว้ได้อีกด้วย
เพลิงิญญาขั้นแปดแข็งแกร่งเพียงใด? ในโลกนี้แทบไม่มีสิ่งใดที่หลอมละลายมิได้!
ใน ‘ทำเนียบเพลิงิญญาฟ้าดิน’ เพลิงิญญาขั้นแปดที่อ่อนแอที่สุดยังติดอันดับที่ยี่สิบห้า แสดงให้เห็นว่ามันมีค่าเพียงใด โดยเฉพาะเพลิงิญญาที่นำมารวมเข้ากับเคล็ดวิชา ยิ่งทำให้คาดเดามิได้ เป็กระบวนท่าสังหารที่น่ากลัวอย่างยิ่ง!
…...
“ฟู่ว!”
เปลวเพลิงถูกเรียกกลับไป จั๋วอวิ๋นเซียนค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาเป็ประกายดุจเปลวเพลิง
แม้ว่าการหลอมรวมเพลิงิญญาครั้งนี้จะค่อนข้างอันตราย แต่สำหรับจั๋วอวิ๋นเซียนแล้ว มันยิ่งกว่าคุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้การชำระล้างของเพลิงอสูรและพลังอัสนี ร่างกายของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก...ั้แ่เส้นเืไปจนถึงกระดูก เส้นชีพจร อวัยวะภายใน และทุกๆ ส่วนของิั...แม้แต่ ‘วิชาลมปราณกระเรียนเซียน’ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกลับ ค่อยๆ เบี่ยงเบนไปทางวิชาฝึกฝนร่างกายของเผ่าอสูร
เกรงว่าแม้แต่ผู้ที่สร้าง ‘วิชาลมปราณกระเรียนเซียน’ ก็คงคาดไม่ถึงว่าวิชาที่ไม่สมบูรณ์เช่นนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นไร!
‘แก่นอสูร’ คือแกนกลางของเผ่าอสูร เป็แหล่งที่มาของพลังของเผ่าอสูร การหลอมรวมเพลิงหัวใจของจ้าวอสูรโบราณเท่ากับดูดซับแก่นแท้พลังของจ้าวอสูรตนนั้น ถึงแม้ว่าจั๋วอวิ๋นเซียนจะไม่มีสายเืของเผ่าอสูร ไม่สามารถดึงพลังของอสูรโบราณออกมาได้ แต่ข้อดีก็เห็นได้ชัด
ด้วยการชำระล้างของทั้งเพลิงอสูรและพลังอัสนี ร่างกายของจั๋วอวิ๋นเซียนค่อยๆ ทะลุขีดจำกัดของเผ่ามนุษย์ ในระยะเวลาอันสั้น อีกทั้งเขายังสามารถเผาผลาญพลังสายเืของตนเอง แสดงพลังและร่างกายที่เทียบเท่ากับจ้าวอสูร หรือก็คืออยู่ในระดับขั้นสูงสุดของระดับรวมพลังแล้ว เขาจึงสามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้สบายๆ
เผ่าอสูรก็มีการแบ่งระดับเช่นกัน ระดับล่างสุดคือทหารอสูรกับนักรบอสูร อสูรระดับกลางคือจ้าวอสูรกับแม่ทัพอสูร ระดับสูงคือาาอสูรและราชันอสูร ระดับสูงสุดคือจักรพรรดิอสูรกับอสูรผู้ยิ่งใหญ่
การแบ่งระดับเช่นนี้ เหมือนกับระดับของเซียนไม่มีผิด เพราะต้นกำเนิดของเซียนเกี่ยวข้องกับเผ่าอสูรอยู่บ้าง
กล่าวได้ว่า หากจั๋วอวิ๋นเซียนในตอนนี้ใช้พลังทั้งหมดออกมา ต่อให้เผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับกำเนิดปราณ ก็สามารถป้องกันตัวเองได้
แน่นอนว่าการป้องกันตัวเองหมายถึงการเอาชีวิตรอดเท่านั้น หากต่อสู้กันจริงๆ ยอดฝีมือระดับกำเนิดปราณย่อมมีวิธีการมากมาย จั๋วอวิ๋นเซียนก็เป็แค่เป้านิ่งๆ หลังจากเผาผลาญพลังสายเืหมดก็มีแต่รอความตายเท่านั้น
ถึงกระนั้น พลังของจั๋วอวิ๋นเซียนในทะเลล่วนซิงแห่งนี้ ก็พอที่จะมีที่ยืนแล้ว
…...
“ปัง!”
แสงเพลิงส่องประกาย มีเื่น่ายินดีเกิดขึ้น
จั๋วอวิ๋นเซียนใช้เคล็ดวิชาจิติญญา ทันใดนั้นก็มีดวงตาเพลิงสีครามปรากฏขึ้นที่หว่างคิ้วของเขา ข้างในดวงตามีอักขระอสูรกะพริบไหว ลืมตาขึ้นครึ่งหนึ่ง ซึ่งดูแปลกประหลาดยิ่งนัก
นี่คือเคล็ดวิชาใหม่ของจั๋วอวิ๋นเซียน ชื่อว่า ‘ดวงตาิญญาอสูร’!
ดวงตานี้สามารถมองทะลุมายาภาพทุกชนิดได้ เปลวไฟนี้สามารถแผดเผาทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้!
