หลังจากที่เชียนมู่เซวี่ย จางเสี่ยวเหา และคนอื่นๆ ฝึกท่ายืนม้าขั้นพื้นฐานสองครั้ง และย่วนผิงอันกับคนอื่นๆ ฝึกสามครั้งแล้ว การฝึกท่าม้าขั้นพื้นฐานก็ถือว่าจบลงชั่วคราว
เสียงใสที่ดังเป็กังวานของถังฮ่าวดังขึ้นในห้องโถงอีกครั้ง
“ผมแนะนำว่าผู้วิวัฒนาการด้านความเร็ว พลังธาตุ หรือพลังพิเศษให้เลือกใช้อาวุธจำพวกดาบ กระบี่ และมีดสั้น หากเป็ผู้ชายให้เลือกดาบเป็อันดับแรก เพราะดาบกล้าแกร่งเหนืออาวุธทั้งปวง ดาบยาวดุจเสือโคร่ง นี่คือคำกล่าวที่บ่งบอกถึงความองอาจ แข็งแกร่ง และทรงพลังของดาบ
ดาบใหญ่ ดาบจันทร์เสี้ยวัเขียว ดาบหัวแหวนล้วนเป็อาวุธที่มีความยาว มีคำกล่าวที่ว่าดูดาบให้ดูที่คมดาบ นั่นก็หมายถึงเทคนิคการใช้คมดาบนั่นเอง ผู้ที่มีพละกำลังแข็งแกร่งหรือผู้วิวัฒนาการด้านพละกำลังก็สามารถเลือกใช้ดาบใหญ่เป็อาวุธได้
ดาบเดี่ยว ดาบคู่ และมีดสั้นล้วนเป็อาวุธสั้น ในการฝึกดาบมีคำกล่าวที่ว่าดาบเดี่ยวให้ดูที่มือ ดาบคู่ให้ดูที่จังหวะการก้าวเดิน คำกล่าวนี้ก็หมายความว่าหากเป็ดาบเดี่ยวก็จะเน้นหนักไปที่การฟัน สับ แทง ตวัด ปาด ปัด และรับ ส่วนมีดสั้นเดี่ยวจะมีแนวทางโจมตีที่แคบทว่ารวดเร็วและคล่องแคล่วกว่า
ส่วนดาบคู่และมีดสั้นคู่จะต้องใช้แรงจากมือทั้งสองข้างเท่าๆ กัน ท่วงท่าการโจมตีต้องชัดเจน และต้องมีจังหวะก้าวเดินที่คล่องแคล่ว การประสานกันระหว่างร่างกาย่บนและล่างต้องอย่างลื่นไหล สง่างาม ผู้ช่ำชองที่แท้จริงจะสามารถใช้ท่าดอกไม้ซ่อนใบและผีเสื้อโบยบินได้ และมี่มี่ก็ทำได้ดีมาก...”
ถังฮ่าวพูดพลางสาธิตท่าพื้นฐานของดาบเดี่ยวด้วยดาบเหล็กกล้าชั้นดีในมือ
ท่าฟัน สับ แทง ตวัด ปาด และรับ!
เริ่มจากการแยกท่าทางอย่างช้าๆ จากนั้นก็เป็การฟัน แทง และตวัดอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็กลับมาแยกท่าทางอย่างช้าๆ อีกครั้ง พอเห็นดังนั้นสมาชิกที่้าใช้ดาบก็รู้สึกเืลมพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
ฟุ่บ!
ชั่วขณะนั้นสมาชิกกว่าสี่ในห้าส่วนก็เลือกใช้ดาบใหญ่ ดาบเดี่ยว และมีดสั้น!
ซึ่งรวมถึงจางเสี่ยวเหา โอวหยางมี่มี่ เย่ชิงเฉิง และเจียงอี้อิงที่เป็ผู้วิวัฒนาการระดับ 6 ทั้งสี่คน
สำหรับจางเสี่ยวเหา โอวหยางมี่มี่ และเย่ชิงเฉิงทั้งสามคนแล้ว ถังฮ่าวก็ไม่ได้บังคับ แต่กลับให้คนทั้งหมดฝึกฝนได้อย่างอิสระ!
โอวหยางมี่มี่และเย่ชิงเฉิงทั้งสองต่างก็มีรูปแบบการต่อสู้ที่เป็ของตัวเองอยู่แล้ว เพียงแค่ผสานรวมทักษะพื้นฐานเข้าไป ก็สามารถเพิ่มพลังทำลายล้างให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้ ส่วนจางเสี่ยวเหามีรูปแบบการต่อสู้ที่เป็เอกลักษณ์เฉพาะตัว หากฝึกฝนตามแบบแผน ก็จะเป็การจำกัดการใช้พลังของเขา ดังนั้นถังฮ่าวจึงปล่อยให้ทั้งสามคนฝึกฝนอย่างอิสระ!
ส่วนคนอื่นๆ รวมถึงเจียงอี้อิง ก่อนหน้านี้ไม่เคยต่อสู้ระยะประชิดมาก่อน จึงแทบจะไม่มีพื้นฐานเลย ดังนั้นจึงจำเป็ต้องฝึกฝนพื้นฐานให้แข็งแกร่งก่อน
ในเวลาเดียวกันนั้น ภายในห้องโถงกว้างขวางที่ชั้นหนึ่ง ก็มีสมาชิกหลายสิบคนกำลังแกว่งดาบยาว ดาบสั้น และมีดสั้นหลากหลายรูปแบบ ต่างก็กำลังะฝึกฝนกันอย่างขะมักเขม้น!
จ้าวฮุ่ยจื่อ เชียนมู่เซวี่ย จางอวิ๋นจือ ชิวอวิ๋นเอียน และจ้าวเสี่ยวเยว่ทั้งห้าคนเลือกใช้กระบี่
“กระบี่จัดเป็อาวุธสั้น และเป็าาแห่งอาวุธทั้งปวง ในสมัยโบราณ กษัตริย์และขุนนางล้วนมีกระแสพลังแห่งคุณธรรมแฝงอยู่ และยังมีคำกล่าวที่ว่าจักรพรรดิครองใต้หล้า กษัตริย์มักจะพกกระบี่ ดังนั้นกระบี่จึงถูกยกย่องให้เป็ าาแห่งอาวุธทั้งปวง ป้าจ้าว พี่เซวี่ย การที่พวกคุณเลือกกระบี่เป็การกระทำที่บ่งบอกถึงว่ามีความรู้ความเข้าใจและมีวัฒนธรรมมาก” ถังฮ่าวกล่าวชมเชยคนทั้งห้าทันที
“พี่ฮ่าวจื่อ เพราะอะไรกัน? ถ้าพวกป้าจ้าวเป็ผู้มีวัฒนธรรมและความรู้ความเข้าใจแล้วละก็ เช่นนั้นแล้วพวกเราเป็หญิงบ้านนอกหรือไง?” โอวหยางมี่มี่ที่อยู่ข้างๆ เอ่ยถามขึ้น
ถังฮ่าวเหงื่อตก
“ไม่มีทาง พวกป้าจ้าวมีกระแสพลังแห่งกษัตริย์และยอดสตรี ส่วนพวกเธอก็เปรียบเสมือนวีรสตรีที่ไม่ยอมแพ้บุรุษและมีรังสีแห่งความสง่างาม จนเปรียบเสมือนวีรสตรีที่ไม่อาจหาใครเทียบได้ในยุคมหาภัยพิบัติวันสิ้นโลก! พวกเธอยอดเยี่ยมมาก!” พูดจบถังฮ่าวก็ชูนิ้วโป้งให้ทั้งสองฝ่าย
เชียนมู่เซวี่ยหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะมองถังฮ่าวด้วยสายตาตำหนิ แล้วกล่าวเอ่ยต่อ
“พอได้แล้ว รีบสอนต่อเถอะ!”
“กระบี่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในประเทศจีน และมีประวัติศาสตร์ยาวนานมานับพันปี เย่หนี่[1]ที่เป็ผู้มีชื่อเสียงเคยกล่าวถึงกระบี่ว่ากระบี่มีวิถีที่เรียบง่ายแต่เข้าใจยาก มันมีความหมายที่ลึกซึ้งและซับซ้อน ทุกหลักมีจุดเริ่มต้นมีทั้งหยินและหยาง ทุกครั้งที่มีการขึ้นลง หยินจะเสื่อมถอยและหยางจะเฟื่องฟู วิถีแห่งการต่อสู้ด้วยมือจะต้องมีจิติญญาที่แข็งแกร่งและสงบนิ่ง เมื่อมองแวบแรกจะเหมือนหญิงสาวผู้แสนดี แต่เมื่อแย่งชิงกลับเหมือนเสือที่ดุร้ายกำลังวางแผนและรอคอยจังหวะอยู่ ระหว่างต่อสู้ต้องส่งจิติญญาออกไปพร้อมกัน ทุกการเคลื่อนไหวให้ดุจดวงอาทิตย์และกระต่ายที่กำลังทะยานและไล่ตามเงาไป ทุกการเคลื่อนไหวให้ดุจแสงสว่างที่ชัดเจน ทุกการหายใจเข้าออกต้องไม่เกินขีดจำกัด การเคลื่อนไหวไปมาจะต้องเงียบเชียบและไร้ซึ่งไม่มีเสียงใดๆ ผู้ที่มีวิถีเช่นนี้ก็จักต่อกรกับร้อยคนได้เพียงคนเดียว ต่อให้มีร้อยคนก็สามารถต่อกรกับคนนับหมื่นได้ หากกษัตริย์้าก็จะสนองผลทันที’
ถ้อยคำเหล่านี้มีความลึกซึ้ง และสอดคล้องกับแก่นแท้ของวิชากระบี่ที่เรียกว่าการรุ่งและเสื่อมของหยินและหยาง มันก็หมายถึงวิธีการเคลื่อนไหวไปมาในระหว่างการต่อสู้ด้วยกระบี่ ส่วนจิติญญาที่แข็งแกร่งและสงบนิ่งก็ หมายถึงจิตใจที่มุ่งมั่น และไม่หวั่นไหวในระหว่างการต่อสู้ด้วยกระบี่” ถังฮ่าวอธิบายอย่างช้าๆ
จ้าวฮุ่ยจื่อและเชียนมู่เซวี่ยทั้งห้าคนนึกถึงท่วงท่ากระบี่อันงดงามของกงซุนต้าเหนียงจนรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ
หลังจากที่สีหน้าของจ้าวฮุ่ยจื่อทั้งห้าคนค่อยๆ สงบลง ถังฮ่าวก็เอ่ยต่อ
“ท่วงท่ากระบี่ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยการฟัน สับ ตัด ตวัด ปัด ป้องกัน รับ แทง หมุน กด แขวน และกวาด ลักษณะเฉพาะของกระบี่คือการผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งและความอ่อนโยน การเคลื่อนไหวจะต้องพลิ้วไหว เบา และสง่างาม ดั่งคำกล่าวที่ว่ากระบี่ดุจหงส์เหินนั่นเอง และมันก็บ่งบอกถึงสัญลักษณ์ของความเชี่ยวชาญในวิชากระบี่!”
พูดจบถังฮ่าวก็หยิบกระบี่ออกมาก่อนจะสาธิตท่าพื้นฐานของกระบี่ทีละท่า ไม่ว่าจะเป็การฟัน สับ ตัด ตวัด แทง และกวาดให้ดู
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็เหลือเพียงยวี่ซื่อห่าว ย่วนผิงอัน ซานจื่อ และชายหนุ่มที่เป็ผู้วิวัฒนาการด้านพละกำลังอีกหนึ่งคนที่เลือกใช้หอกเหล็กซึ่งเป็อาวุธยาวจำพวกหอก
หอกคืออาวุธที่เรียนรู้ง่ายแต่ยากจะฝึกฝนให้เชี่ยวชาญได้!
แม้แต่ถังฮ่าวเองก็มีความรู้เกี่ยวกับวิชาหอกเพียงเล็กน้อยและไม่ได้เชี่ยวชาญเท่าไร!
แต่ถ้าเข้าใจหลักการหนึ่ง ก็จะเข้าใจหลักการทั้งหมด!
ด้วยพลังของผู้วิวัฒนาการระดับ 6 แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนหน้านี้เขาเคยใช้กระบองหนามที่เป็อาวุธยาวมาก่อนด้วยแล้ว จึงชี้แนะหลักการใช้หอกให้กับย่วนผิงอันและคนอื่นๆ ได้ไม่ยาก!
นี่เป็ครั้งแรกที่ทุกคนได้รับการสอนอย่างเป็ทางการ พวกเขาจึงมีกำลังใจอย่างมาก ต่างก็ฝึกฝนกันจนถึงตีหนึ่งครึ่ง จนกระทั่งถังฮ่าวและจ้าวฮุ่ยจื่อสั่งให้พวกเขาไปพักผ่อนถึงหยุดลง!
เช้าวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 2028 หรือที่เรียกกันว่าปีแรกแห่งยุคมหาภัยพิบัติวันสิ้นโลก เวลานี้ดวงอาทิตย์ได้โผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นอีกครั้ง! แสงแดดสีทองได้ส่องกระทบลงบนตึกไข่มุก
ถังฮ่าว เย่ชิงเฉิง โอวหยางมี่มี่ได้พาย่วนผิงอันและชาวประมงอีกหกคนออกเดินทาง ครั้งนี้ถังฮ่าวและคนอื่นๆ แค่จะออกไปหาเรือ จึงไม่จำเป็ต้องใช้คนมากมาย
ไม่รู้ว่าทำไมเรือที่ท่าเรือซ่างกั่งถึงหายไปหมด!
เวลานี้ถังฮ่าวและคนอื่นๆ อีกเก้าคนเดินเลียบแม่น้ำเพื่อออกค้นหาเรือ หากหาไม่เจอก็คงต้องไปที่หมู่บ้านของย่วนผิงอันและคนอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไปแล้ว เพราะที่นั่นต้องมีเรืออย่างแน่นอน!
ถังฮ่าวและคนอื่นๆ เดินทางไปได้ไม่ไกล โอวหยางมี่มี่ที่เดินนำหน้าก็หยุดฝีเท้า จากนั้นก็หันหน้าไปทางซ้ายแล้วมองไปยังที่ไกลๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“พี่ฮ่าวจื่อ นั่นคือถนนที่พี่สังหารฝูงซอมบี้เมื่อวานใช่ไหม?”
ถังฮ่าวและคนอื่นๆ ก้าวไปข้างหน้า หลังจากมองไปยังถนนยาวทางซ้ายมือแล้วสีหน้าของทุกคนก็กลายเป็เคร่งขรึมขึ้นมา!
เมื่อวานถนนสายยาวนี้ยังเต็มไปด้วยซากศพแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงกระดูกไม่กี่ชิ้น และมีหนูั์กลายพันธุ์ขนาดเท่าสุนัขหลายสิบตัวกำลังกัดแทะกระดูกกันอย่างตะกละตะกลาม!
เพียงแค่ชั่วข้ามคืน ซากศพของซอมบี้กว่าเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ก็ถูกกัดกินจนหมดเกลี้ยง ความสามารถในการกินที่น่ากลัวเช่นนี้แค่คิดก็ขนลุกแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งย่วนผิงอันและคนอื่นๆ อีกหกคน ตอนนี้ต่างก็แข้งขาอ่อนแรงไปหมด
โอวหยางมี่มี่เหลือบมองย่วนผิงอันและคนอื่นๆ ก่อนที่ใบหน้าสวยของเธอจะยิ้มด้วยความตื่นเต้นออกมา
“จะให้ฆ่าหนูกลายพันธุ์พวกนี้เลยไหม?”
ถังฮ่าวพอเห็นความตึงเครียดของพวกย่วนผิงอันแล้วจึงเอ่ยขึ้นด้วยยิ้ม
“เนื้อหนูไม่อร่อย ช่างเถอะ พวกเราไปหาเรือกันดีกว่า การช่วยลุงเย่และคนอื่นๆ สำคัญกว่า!”
บทสนทนาระหว่างคนทั้งสอง ทำให้ความตึงเครียดของย่วนผิงอันและคนอื่นๆ หายวับไปทันที!
ใช่แล้วท่านหัวหน้า คุณชิงเฉิงและคุณมี่มี่ล้วนไม่ธรรมดา หนูกลายพันธุ์ไม่กี่สิบตัวนี้ไม่ระคายมือคุณมี่มี่ด้วยซ้ำ ตราบใดที่พวกเขาติดตามท่านหัวหน้า ก็ไม่จำเป็ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น!
ย่วนผิงอันและคนอื่นๆ อีกหกคนรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที ก่อนที่คนทั้งเก้าจะรีบมุ่งหน้าไปยังท่าเรือริมทะเล
--------------------
[1] เย่หนี่ คือชื่อในประวัติศาสตร์จีน หมายถึงหญิงสาวจากแคว้นเยว่เป็ผู้เชี่ยวชาญกระบี่ในสมัยชุนชิว
