"เ้า!" หวู่ฉางอันคำรามด้วยความโกรธ มือขวาที่เหี่ยวย่นพลันปรากฏง้าวสีดำชี้หน้าชายวัยกลางคนด้วยการแสดงออกที่บ้าคลั่ง "หากเ้าพูดอีกครั้งข้าจะตัดหัวเ้า!"
แต่ชายวัยกลางคนเหนียนจีกลับแผดเสียงหัวเราะดังก้อง "ฮ่าๆๆๆ! พวกเรามีกองกำลังน้อยนิดและอ่อนแออยู่แล้ว ท่านไม่กล้าจะสังหารข้าอย่างแน่นอน! ต่อให้เป็องค์จักรพรรดิก็ไม่กล้า!"
เนื่องจากว่าเผ่ามารของพวกมันมีความอ่อนแอมากพออยู่แล้วหากจะเทียบกันกับกลุ่มของโม่เฉิง และหวู่ฉางอันเองก็เพียงแค่ข่มขู่เท่านั้นและไม่ได้มีความคิดจะสังหารเหนียนจีแม้แต่น้อย
ต้องเข้าใจว่าเผ่ามารที่อยู่ฝั่งเดียวกับมารเก้าเนตรนั้นมีประชากรไม่ถึง 60 คน และแต่ละคนก็มีความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าเยาวชนจากตระกูลโบราณทั้งสิ้น ดังนั้นต่อให้ความแข็งแกร่งระดับนี้จะอ่อนแอเพียงใด แต่ในสถานการณ์ที่มีกลุ่มคนเพียงแค่ 60 คน ในฐานะเป็กองกำลังของสกุลเทียนแล้ว พวกเขาต้องรักษากองกำลังนี้ไว้และต้องพยายามเกลี่ยกล่อมให้กลับมาเป็ปึกแผ่นเดียวกันอีกครั้ง
แต่ทว่าเมื่อได้ยินการกล่าวในลักษณะลบหลู่จักรพรรดิมาร ใบหน้าที่งดงามของหลิ่งเมิ่งฉายไปด้วยความโกรธ รัศมีปราณสีดำขยายออกไปปกคลุมกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยในลักษณะข่มขู่ "เหนียนจี! เ้ากล้าลบหลู่องค์จักรพรรดิงั้นรึ!?"
แต่เหนียนจีผายมืออย่างไม่แยแส สีหน้าของมันไม่มีแม้แต่ร่องรอยความตื่นตระหนก "ลบหลู่? ข้าลบหลู่แล้วอย่างไร!? องค์จักรพรรดิในยามนี้เป็ได้เพียงผู้ที่อ่อนแอเท่านั้น ท่านรู้ดีว่าพวกเราทั้งหมดมีความแข็งแกร่งในระดับปราณไร้ขอบเขตทั้งสิ้น! หากจะให้ข้าเชื่อฟังจักรพรรดิไร้ประโยชน์เช่นนั้นข้ายอมตายเสียดีกว่า!"
"ถูกต้อง!"
"พวกเราเห็นด้วย!"
"พวกเราจะอยู่ที่นี่ต่อไป!"
กลุ่มของเหนียนจีนับสิบคนะโเรียกร้องและไม่ยอมที่จะเชื่อฟัง
มุมปากของเหนียนจีขดเป็รอยยิ้มเ็าราวกับว่าแผนการประสบผลสำเร็จไปอีกขั้น
มิใช่ว่ามันไม่้าออกไปจากที่แห่งนี้ แต่เป็เพราะที่แห่งนี้มีทรัพยากรมากมายที่พอจะให้พวกมันมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวโดยที่ไม่จำเป็ต้องฝึกฝนตลอดเวลา
เนื่องจากว่าที่แห่งนี้ถูกสร้างโดยมารเก้าเนตรที่ทำให้สภาพแวดล้อมเหมาะสมสำหรับหลบซ่อนและกบดานไปอีกหมื่นๆปีโดยที่ยังคงสภาวะเดิมไว้ นั่นคือความคิดของมารเก้าเนตรที่วางไว้เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ใต้พิภพของมันไว้แม้นว่าจะไม่จำเป็ต้องปรากฏตัวสู่สายตาบุคคลภายนอก
และเมื่อเหนียนจีได้ยินการกลับมาของจักรพรรดิมารมันก็หวั่นๆใจอยู่บ้าง ว่าแผนการยึดครองทรัพยากรอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จ
แต่มันกลับได้ยินได้ฟังมาจากน้องชายของมันว่าจักรพรรดิมารในปัจจุบันเป็เพียงร่างใหม่ที่มีระดับการบำเพ็ญปราณลึกลับเท่านั้น ดัวนั้นต่อให้มันต่อต้านจักรพรรดิมารอย่างไร มันเชื่ออย่างสนิทใจว่าจักรพรรดิมารไม่มีปัญญาที่จะสังหารมันอย่างแน่นอน
และนี่คือโอกาสที่มันจะฮุบทรัพยากรทั้งหมดในดินแดนแห่งนี้ไว้ผู้เดียว และปล่อยให้จักรพรรดิมาร หลิงเมิ่งและกลุ่มของผู้ที่ยำเกรงต่อจักรพรรดิมารเผชิญหน้ากับภยันตรายจากกลุ่มของโม่เฉิงเพียงกลุ่มเดียว
เพราะมันตระหนักดีว่ากองกำลังทั้งสองฝ่ายนั้นห่างชั้นจนเกินไป ต่อให้พวกมันจะต่อกรกับสกุลโม่เช่นไรก็ไม่มีวันเอาชนะได้!
ดังนั้นความคิดชั่วช้าของมันก็ค่อยๆปรากฏขึ้นมาหลังจากที่ไป๋เฉินปรากฏตัวขึ้นมาในเวลาเมื่อครู่
. . .
สีหน้าของหวู่ฉางอันก็ยิ่งปรากฏร่องรอยหนักอกหนักใจ เพราะมันรู้ดีว่าหากไม่มีกลุ่มของเหนียนจีก็ไม่มีวันที่จะเอาชนะกลุ่มของสกุลโม่ได้ ตัวของมันไม่มีความเด็ดขาดและอำมหิตเพียงพอที่จะสังหารเหนียนจีและพรรคพวกเพราะ้าคงความแข็งแกร่งของเผ่ามารสกุลเทียนไว้มิให้ด้อยไปกว่าสกุลโม่
แต่มีผู้หนึ่งที่ไม่เห็นด้วยอย่างเต็มประดา นั่นคิอหลิงเมิ่งที่มีสีหน้าอาฆาตด้วยเจตนาฆ่าที่ค่อยๆแผ่ซ่านออกมา "เหนียนจี...เ้าคิดดีแล้วงั้นรึที่ตัดสินใจเช่นนั้น?"
เมื่อเห็นการแสดงออกที่เปลี่ยนไปของหลิงเมิ่ง สีหน้าของเหนียนจีเริ่มปรากฏร่องรอยเคร่งขรึม "ฝ่าา เป็ไปได้ไหมว่าท่าน้าจะสังหารข้าจริงๆ?"
"หว่อง!"
โดยไม่จำเป็ต้องตอบกลับเกาทัณฑ์สีดำขลับพลันปรากฏบนข้อมือซ้ายที่เพรียวบางของหลิงเมิ่ง ในขณะที่มือขวากำลังใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้และนิ้วกลางเข้าหากันพร้อมกับรากปราณที่หมุนเวียนปราณสีดำขมุกขมัว
หวู่ฉางอันที่เห็นท่าไม่ดีก็รีบเข้ามาไกล่เกลี่ยสถานการณ์ "ฝ่าา ได้โปรดสงบสติอารมณ์ก่อน..."
ดวงตาที่เ็าของหลิ่งเมิ่งหันไปจ้องเขม็ง ก็พบเห็นแสงที่ส่องประกายแห่งความเย็นะเื "ผู้เฒ่าหวู่ มันผู้นี้กล้าลบหลู่ฝ่าา เ้าจะให้มันรอดชีวิตต่อไปงั้นรึ!?"
สีหน้าของหวู่ฉางอันปรากฏร่องรอยความลังเลใจ
[ข้าควรจะทำเช่นไรดี?]
[แม้นว่าก่อนหน้านี้เหนียนจีจะมีท่าทีต่อต้านอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่เด็ดขาดเฉกเช่นตอนนี้]
[ดูเหมือนว่าฝ่าาเป็ตัวแปรที่สำคัญที่สุดสำหรับการตัดสินใจของมัน]
เมื่อเห็นว่าหวู่ฉางอันเงียบงันและไม่ตอบสนอง การแสดงออกของหลิงเมิ่งก็ยิ่งมืดมน นางใช้มือขวาดึงเกาทัณฑ์พร้อมทั้งปราณแห่งความมืดที่ค่อยๆก่อตัวเป็คันศรสีดำทมึนเล็งไปยังกลางศีรษะของเหนียนจี!
แต่สีหน้าของเหนียนจีไม่มีทีท่าตื่นตระหนก เพราะมันตระหนักดีว่าหลิงเมิ่งมีบุคลิกที่ใจอ่อนและไม่กล้าที่จะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ดังนั้นมันจึงไม่ลังเลที่จะยั่วยุด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน "ฝ่าา หากท่านคิดจะบังคับข้าให้เป็ข้ารับใช้ของจักรพรรดิมารที่ไร้ประโยชน์เช่นนั้น ข้ายอมตายเสียดีกว่า!"
แน่นอนว่าอากัปกิริยาของหลิงเมิ่งเองก็ปรากฏร่องรอยไม่เต็มใจ เพราะสิ่งที่นาง้าทำคือการข่มขู่เท่านั้น
แต่ไม่ทันที่เสียงโห่ร้องของพวกมันจะผ่อนลง ทันใดนั้นกลับมีเสียงเบาๆเอ่ยคล้อยมาตามสายลมจากระยะไกล
"โอ้? ยอมตายเสียดีกว่าเป็สมุนของข้างั้นรึ?… น่าสนใจ"
สุ้มเสียงที่ลอยมานั้นให้ความรู้สึกที่น่าสยดสยองและทำให้ผู้ที่ได้ยินรับรู้ได้ถึงลางร้ายที่ใกล้เข้ามา!
เหนียนจีที่ััได้ถึงภยันตรายที่อาจจะถึงฆาต มันรีบหันขวับไปยังทิศทางของเสียง "นั่นใคร!?
เมื่อหันกลับไปยังทิศนั้นก็พลันปรากฏให้เห็นเงาเลือนรางที่เดินผ่านขั้นบันไดขึ้นมาอย่างเชื่องช้า
"ตึก~"
"ตึก~"
"ตึก~"
"ตึก~"
ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าเอื่อยเฉื่อยไม่รีบร้อนค่อยๆก้าวเข้ามา ปรากฏให้เห็นชายหนุ่มในชุดสีดำที่มีดวงตาสีแดงฉานที่ฉายแสงเจตนาฆ่าไร้ขอบเขต รอบกายของชายหนุ่มปรากฏหมอกควันสีดำตลบอบอวลที่น่าสยดสยอง
เมื่อตระหนักได้ถึงรัศมีที่คุ้นเคย เหนียนจีก็รับรู้ได้ในทันที นั่นเป็เพราะมีเพียงคนๆเดียวเท่านั้นที่มีกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้…
จักรพรรดิมาร!
"ฝ่าา!"
"ฝ่าา!"
เมื่อเห็นร่างที่แผ่ซ่านรัศมีเ็ามาแต่ไกล หลิงเมิ่งรวมถึงกลุ่มของหวู่ฉางอันรีบคุกเข่าลงอย่างรวดเร็วไปยังทิศทางของชายหนุ่ม มีก็เพียงแต่กลุ่มของเหนียนจีเท่านั้นที่ยังยืนนิ่งเฉยไร้การตอบสนอง
แต่แม้นจะเห็นดังนั้นเหนียนจีกลับปั้นสีหน้าเป็รอยยิ้มและประสานมือทักทายส่งๆโดยไม่มีแม้แต่ความเคารพ "ฝ่าา ไม่คาดคิดจริงๆว่าจะได้พบเจอท่านอีกครั้ง"
"โอ้? เหนียนจี ั้แ่เมื่อใดกันที่เ้ากล้าจะยืนค้ำหัวข้าเช่นนี้?" ไป๋เฉินชำเลืองมองด้วยหางตาด้วยเสียงพึมพำเบาๆ "ยังไม่คุกเข่าลงอีกงั้นรึ?"
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของเหนียนจีก็ประหลาดใจ แต่มันกลับเดินเข้าไปใกล้ๆไป๋เฉินด้วยเสียงหัวเราะในลำคอ "ฮี่ๆๆๆ ฝ่าาทรงคิดมากเกินไป ยามนี้ข้าไม่จำเป็ต้องคุกเข่าแก่ท่านอีกต่อไป... แต่กลับกันท่านควรจะคุกเข่าขอร้องข้าเสียดีกว่า เผื่อว่าข้าจะเปลี่ยนความคิดออกไปจากที่แห่งนี้พร้อมกันกับท่านและให้ความร่วมมือในการเผชิญหน้ากับสกุลโม่"
"ฮ่าๆๆๆ!"
"ฝ่าาหากเป็ไปได้ก็ควรจะกราบแทบเท้าพี่ใหญ่จีเสียดีกว่า"
"หากท่านทำเช่นนั้นพวกข้าเองก็อาจจะเข้าร่วมด้วยก็เป็ได้ ฮี่ๆๆๆ"
เสียงหัวเราะเย้ยหยันของกลุ่มเหนียนจีกังวาน พวกมันเดินเข้ามาล้อมรอบไป๋เฉินโดยไม่มีแม้แต่ความเคารพยำเกรง
สีหน้าของหลิงเมิ่งพลันถอดสี ทว่าหวู่ฉางอันกลับมีสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด
[มันจบแล้ว ทุกอย่างจบลงแล้ว...]
การแสดงออกทางสีหน้าของไป๋เฉินยังคงเรียบเฉย แต่มุมปากที่ราบเรียบค่อยๆฉีกยิ้ม!
ก่อนที่เขาจะเปล่งวาจาออกมาเบาๆ "ย่อมได้"
ทันใดนั้นแสงสีเืส่องประกายผ่านรูม่านตา มาพร้อมกับคลื่นโลหิตที่ตลบอบอวลในชั้นบรรยากาศซึ่งมีร่างของเขาเป็จุดศูนย์กลาง!
จู่ๆเหนียนจีตระหนักได้ถึงความรู้สึกพะอืดพะอมราวกับมีบางสิ่งในร่างกายกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
วินาทีต่อมาบังเกิดเสียงะเิดุจกัมปนาทราวกับมีบางสิ่งมาฉุดกระชากจากภายใน!
"ตู้ม!"
ตำแหน่งที่เหนียนจียืนอยู่กลับบังเกิดการะเิอย่างหนักหน่วงราวกับูเาไฟปะทุ
เนื่องจากแรงะเิร่างของเหนียนจีกระจุยกระจายพร้อมกับเศษเนื้อปะปนโลหิตกระซ่านกระเซ็นไปทุกทิศทางบังเกิดฉากที่น่าสยดสยอง!
จากเหนียนจีที่กำลังฉีกยิ้มแสยะ ก็กลับกลายเป็หมอกโลหิตในชั่วพริบตา!
