กินข้าวเสร็จหยวนเหล่าเอ้อร์กับจ้าวซื่อก็กลับบ้าน ระหว่างทางหยวนเหล่าเอ้อร์พูดกับภรรยาว่า “เ้าว่าคนสกุลกู้สมองมีปัญหาหรือไม่ ไฉนถึงเป็คนดีเพียงนี้ ชายชราผู้นั้นใกล้จะตายอยู่แล้ว เหตุใดพวกเขาถึงยังให้ท่านหมอเขียนเทียบยาให้อีก ไม่เสียดายเงินเลยหรือไร อีกอย่างต่อให้มีปาฏิหาริย์ทำให้คนผู้นั้นรอดมาได้ หากรักษาจนหายดีแล้วแต่กลับพาพรรคพวกมาหลอกลวงต้มตุ๋นเล่า ชื่อเสียงของกู้ซิ่วไฉอาจจะเสียหายเพราะเื่นี้ก็เป็ได้ โบราณกล่าวไว้ได้ถูกต้องจริงๆ คนดีมักอายุไม่ยืน แต่คนเลวกลับอายุยืนเป็พันปี”
จ้าวซื่อเห็นด้วยกับสามี “ข้าเองก็ไม่เห็นด้วยที่พวกเขาทำเช่นนี้ ข้าอุตส่าห์บอกให้พวกเขาพาตัวชายชราผู้นั้นกลับไปไว้ที่เดิมแล้ว แต่ก็ไม่มีใครยอมฟัง บอกว่าเจินเจินอุตส่าห์ช่วยชายชราผู้นี้มาอย่างยากลำบาก…”
“เจินเจินเป็คนช่วยชายชราผู้นั้นหรือ” หยวนเหล่าเอ้อร์กล่าวถาม
“ใช่ เ้าลูกคนนี้นี่ทำสิ่งใดไม่เคยนึกถึงผลที่จะตามมาเลย…”
“ไอ้หยา สมกับเป็บุตรสาวของข้า” หยวนเหล่าเอ้อร์พูดตัดบท กล่าวชมเชยพลางยิ้ม “ไม่ต้องให้บอกก็รู้ว่าเป็บุตรสาวของข้า ช่างเก่งกาจเสียนี่กระไร ขนาดขึ้นเขายังได้ช่วยชีวิตคนเอาไว้ ในเมื่อบุตรสาวของข้าเป็คนยื่นมือช่วยชายชรา เช่นนั้นการที่สกุลกู้ทำเช่นนี้นับว่าถูกต้องแล้ว”
จ้าวซื่อ “…”
“แต่เมื่อครู่ท่านไม่ได้พูดเช่นนี้ ยังบอกอยู่เลยว่ากลัวชายชราผู้นั้นจะมาหลอกลวงต้มตุ๋นสกุลกู้ในภายหลัง”
หยวนเหล่าเอ้อร์เชิดหน้าวางกล้ามใหญ่โต “ใครมันกล้า ข้าผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถหลอกลวงต้มตุ๋นผู้อื่นได้ ผู้อื่นอย่าหวังว่าจะมีโอกาสได้ทำ หากมีข้าอยู่ใครก็อย่าหวังจะมาหลอกลวงต้มตุ๋นสกุลกู้ได้เลย หากพวกนั้นกล้ามาเอาเปรียบสกุลกู้แล้วละก็ เหล่าจือก็จะเล่นงานมัน แม้ไม่ถึงตายก็ต้องมีถลอกปอกเปิกกันบ้าง!”
สามีของนางคิดจะเล่นทั้งบทคนดีและคนเลวเลยหรือนี่ นับถือๆ
ครั้นกลับถึงบ้านทั้งคู่ก็ต้องยุ่งกันอยู่พักใหญ่ หยวนเหล่าเอ้อร์ซื้อของมามากมาย มีทั้ง หม้อ กะละมัง ถ้วยชาม น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู ข้าวสาร เส้นบะหมี่ ถั่ว ธัญพืช อาหารแห้ง เสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้า ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน และไหหลายใบ
“เหตุใดท่านถึงซื้อไหมาเยอะเพียงนี้” จ้าวซื่อจัดของพลางเอ่ยถาม
“อีกเดี๋ยวก็จะรู้เอง” หยวนเหล่าเอ้อร์บอกให้ภรรยาย้ายเตียงไปอีกด้าน ก่อนจะใช้จอบเริ่มขุดพื้นบ้านซึ่งเป็ดินโคลน แต่เนื่องจากมันถูกอัดจนแน่น ครั้นออกแรงขุดจนมือไม้ชาก็ยังขุดได้ไม่ลึกเท่าไร
จ้าวซื่อดันตัวสามีไปอีกด้าน ก่อนจะแย่งจอบมาขุดต่อ หยวนเหล่าเอ้อร์ยืนนวดมือมองภรรยาขุดพื้นบ้านอยู่ด้านข้างเมื่อขุดจนเป็หลุมลึกพอประมาณก็นำไหวางลงไป เป็เพราะตั๋วเงินที่มีอยู่มันเบาบางประหนึ่งจะลอยตามลมได้ทุกเมื่อ และด้วยความที่ไม่วางใจ วันนี้ตอนที่หยวนเหล่าเอ้อร์เข้าไปในเมืองจึงนำไปแลกเปลี่ยนเป็ก้อนตำลึงเงินจนหมด
หยวนเหล่าเอ้อร์นำก้อนตำลึงเงินที่แลกมาได้รวมกับก้อนตำลึงทองที่ได้มาจากกู้ซิ่วไฉใส่ลงไปในไห ปิดฝาเสร็จเรียบร้อยก็บอกให้ภรรยาตักดินกลบ จากนั้นทั้งคู่ถึงช่วยกันลากเตียงกลับมาไว้ยังตำแหน่งเดิม
“ท่านนี้ฉลาดเหลือเกิน” จ้าวซื่อกล่าวชื่นชมสามี ไม่มีผู้ใดคาดเดาได้แน่ว่าจะฝังเงินเอาไว้ใต้ดินเช่นนี้
“เ้าห้ามพูดออกไปเด็ดขาด ได้ยินหรือไม่” หยวนเหล่าเอ้อร์กำชับภรรยาเสียงเข้ม “มีเงินนี้ พอแก่เฒ่าไปพวกเราก็ไม่ต้องกังวลแล้ว”
“ข้าไม่มีทางพูดออกไปแน่นอน ต่อให้ตีให้ตายก็ไม่มีทางพูดออกไปเด็ดขาด” จ้าวซื่อพยักหน้าพร้อมกับรับคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ยุ่งมาพักใหญ่ทั้งคู่ก็ไปอาบน้ำชำระกาย ก่อนจะมานอนแผ่อยู่บนเตียง จ้าวซื่อใช้มือลูบไล้ผ้าห่มพลางเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “ผ้าห่มผืนนี้นับเป็ผ้าที่นิ่มที่สุดเท่าที่เคยใช้มาเลย ส่วนที่นอนก็นุ่มมาก”
หยวนเหล่าเอ้อร์หลุดหัวเราะพลางกล่าวว่า “จะไม่นุ่มได้อย่างไร นี่คือที่นอนสองชั้นเชียวนะ” ก่อนจะกล่าวอย่างทอดถอนใจว่า “มีเงินนี่ช่างดีเหลือเกิน ยามที่ข้าไปร้านผ้า ทางร้านบอกว่าขายแต่ผ้าไม่ได้ขายเครื่องนอน แต่พอข้าบอกว่าจะเพิ่มเงินให้อีกเล็กน้อย ทางนั้นก็รีบไปจัดการให้ทันที นึกไม่ถึงเลยว่าข้าอายุเพียงเท่านี้ก็ต้องพึ่งพาบุตรสาวในการใช้ชีวิตแล้ว พรุ่งนี้ดูจัดห้องให้นางด้วย พวกเราสมควรรับนางกลับมาอยู่ด้วยได้แล้ว หากให้นางอยู่สกุลกู้ต่อจะดูไม่ดี”
จ้าวซื่อพลิกกายหันมาหาสามี “ข้าเห็นด้วย หากไม่ใช่เพราะสกุลกู้บอก พวกเราคงจะยังไม่รู้ว่าหัวไชเท้าและเห็ดที่เจินเจินเก็บมาคือโสมและหลินจือ จะว่าไปนางก็ช่างมีความอดทนเสียนี่กระไร ปล่อยให้เข้าใจผิดอยู่นานสองนาน ไม่ยอมบอกความจริงแก่พวกเรา”
หลายวันที่ผ่านมาเพียงแค่คิดถึงว่าก่อนหน้านี้ตนได้นำโสมไปหั่นเป็ชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปเลี้ยงไก่เลี้ยงหมู ส่วนหลินจือก็นำไปหั่นเป็ชิ้นเล็กๆ ก่อนจะโยนลงในแปลงปลูกผัก เพียงแค่นึกถึงภาพที่ผ่านมาก็พาให้เ็ปหัวใจแล้ว!
“นั่นน่ะสิ” หยวนเหล่าเอ้อร์เอ่ยเห็นด้วย “คงมีแต่พวกเราที่สามารถให้กำเนิดบุตรสาวผู้เก่งกาจมีความสามารถเช่นนี้ออกมาได้ หากเปลี่ยนเป็คนอื่นละก็อย่าหวังเลย”
“ท่านพูดถูกต้อง” จ้าวซื่อเห็นด้วยกับสามี
“พรุ่งนี้ท่านเข้าไปในเมือง พอกลับมาก็ต้องไปเรียนหนังสือกับเจินเจิน เช่นนั้นตอนเข้าไปในเมืองอย่าลืมซื้อพู่กันกับหมึกกลับมาเล่า หลังจากนี้ที่บ้านของพวกเราก็จะมีคนรู้หนังสือกับเขาเสียที”
หยวนเหล่าเอ้อร์ “…”
ต้องไปนั่งเรียนกับบุตรสาวที่อายุเพียงสี่ขวบเช่นนั้นหรือ…เขาพลิกตัวหันไปอีกด้านด้วยไม่อยากนึกถึงเื่นี้ “นอนได้แล้ว!”
ณ บ้านสกุลกู้ สองสามีภรรยากู้กำลังสนทนาปราศรัยกันอยู่ กู้ซิ่วไฉนำเงินสามร้อยตำลึงใส่ไว้ในกล่อง ใส่กุญแจเรียบร้อยถึงค่อยส่งกุญแจให้ผู้เป็ภรรยา
“ถึงแม้ข้าจะรู้ดีว่าคหบดีจางมิใช่คนที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น เขาต้องให้เงินค่าโสมแน่นอน เพียงแต่นึกไม่ถึงคือพอข้าบอกว่าซื้อโสมนี้มาในราคาสองร้อยตำลึง เขากลับดื้อดึงจะให้เงินค่าโสมแก่ข้าสามร้อยตำลึงให้ได้ ข้าเลยคิดว่าจะเก็บเงินนี้ไว้เป็สินเดิมของเจินเจิน”
กู่ซื่อรับกุญแจมา ก่อนจะเลิกผ้าห่มขึ้นแล้วปีนขึ้นไปบนเตียง “โสมอายุสองร้อยปีย่อมมีค่ามากกว่าโสมอายุหนึ่งร้อยปี โสมอายุเช่นนี้ไม่แน่ว่าในวังหลวงจะมี เสียดายที่สภาพไม่สมบูรณ์เท่าใดนัก มิเช่นนั้นราคาคงไม่ใช่แค่สามร้อยตำลึง ราคาที่ให้นี้นับว่ายุติธรรมดีแล้ว
“คหบดีจางผู้นี้เป็คนใจกว้างและมีเมตตาเหลือเกิน ข้าไม่คิดเลยว่าเขาจะยกตำแหน่งผู้ช่วยพ่อบ้านให้ฉินเจียกง ค่าตอบแทนเดือนละหนึ่งตำลึงนับว่าไม่น้อย ตำแหน่งนักบัญชีในร้านค้าในอำเภอก็ได้ค่าตอบแทนเท่านี้เช่นกัน”
“เ้าพูดถูกต้อง” กู้ซิ่วไฉเป่าเทียน ก่อนจะล้มตัวนอนลงบนเตียง “เวลานี้ร่างกายข้าแข็งแรงขึ้นไม่น้อย วันพรุ่งเข้าไปในเมืองข้าเลยจะไปให้ท่านหมอช่วยจับชีพจรให้ หากร่างกายแข็งแรงดีก็จะรับข้อเสนอของคหบดีจางไปสอนหนังสือที่จวนั้แ่ฤดูใบไม้ผลิเป็ต้นไป
“นับั้แ่เจินเจินเข้ามาอยู่ในบ้าน ร่างกายของพวกเราก็ดีขึ้นมาก นางคือดาวนำโชคของบ้านเราโดยแท้” กู้ซิ่วไฉกล่าว
“ข้าเองก็คิดเช่นนี้เช่นกัน แต่ดูจากท่าทีของฉินเจียกงฉินเจียมู่แล้ว หลังจัดแจงอะไรเสร็จเรียบร้อยก็คงจะมาพาเจินเจินกลับไป แต่ข้าตัดใจให้นางกลับไปไม่ลง”
กู้ซิ่วไฉกล่าวคำ “มนุษย์นั้นให้ความสำคัญกับครอบครัว เ้าไม่อาจขัดขวางนางไม่ให้กลับไปเพียงแค่เพราะตัดใจมิลงได้ อีกอย่างบ้านของพวกเรากับบ้านใหม่ของฉินเจียกงฉินเจียมู่ก็อยู่ใกล้กันแค่นี้ เ้าจะเศร้าไปไย ถึงแม้นางจะกลับไปอยู่กับบิดามารดาบังเกิดเกล้า แต่ก็ยังต้องมาเรียนหนังสือกับอวี้เอ๋อร์ทุกวัน ไม่เท่ากับว่านางต้องมาที่บ้านเราทุกวันหรอกหรือ เ้าอย่าลืมบอกฉินเจียมู่ด้วยว่า อาหารทั้งสามมื้อพวกเราจะรับผิดชอบเอง รอให้สำนักศึกษาเปิดเมื่อใด ข้าจะพานางไปเรียนหนังสือที่นั่นด้วย พอถึงตอนนั้นเ้าก็จะได้เจอหน้านางทุกวันอยู่ดี”
“เหตุผลเหล่านี้เข้าใจดี แต่อย่างไรเสียพักอยู่ที่นี่กับพักอยู่ที่อื่นก็แตกต่างกัน ฝ่ายนั้นเป็ถึงบิดามารดาแท้ๆ ถึงแม้เราจะบอกกับชาวบ้านทุกคนว่าได้รับนางเป็บุตรบุญธรรมแล้ว แต่นางก็ไม่ใช่สะใภ้จึงไม่อาจรั้งให้อยู่ที่นี่ได้ ข้าว่าพรุ่งนี้จะขอเข้าไปในเมืองกับท่านด้วย เจินเจินกำลังจะย้ายกลับไปอยู่ที่บ้าน ข้าไปดูมาแล้วภายในบ้านไม่มีเครื่องเรือนเลยสักชิ้นเดียว ข้าจะไปซื้อเครื่องเรือนและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ไว้ให้แก่นาง”
“ได้ เช่นนั้นก็รีบนอนเถิด” กู้ซิ่วไฉกล่าวคำ
