หลิวสี่กุ้ยได้ยินว่าหนึ่งไร่นั้นไม่ต้องเอาออกจากสิบสี่ไร่ที่เหลือ จึงโล่งอก
เขาแอบปิดบังหลิวต้าฟู่โดยการไปหาหลี่เจิ้งหวงจิน เพื่อจะขายที่เจ็ดไร่ของตนให้แก่หลี่เจิ้ง
เขากลัวว่าหลิวต้าฟู่จะโกรธ ดังนั้นจึงต้องขอให้หลี่เจิ้งช่วยปิดบังไว้ก่อน และบอกกับคนข้างนอกว่าที่ดินนั่นเป็ของเขา
“ในเมื่อท่านพ่อเห็นด้วย เช่นนั้น ข้าจะไปเรียกน้องสามมา” ตอนนี้หลิวเหรินกุ้ยเพิ่งกล้าปริปาก
เขาเป็ลูกคนรอง เกรงว่าหากทำให้บิดามารดาโกรธจะได้รับมรดกลดลงไปส่วนหนึ่ง
พื้นที่เจ็ดไร่หากปล่อยเช่า หลังจากหักภาษีไป ปีหนึ่งคงเก็บได้เจ็ดตำลึงเศษ หากว่าจ้างคนงานก็น่าจะได้มากกว่า
สำหรับหลิวเหรินกุ้ยผู้ซึ่งได้รับเงินเดือนเพียงสองตำลึง นี่เท่ากับรายได้ของเขาหลายเดือนทีเดียว
หลิวต้าฟู่เหลือบมองเขา “ไปเรียกเขาเถอะ อีกเดี๋ยวหลี่เจิ้งกับผู้าุโในหมู่บ้านจะมากันแล้ว”
หลิวต้าฟู่ไม่ได้มีความสุขที่จะแบ่งแยกครอบครัว เพราะรู้สึกว่าเมื่อแยกบ้าน ครอบครัวนี้ก็จะกระจัดกระจาย บรรดาลูกๆ ก็แยกย้ายกันคนละสารทิศ ต่อไปโอกาสที่จะได้รวมกันคงมีน้อย
สำหรับเขาแล้ว นี่ไม่ใช่เื่ที่น่าดีใจนัก
หลิวเต้าเซียงแอบสังเกตเห็นความผิดปกติของครอบครัวนี้แต่แรกแล้ว วันนี้ทุกคนรวมตัวกันยกเว้นครอบครัวของนาง ขณะนี้จึงฟังหลิวซานกุ้ยสอนตำราโดยที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ปังๆๆ!
มีเสียงเคาะประตูทางด้านทิศใต้ของปีกตะวันตก
“ใคร!”
จางกุ้ยฮัวที่กำลังเย็บพื้นรองเท้าะโถาม
“เ้าสามอยู่หรือเปล่า?”
ฟังออกว่าคนผู้นั้นคือหลิวเหรินกุ้ย
สองพี่น้องสบตากัน จากนั้นรีบโยนตำราไปซ่อนไว้ใต้ผ้าห่มบนคั่ง หลิวซานกุ้ยรีบดับตะเกียงไฟ
“อยู่ เดี๋ยวเปิดประตูให้ ท่านพี่รอเดี๋ยว ข้าจะไปหารองเท้า ไฟมืดสนิท ไม่รู้ว่ารองเท้าข้าถูกลูกสาวเตะไปไหน”
หลิวเหรินกุ้ยที่อยู่ด้านนอกเบะปากอย่างดูแคลน ตามคาด มารดาของเขาพูดถูก น้องสามของตนช่างมีชีวิตที่อาภัพ กระทั่งน้ำมันตะเกียงยังไม่กล้าจุด
“ข้างนอกหนาวเกินไป ข้าไม่รอเ้าล่ะ ท่านพ่อบอกว่ามีธุระให้เ้าไปยังห้องโถง”
หลังจากพูดเสร็จ เขาก็ไม่รอหลิวซานกุ้ยตอบรับ แต่ปัดเกล็ดหิมะบนชุดแล้วเดินจากไป
หลิวเต้าเซียงกล่าวว่า “ท่านพ่อ รีบไปเร็ว อย่าให้ท่านปู่รอนาน สวมเสื้อหนาหน่อย ห้องโถงลมหนาวจนคนแข็งตายได้เลย”
หลิวซานกุ้ยยิ้มท่ามกลางแสงที่มืดสลัว ยังดีที่มีบุตรสาวคอยเอาใส่ใจเขา
“พวกเ้าแม่ลูกสี่คนเข้านอนก่อน พ่อไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไร พวกเ้าอย่าเพิ่งลงกลอนประตูก็พอ”
ถึงอย่างไรก็อยู่ในบ้านกันหมด ไม่ลงกลอนคงไม่เป็ไร
จางกุ้ยฮัวดูแลบุตรสาวแล้วตอบรับ จากนั้นเร่งให้เขารีบไปห้องโถง
“ท่านพี่ ท่านว่าท่านปู่เรียกท่านพ่อไปด้วยเื่ใด?” หลิวเต้าเซียงเอ่ยถามความคิดเห็น
ในคืนที่มืดมิด ดวงตาที่สดใสของหลิวชิวเซียงยังคงกะพริบ นางเองก็อยากรู้อยากเห็นเช่นกัน
แต่นางรู้ว่ามารดาคงไม่อนุญาตอย่างแน่นอน
“ไม่รู้สิ น้องรอง เวลาก็ดึกมากแล้ว เรารีบไปนอนพักที่คั่งเถอะ ไม่รู้ว่าท่านพ่อจะกลับมาเมื่อไร!”
หลิวเต้าเซียงไม่เชื่อว่านางไม่อยากรู้ แต่นางก็ยอมเชื่อฟัง
ไม่ว่าอย่างไร จางกุ้ยฮัวที่อยู่ด้านข้างก็เห็นด้วยกับหลิวชิวเซียง
ในไม่ช้าหลิวซานกุ้ยก็มาถึงห้องโถง ทันทีที่เข้าไปก็เห็นว่าทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า เขาขานเรียกทีละคน จากนั้นค่อยนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ข้างประตูซึ่งอยู่ไกลจากเตาอั้งโล่เล็กน้อย
เขากระชับเสื้อเหมียนอ๋าวผ้าฝ้ายหนาบนร่าง คิดในใจว่าบุตรสาวของตนดีที่สุด
หลังจากที่หลิวต้าฟู่นั่งลง เขาก็วางปล้องยาสูบแห้งไว้บนโต๊ะเล็กๆ ข้างเก้าอี้ จิบชาร้อนๆ แล้วพูดว่า “เ้าสามมาแล้ว ตอนนี้คนก็มาครบแล้ว ข้าจะขอชี้แจงก่อน พี่ใหญ่กับพี่รองเ้ามีความคิดว่า้าแยกบ้าน พ่อจึงอยากฟังความเห็นของเ้า”
เดิมทีในสายตาของพี่น้องทุกคนมองว่า หลิวซานกุ้ยคงอยากเห็นด้วยอย่างแน่นอน เพราะตลอดหลายปีมานี้เขาเป็คนที่ตรากตรำที่สุด
หลิวซานกุ้ยมองไปยังผู้คนในห้อง ก่อนจะไตร่ตรองเื่นี้ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ข้ายอมฟังท่านพ่อ ท่านพ่อว่าเช่นไรก็ตามนั้นขอรับ”
หลิวต้าฟู่โล่งใจ โชคดีที่มีบุตรชายที่ซื่อตรงเช่นนี้อยู่ข้างกายเขา เพียงแต่น่าเสียดาย...
หลิวซานกุ้ยแอบปลื้มใจ ในที่สุดก็ได้แยกบ้านเสียที นับว่าคุ้มค่ากับการที่ครอบครัวฝั่งเขาคอยเติมฟืนเติมไฟอยู่ข้างหลังมาโดยตลอด
ใบหน้าของหลิวสี่กุ้ยดูไม่จืดนัก นี่เป็การตบหน้าเขาอย่างจัง ความหมายก็คือเขาที่เป็บุตรชายคนโตอกตัญญู แช่งให้บิดามารดาตายเร็ว
เมื่อเผชิญหน้ากับมรดกที่จะได้รับสืบทอดต่อ เขาไม่กล้าปฏิเสธว่าตนเองไม่มีความคิดนี้จริงๆ
หลิวเหรินกุ้ยอ่านสีหน้าเก่งที่สุด ตอนนี้เขาจึงหันไปมองที่มารดาของตน ปัญหาทุกอย่างจึงกลายเป็หมอกควันทันที
หลิวฉีซื่อกลัวว่าบุตรชายทั้งหลายจะไม่พอใจ จึงก้าวออกมารับไว้แทน “ตาเฒ่า เ้าคิดจะทำอะไรอีก? ข้าบอกกับเ้าชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือ?”
พูดอะไรนั้นหรือ? แน่นอนว่าเื่ที่นางใช้เงินสินเ้าสาวไปซื้อบ้านพร้อมที่นาแล้ว
หากว่านางที่เป็ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้าน้าแยกบ้าน ก็คงไม่เป็การทำให้ลูกๆ ลำบากใจ
ในใจของหลิวต้าฟู่เองก็ไม่ยอมรับนัก เขาไม่้าให้ครอบครัวกระจัดกระจายั้แ่ตอนนี้
“ในเมื่อเป็เื่แยกบ้าน ก็ต้องฟังความคิดเห็นของลูกๆ ทุกคน”
“ข้าพร้อมรับฟังคำของท่านพ่อท่านแม่ขอรับ” หลิวสี่กุ้ยเป็คนที่ไหลตามน้ำเก่ง ต่อหน้าทุกคนย่อมไม่อยากแสดงให้เห็นว่าเป็คนต้นคิด แต่เื่ที่โน้มน้าวหลิวฉีซื่อแยกบ้านลับหลัง นั่นก็เป็อีกเื่หนึ่ง
“ข้าก็ฟังพ่อด้วย” หลิวเหรินกุ้ยเองก็ไหลตามน้ำเช่นกัน
หลิววั่งกุ้ยภูมิใจในการเป็บัณฑิตผู้สูงส่ง และรู้สึกว่าการเบียดอยู่ใต้ชายคาเดียวกับหลิวซานกุ้ยเป็การทำให้คุณค่าของเขาลดลง
ในใจของเขาตอนนี้ หลิวซานกุ้ยคือคนงาน!
เพียงแค่นั้น!
หากวันที่เขามีข่าวดี แต่กลับมีข่าวแพร่ออกไปว่ามีพี่น้องเป็พวกเท้าเปื้อนโคลน แล้วเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!
ดังนั้นเขาจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้หลิวซานกุ้ยแยกออกไป
แต่เขาไม่สามารถพูดเช่นนั้นอย่างออกหน้าออกตาได้ หากเื่เผยแพร่ออกไปคงมีคนหัวเราะเยาะไปทั่วว่าเขาเป็คนที่ไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์!
ขณะที่เขายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะพูดอย่างไร! ทันใดนั้นหลิวซุนซื่อก็ลุกพรวดขึ้นมาทำท่ายินดีปรีดา “ข้าเห็นด้วยเื่แยกบ้าน!”
นางตั้งตารอคอยที่จะแยกบ้านนานแล้ว หากทำสำเร็จ นางก็ไม่ต้องทนให้แม่สามีกดขี่ข่มเหงทุกวัน ถึงอย่างไรนางอาศัยอยู่ในตำบลก็ไม่จำเป็ต้องกลับมาถูกสั่งสอนเื่กฎระเบียบอะไรอีก
หลิวฉีซื่อมองตาขวางใส่หลิวซุนซื่อ เหตุใดนางจึงต้องแยกบ้าน ก็เพื่อบุตรชายทั้งสามคนทั้งนั้นไม่ใช่หรือ?
ถึงเวลาแล้วที่จะยกชุ่ยหลิวให้ลูกคนรอง จะได้ทำให้ซุนซื่ออัดอั้นเสียบ้าง
“ท่านพ่อ ข้ามีเื่อยากพูด” ไม่มีใครคาดคิดว่าหลิวซานกุ้ยจะเอ่ยปากในเวลานี้
“เ้ามีอะไรอยากพูดหรือ?” หลิวต้าฟู่นึกอยากมอบความรักแก่ลูกคนนี้อีกสักหน่อยก็ยังดี แต่เขามีเพียงใจ แต่ไร้ความสามารถ!
“ท่านพ่อ ก่อนที่ข้าจะเข้าห้องมา เมื่อได้ยินท่านพ่อพูดถึงเื่แยกบ้าน แสดงว่าได้ปรึกษาหารือกับท่านแม่มาแล้ว ข้าเองไม่มีอะไรคัดค้าน อีกอย่างจากสถานการณ์ตอนนี้ แยกบ้านหรือไม่ก็ไม่ได้แตกต่างกัน พี่ใหญ่อยู่ที่จังหวัด พี่รองอยู่ในตำบล น้องสี่เองต่อไปก็ต้องมุ่งสู่หนทางที่ดีงาม ข้าว่าก็เหมือนกับแยกบ้าน อีกอย่าง ข้าคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน ลูกข้าก็มีแต่ผู้หญิง ลูกคนเล็กก็กินนม แม่ของนางเดิมทีสุขภาพร่างกายก็ไม่ดี ปีนี้จึงไม่มีเรี่ยวแรงทำงานไร่นา ชิวเซียงกับเต้าเซียงอายุยังน้อย เป็ภาระ ข้าจึงคิดว่าแยกบ้านก็ดี ข้าจะได้แบกรับไว้แต่เพียงผู้เดียว และไม่เป็ภาระให้แก่พี่ๆ น้องๆ”
หลิวซานกุ้ยตั้งตารอที่จะแยกบ้านมานานแล้ว เพียงแต่ว่าสุดท้ายก็สายเืเดียวกันทั้งนั้น หากบิดามารดาไม่เป็คนเอ่ยออกมา เขาก็ไม่มีทางเสนอออกมาแน่นอน
“ข้าก็บอกแล้วว่า ซานกุ้ยต้องเห็นด้วยแน่ เ้ายังบอกว่าเขาไม่มีทางตกลง ฮึ!” คำพูดของหลิวฉีซื่อฟังดูทิ่มแทงยิ่งนัก
หลิวซานกุ้ยเคยชินกับท่าทีของนาง แม้ว่าจะไม่ดีอย่างไร แต่ท่านทั้งสองก็ขึ้นชื่อว่าเป็บิดามารดาของเขา
เมื่อหลิวสี่กุ้ยได้ยินหลิวซานกุ้ยยืนกรานที่จะแยกบ้าน ก็ยิ่งใจชื้น เพียงแต่ใบหน้ายังคงแสร้งทำทีครุ่นคิดหนักใจ “น้องสาม เ้าพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูกต้อง พี่ใหญ่ไม่ได้รังเกียจเ้า เพียงแต่เ้ามีชีวิตอาภัพ ภรรยาก็คลอดแต่ลูกสาว แต่หากภรรยาเ้าคลอดลูกชาย พี่ใหญ่ต้องอุ้มชูเ้ามากกว่านี้แน่นอน”
“ใช่ น้องชาย เ้าอย่าได้โทษท่านพ่อท่านแม่ที่โหดร้าย ผู้หญิงสุดท้ายแล้วก็ต้องเป็คนบ้านอื่น หากว่าแบ่งทรัพย์สมบัติให้เ้ามากไป สมบัติของตระกูลหลิวก็คงต้องเปลี่ยนเป็แซ่อื่นแน่ เ้าอย่าได้เศร้าใจไป”
หลิวเหรินกุ้ยผู้ที่มีฝีปากเคลือบด้วยน้ำผึ้งแต่แฝงกระบี่ไว้ในกายเอ่ยขึ้น!
หลิววั่งกุ้ยเห็นว่าพี่ชายทั้งสองต่างก็แสดงท่าที หากเขาไม่พูดอะไรสักหน่อย คงเกรงว่าจะถูกคนอื่นหัวเราะเยาะว่าไม่เหมือนบัณฑิต!
“พี่สาม เดิมทีคำเหล่านี้ข้าเองก็ไม่อยากพูด แต่ว่าในบ้านเรา มีเพียงท่านที่อาภัพที่สุด เรียนไม่ดี พี่สะใภ้สามก็คลอดแต่ลูกสาว แต่การแยกบ้านต้องแบ่งให้เฉพาะคนแซ่หลิว จุดนี้พี่รองพูดได้ไม่ผิด น้องสี่เองก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร เพียงแต่ขอสาบานว่า หากข้าสอบผ่านซิ่วไฉ จะช่วยชิวเซียงพูดคุยเื่การหมั้นหมาย และเมื่อสอบผ่านจวี่เหริน ก็จะคุยเื่หมั้นหมายที่ดียิ่งกว่าให้เต้าเซียง หากว่าชีวิตนี้ข้าได้เป็จิ้นซื่อ [1] ก็จะให้หลานสาวชุนเซียงได้แต่งกับตระกูลขุนนางแน่นอน”
คําพูดของหลิววั่งกุ้ยฟังดูเหมือนขนมมงคลก้อนใหญ่ที่ตกลงมาจากฟากฟ้า!
หลิวสี่กุ้ยฟังแล้วหรี่ตาลง ขณะที่หลิวเหรินกุ้ยยิ่งมีรอยยิ้มบนใบหน้าที่ชัดเจนขึ้น
หลิวซานกุ้ยรู้สึกว่าหัวใจของตนเองเย็นะเื ในสายตาของบรรดาพี่น้องคงเห็นว่าเขาคือคนพิการทางสมองเช่นนั้นเอง!
ไม่มีอะไรที่โศกเศร้าได้มากไปกว่าหัวใจที่ตายด้าน
จากนี้ไปในใจของหลิวซานกุ้ย ความเป็พี่น้องนั้นก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น
“พวกเ้าพูดถูก ข้าอาภัพเอง”
เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่ยอมรับชะตากรรมอีกต่อไป!
บุตรสาวของเขาพูดถูก ชีวิตอยู่ในกำมือของตนเอง!
คนเราจะมีชีวิตแบบไหน อยู่ที่ว่าตนเองจะไขว่คว้าดิ้นรนเช่นไร ไม่ใช่์เป็คนตัดสินใจ!
หลิวต้าฟู่มองเขาและถอนหายใจลึกๆ
หลิวสี่กุ้ยเอื้อมมือออกไปตบไหล่เขาและส่ายหน้า
หลิวเหรินกุ้ยพยักหน้าให้เขาแล้วทำท่าทีหนักอกหนักใจ
หลิววั่งกุ้ยขานเรียกเขา จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ!
ดวงตาของหลิวฉีซื่อส่องประกายยินดีปรีดาและกล่าวว่า “บ้านเราไม่รู้ว่าทำกรรมอะไรมา มีเพียงซานกุ้ยที่อาภัพ หากว่าภรรยาเ้าคลอดลูกชายได้สักคน แม่เองคงไม่ใจร้ายกับเ้าเช่นนี้”
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็เพราะชีวิตของหลิวซานกุ้ยนั้นอาภัพ ชีวิตอาภัพจึงไม่มีผู้สืบสกุล เมื่อไม่มีผู้สืบสกุลก็ไม่อาจได้รับส่วนแบ่งมรดกมากนัก
หลิวฉีซื่อได้ใจเมื่อหลิวซานกุ้ยปลง ส่วนหลิวต้าฟู่ทำอะไรไม่ได้
“ลูกไม่โทษท่านพ่อกับท่านแม่ นี่คือชีวิตของลูกเอง!” หลิวซานกุ้ยตอบรับอย่างจริงจัง
คําพูดของเขาจริงใจและเป็ความจริง!
เขาไม่ตัดพ้อใดๆ ชีวิตอยู่ในมือตนเอง แล้วจะมีอะไรน่าโอดครวญ?
การแยกบ้าน นับว่าเป็ก้าวแรกของการกุมชะตาชีวิตด้วยตนเอง!
หลังจากแยกบ้าน ก็คือสุดใต้หล้าผืนนภา แลฝูงนกโบยบิน!
เขาต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทําให้ภรรยาและลูกๆ เป็ที่อิจฉาของผู้อื่น!
ภายใต้แสงไฟที่สลัว ชั่วขณะนั้นหลิวต้าฟู่เหมือนแก่ตัวลงไปสิบปี
เสียงของเขาฟังดูห่อเหี่ยวไร้ซึ่งชีวิตชีวา!
“เมื่อเป็เช่นนั้น ก็แยกบ้านเถิด!”
หัวใจของผู้คนกระจัดกระจาย แตงที่ฝืนเก็บมามักจะไม่หวาน!
หลิวฉีซื่อยิ้ม “เ้าไม่ต้องเศร้า เดิมทีลูกๆ ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันอยู่แล้ว ตอนนี้แยกบ้านไปก็แค่เป็พิธี อีกอย่าง ซานกุ้ยก็ยังอยู่ในหมู่บ้านเราไม่ใช่หรือ หากว่างานในไร่นายุ่งก็เรียกเขามาช่วย เขาคงไม่มีทางปฏิเสธพ่ออย่างเ้าหรอก”
-----
เชิงอรรถ
[1] จิ้นซื่อ 进士 เป็การสอบรอบสุดท้ายในพระราชวังโดยผู้ที่สอบผ่านจะถูกเรียกว่าจิ้นซื่อ หรือเรียกการสอบนี้ว่าการสอบจิ้นซื่อ ซึ่งผู้สอบผ่านจิ้นซื่อสามอันดับแรกจะมีชื่อเรียกต่างกันไป
อันดับหนึ่ง จ้วงหยวน 状元 หรือจอหงวน
อันดับสอง ปั้งเหยียน 榜眼
อันดับสาม ทั่นฮัว 探花
ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งจ้วงหยวนจึงนับว่าเป็บัณฑิตที่เก่งกาจที่สุดในแผ่นดิน
