เฉียวรุ่ยเพิ่งไปได้ไม่นาน จงหลิงกลับมาถึงบ้านของหลิ่วเทียนฉี
“ฮ่าๆๆๆ ศิษย์พี่จง!”
ศิษย์พี่จงเป็แขกประจำบ้าน ห้าปีมานี้ มิตรภาพระหว่างหลิ่วเทียนฉีกับจงหลิง เมิ่งเฟยและต่งเฟิงช่างลึกล้ำนัก พวกเขามักไปมาหาสู่กันเสมอ โดยเฉพาะจงหลิง นางมีจำนวนครั้งในการพบมากที่สุด
“ศิษย์น้องหลิ่ว จุดที่ค่ายกลป้องกันพันยันต์ที่เ้าบอกให้พวกเราแก้ไขครั้งก่อน ข้าจัดการเรียบร้อย และข้ายังทดลองไปอีกหลายครั้งเลย ผลลัพธ์ไม่เลวยิ่งนัก!” จงหลิงพูดพลางนำแผนผังค่ายกลออกมาวางไว้บนโต๊ะให้เขาดู
“อา ลำบากศิษย์พี่จงแล้ว!” เขามองจงหลิงเดินเข้าประตูมาเอ่ยเื่ค่ายกลกับตน จึงส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจ
จงหลิงนั้น คลั่งค่ายกลโดยกำเนิด ขอเพียงพบเื่ค่ายกล ใจพร้อมจดจ่อและตั้งใจเป็พิเศษ
สามปีก่อน ระหว่างการรวมตัวของสหายในครั้งหนึ่ง หลิ่วเทียนฉีแค่บังเอิญบอกว่าตนเข้าใจค่ายกลอยู่เล็กน้อย เคยคิดอยากผสานยันต์วิเศษเข้าไปในค่ายกล สุดท้ายจงหลิงกลับเริ่มสนใจ ถามเจาะลึกกับเขาอย่างสนใจทันที
ตลอดสามปีนี้ จงหลิงกับหลิ่วเทียนฉีร่วมมือกันสร้างค่ายกลยันต์ออกมาทั้งหมดสองชุด ชุดหนึ่งคือค่ายกลสังหารยันต์อสนีบาตอัคคี์ที่มีพลังน่าพรั่นพรึง โดยการผสานค่ายกลสังหารอสนีบาตอัคคีขั้นสามระดับสูงกับยันต์อสนีบาต์ขั้นสามระดับสูงเข้าด้วยกัน อีกชุดหนึ่งคือค่ายกลยันต์หมื่นกระบี่ ใช้ค่ายกลกับยันต์ผสานขึ้นมาเช่นกัน ซึ่งตอนนี้ พวกเขากำลังคิดค้นและวิจัยค่ายกลป้องกันขั้นสามระดับสุดยอดชุดหนึ่งอยู่ ชื่อค่ายกลป้องกันพันยันต์
“อืม ผสานยันต์เข้าไปในดวงตาค่ายกล ทำลายค่ายกลย่อมเท่ากับตั้งค่ายกลใหม่ เมื่อศัตรูยิ่งโจมตีดวงตาค่ายกล ยันต์สื่อนำของพวกเราก็จะชักนำพลังโจมตีทั้งหมดเข้าสู่ยันต์ป้องกัน เช่นนี้ยิ่งโจมตีมาก ค่ายกลจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ขอแค่พวกเราจัดการค่ายกลนี้ได้ดั่งใจเมื่อไร ต้องสำแดงพลังของค่ายกลป้องกันขั้นสี่นี้ได้แน่!” หลิ่วเทียนฉีมองแผนผังค่ายกลก่อนพยักหน้าหลายหน
ด้วยการกล่อมเกลากับการสั่งสอนของจงหลิง หลิ่วเทียนฉีจึงแยกแยะแผนผังค่ายกลหลายแผ่นนั้นได้
“ถูกต้อง หลักการเป็เช่นนี้ ข้าคิดว่าตอนนี้ดวงตาค่ายกลไม่มีปัญหาอะไร แต่ฐานค่ายกลยังอ่อนแออยู่ ศิษย์น้องหลิ่วคิดว่าพวกเราสามารถใช้วิธีเดียวกัน ทำให้ฐานค่ายกลมั่นคงได้หรือไม่?” จงหลิงมองหลิ่วเทียนฉีพลางถามจริงจัง
“เื่นี้...” หลิ่วเทียนฉีหรี่ตา ครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน
“ไม่ ครั้งนี้จะไม่ผสานยันต์ป้องกัน บางทีพวกเราอาจลองผสานยันต์โจมตีกับยันต์สะท้อนจำนวนหนึ่ง อย่างไรการโจมตีก็เป็การป้องกันที่ดีที่สุด หากศัตรูเข้าใจแล้ว เข้ามาโจมตีฐานค่ายกลได้ นั่นย่อมบ่งชัดว่าอีกฝ่ายเป็ผู้ใช้ค่ายกลเหมือนกัน เช่นนั้นพวกเราต้องทำให้พวกเขาคิดไม่ถึง ผสานยันต์โจมตีกับยันต์สะท้อนปริมาณเหมาะสมตรงส่วนฐาน เช่นนี้เมื่อศัตรูโจมตี ไม่เพียงโชคร้ายพบการโจมตีของพวกเราเท่านั้น การโจมตีของพวกเขาเองก็จะถูกยันต์สะท้อนดีดกลับไปโจมตีพวกเขาเองด้วย”
“เยี่ยม ยอดเยี่ยมนัก! ค้นคว้าสิ่งเหล่านี้กับศิษย์น้องหลิ่วเป็เื่ที่ทำให้ข้าสบายใจที่สุด ถ้าอย่างนั้นข้าจะวางแผนผังค่ายกลอีกแผ่นหนึ่ง ศิษย์น้องหลิ่วช่วยข้าดูสักหน่อยสิ!” จงหลิงชื่นชมเขาอยู่นาน ก่อนควักกระดาษกับพู่กันออกมาวาดในทันที
“ได้เลย!” หลิ่วเทียนฉีมองสตรีผู้รักค่ายกลอย่างคลั่งไคล้แล้วพยักหน้ารับ
.........
หนึ่งชั่วยามให้หลัง
“พี่จงหลิงมาหรือ?” เฉียวรุ่ยกลับมาถึงบ้าน เห็นจงหลิงอยู่ก็ประหลาดใจเล็กน้อย
“อืม มาได้สักพักแล้ว วาดแผนผังค่ายกลอยู่กระมัง?” หลิ่วเทียนฉีมองจงหลิงวาดแผนผังค่ายกลอย่างตั้งใจก่อนบอกเสียงเบา
ศิษย์พี่จงคนนี้นั้น พอเริ่มวาดแผนผังค่ายกลได้ เื่ข้างกายล้วนไม่อาจรบกวนนางได้ กระทั่งเสี่ยวรุ่ยเข้ามา นางก็ยังไม่รับรู้
“อ้อ ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปชงชา เตรียมของว่างให้พวกเ้าก็แล้วกัน!” จากประสบการณ์ของเฉียวรุ่ย หากศิษย์พี่จงมา อย่างน้อยต้องคุยกับเทียนฉีสามวันสามคืน เพราะมีครั้งหนึ่ง ศิษย์พี่จงคุยกับเทียนฉีทั้งหมดแปดวันแปดคืน หากไม่ใช่เขาฟังอยู่ข้างๆ รู้ว่าทั้งสองคุยกันเื่ค่ายกลกับยันต์ ตนเกือบสงสัยแล้วว่าอีกฝ่ายต้องใจเทียนฉีเข้า
“ต้องลำบากเ้าแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีกุมมือน้อยของคนรัก ใบหน้ายิ้มพลางบอก
“เ้านี่นะ อย่าเอาแต่คุยเื่พวกนั้นกับศิษย์พี่จงสิ จำไว้ ต้องกินข้าวกับนอนด้วย!”
ฮือๆ ศิษย์พี่จงน่ะบ้าค่ายกลขนานแท้ พูดถึงค่ายกลปุ๊บพลันลืมนอนลืมกินอย่างสิ้นเชิง บางครั้งเห็นจงหลิงพูดไม่หยุด เขายังสงสัยอยู่เลยว่าคนผู้นี้กับศิษย์พี่จงผู้เรียบร้อยอ่อนหวานที่เคยรู้จักเป็คนเดียวกันจริงหรือไม่? เป็คนเดียวกันใช่ไหม?
“ฮ่าๆๆ ข้ารู้!” หลิ่วเทียนฉีไม่ได้คลั่งไคล้เหมือนจงหลิง ต่อให้จงหลิงลืมนอนลืมกิน แต่ที่ผ่านมาเขากินนอนอยู่เสมอ
“รู้ก็ดี!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า เดินออกไปชงชาให้พวกเขา
.........
สองวันให้หลัง
เฉียวรุ่ยเห็นจงหลิงวาดแผนผังค่ายกลเสร็จแล้วถือยันต์วิเศษกองโตออกไป เขาก็เลิกคิ้วอย่างสงสัย
“เทียนฉี คราวนี้ศิษย์พี่จงไปเร็วอยู่นะ?” สองวัน สองวันก็ไปแล้วหรือ เร็วเอาเื่เชียว
“ฮ่าๆๆ กลับไปวางค่ายกลทดลองดูน่ะ!” งานลงมือปฏิบัติ แต่ไหนแต่ไรล้วนเป็จงหลิงรับผิดชอบ
เฉียวรุ่ยได้ยินพลันเบ้ปาก ดูแคลนบุรุษของตนอยู่นิดหน่อย
“เ้านี่นะ รู้จักแต่ขยับปาก ลงมือทำกับทดลองโยนให้ศิษย์พี่หลิงคนเดียวเลย”
ได้ยินคนรักตำหนิ หลิ่วเทียนฉีก็ยักไหล่อย่างจนปัญญา “ก็ข้าไม่ใช่ผู้ใช้ค่ายกลสักหน่อย ข้าทำได้แค่เสนอความเห็นกับมอบยันต์วิเศษให้ศิษย์พี่จงไปทดลองเท่านั้น!”
ตลอดมาที่พวกเขาร่วมมือกันทำค่ายกลยันต์ หลิ่วเทียนฉีเพียงเสนอความเห็นกับสนับสนุนยันต์วิเศษ ส่วนจงหลิงลงมือปฏิบัติกับปรับปรุงแก้ไขอีกขั้นหนึ่ง คล้ายกับว่าพวกเขาเห็นพ้องกันโดยไม่ต้องพูดคุยเื่นี้ในการร่วมงานเลย
“ถ้าอย่างนั้น หากพวกเราไปล่าสัตว์อสูร ศิษย์พี่จงจะไม่มาหาเ้าอีกหรือ?” เฉียวรุ่ยกังวลเล็กน้อย ถ้าพวกเขาออกไป จงหลิงต้องหาไม่พบสิ
“ไม่หรอก ข้อเสนอแนะที่ข้าบอกนางคงพอให้นางยุ่งไปอีกพักหนึ่ง รอนางจัดการเรียบร้อย คาดว่าค่ายกลป้องกันพันยันต์นี่ของพวกเราต้องสำเร็จลุล่วง ได้ดื่มสุราฉลองความสำเร็จกันแล้ว” เขาเข้าใจความสามารถกับฝีมือของจงหลิงอย่างยิ่ง ถึงได้รู้ว่าค่ายกลป้องกันพันยันต์ที่พวกเขาทุ่มเทความคิด วิจัยมาครึ่งค่อนปีใกล้จะสำเร็จ
ได้ยินคนรักเอ่ยเช่นนี้ เฉียวรุ่ยคลายความกังวลลง “อ้อ ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะไปเมื่อไรดี?”
“หกวันให้หลังแล้วกัน ยันต์วิเศษในมือก่อนหน้านี้ ข้าให้ศิษย์พี่จงไปแล้ว ข้าต้องเตรียมอีกชุดหนึ่งเสียก่อน และต้องไปบอกอาจารย์สักคำด้วย” ออกไปฝึกวิชาหรือทำภารกิจล้วนต้องแจ้งกับวิทยาลัยเสมอ
“ได้ ของข้าซื้อเรียบร้อย เ้าลองดูว่าใช้ได้ไหม ยังขาดอะไรข้าจะได้ไปซื้ออีก” เฉียวรุ่ยพูดพลางเอาโอสถ อุปกรณ์อาคมและป้ายควบคุมสัตว์อสูรที่ซื้อออกมา
หลิ่วเทียนฉีมองดูข้าวของบนโต๊ะแล้วพยักหน้าหลายหน “ดีมาก เสี่ยวรุ่ยของข้าทำงานเก่งเสียจริง!”
เฉียวรุ่ยได้ยินก็ค้อนอีกฝ่ายทีหนึ่ง “พอหรือไม่เล่า? ต้องซื้ออีกหน่อยไหม?”
“พอแล้ว ไม่ต้องซื้อเพิ่ม หลายวันนี้เ้าเตรียมตัวให้พร้อมเถอะ!”
“อื้อ!”
.........
หกวันให้หลัง หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยเดินทางออกจากวิทยาลัยเซิ่งตู
หลังออกจากวิทยาลัย หลิ่วเทียนฉีไม่ได้รีบร้อนพาเฉียวรุ่ยออกจากเมือง แต่พาคนรักไปร้านสมุนไพรทิพย์หลายร้าน ซื้อสมุนไพรทิพย์ขั้นหนึ่ง ขั้นสองและขั้นสามจำนวนหนึ่ง
จะผสมหมึกยันต์ นอกจาก้าเืสัตว์อสูรกับกระดูกสัตว์อสูรเป็วัตถุดิบสำคัญแล้ว ยังต้องใช้วัตถุดิบเสริมเป็บุปผาทิพย์กับสมุนไพรทิพย์อีกหลายชนิดด้วย เขาจึงวางแผนจะซื้อวัตถุดิบเสริมให้ครบก่อน เช่นนี้หลังพวกเขากลับจากเขาสัตว์อสูร จะได้ผสมหมึกยันต์ในทันที
‘เทียนฉี ซื้อสมุนไพรทิพย์โดยตรงเช่นนี้ ไม่ดึงดูดสายตาผู้คนเกินไปหรือ?’ พอเดินออกจากร้านสมุนไพรทิพย์ เฉียวรุ่ยรีบส่งกระแสจิตหาเขาอย่างเป็กังวล กลัวเทียนฉีมีปัญหาตามมาเมื่อซื้อวัตถุดิบ
‘วางใจเถอะ ผู้ฝึกตนที่ไม่ใช่นักหลอมโอสถมากมายต่างซื้อสมุนไพรทิพย์ไปให้นักหลอมโอสถช่วยหลอมโอสถให้เช่นกัน เพราะอย่างนั้น พวกเราไม่มีทางถูกสงสัยหรอก!’ ผู้ฝึกตนที่ซื้อสมุนไพรทิพย์มีอยู่ค่อนข้างมาก เขาคิดว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ดึงดูดให้ผู้คนสงสัยไม่ได้หรอก
ได้ยินเสียงกระแสจิตของหลิ่วเทียนฉี เฉียวรุ่ยพยักหน้ารับ คิดว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมีเหตุผล
ทว่า เมื่อเห็นเทียนฉีซื้อสมุนไพรทิพย์เสร็จ ยังตระเวนเข้าร้านขายของอีกมากมาย แถมยังซื้อแผนที่เขาแสงงามมาอีก เฉียวรุ่ยจึงกะพริบตาปริบๆ
“เทียนฉี พวกเราจะไปเขาแสงงามกันหรือ?” ก่อนหน้านี้ เฉียวรุ่ยยังเดาอยู่ว่าเทียนฉีจะพาไปเขาสัตว์อสูรลูกไหน? ที่แท้เป็เขาแสงงามเองหรือ?
“ใช่แล้ว เ้าไม่อยากไปหรือ?” หลิ่วเทียนฉีเอียงศีรษะ มองคนรักพลางหัวเราะแล้วเอ่ยถาม
“ก็ ไม่ใช่ไม่อยากไปหรอก แต่เ้า คงไม่ได้คิดจะไปหาสมบัติวิเศษเหมือนผู้ฝึกตนคนอื่นหรอกนะ?” เฉียวรุ่ยมองเขาอย่างคลางแคลง ถามขึ้นอย่างประหลาดใจ
ระยะนี้มีข่าวแพร่ไปทั่วนครเซิ่งตู เล่าลือกันว่าเขาแสงงามเกิดปรากฏการณ์ประหลาด มีสมบัติวิเศษปรากฏขึ้น ทำให้ผู้ฝึกตนมากมายจับกลุ่มกันเข้าไปค้นหาสมบัติ ได้ยินว่าวิทยาลัยเซิ่งตูเองก็มีผู้ฝึกตนวิทยาลัยยุทธ์กับวิทยาลัยกระบี่พากันไปค้นหาสมบัติด้วย
“ทั้งหาสมบัติได้ ล่าสังหารสัตว์อสูรได้ ไม่เสียเวลาทั้งสองอย่างไงล่ะ!” หลิ่วเทียนฉีบอกเจตนาชัดเจน
“ฮ่าๆๆ สมบัติไม่หาง่ายปานนั้นหรอกน่า” หากพบสมบัติกันง่ายปานนั้น หลายเดือนมานี้ ทำไมยังมีใครหาพบกันเล่า?
“หาไม่ง่าย ใช่ว่าจะไม่พบนี่? ไม่แน่นะ เ้าอาจโชคดีพบก็เป็ได้?”
ในนิยายต้นฉบับเคยกล่าวถึงเขาแสงงามว่าสมบัติที่นั่นเป็ผลไม้ทิพย์ ออกผลใต้ดินชนิดหนึ่งเหมือนกับมันฝรั่ง ใบกับดอกงอกอยู่บนพื้นดิน มองปราดเดียวก็เห็นชัด ช่างวิเศษนัก
ในนิยายต้นฉบับเล่าอีกว่า ท้ายที่สุด สมบัติชิ้นนี้ถูกเฉียวรุ่ยพบ เขาหาพบทั้งหมดสี่ผล กินเองสองผล ที่เหลือมอบให้พระเอก แต่พระเอกพลังระดับสร้างรากฐาน่ปลาย ผลไม้นี้จึงได้ผลกับเขาน้อยนิด พระเอกจึงยืมดอกไม้ถวายพระ เอาผลไม้ไปให้นางเอก เมื่อนางได้กินผลไม้วิเศษนี้ พลังจึงบรรลุระดับสร้างรากฐาน่ปลาย
คิดถึงพระเอกสารเลวคนนั้น หลิ่วเทียนฉีพลันอยากอัดเขาขึ้นมา เห็นเสี่ยวรุ่ยของตนเป็คนรวยหน้าโง่หรือไงฮะ? ถึงกับเอาของที่เสี่ยวรุ่ยมอบให้ไปเอาใจนางเอก หน้าไม่อายจริงเชียว!
ได้ยินหลิ่วเทียนฉีบอก เฉียวรุ่ยหัวเราะน้อยๆ ออกมา “ข้า ข้าก็ไม่แน่หรอก แต่ข้าจะลองดู!”
แม้ตนมีตาทิพย์หยั่งรู้ แต่เฉียวรุ่ยก็ไม่กล้ารับประกันว่าตนจะหาสมบัติพบ
“ฮ่าๆๆ สมบัตินั่นแล้วแต่วาสนาเถอะ งานหลักครั้งนี้ของพวกเราคือล่าสัตว์อสูร!” หลิ่วเทียนฉีไม่อยากกดดันคนรักมากนัก จึงไม่พูดอะไรอีก ซื้ออาหารเพิ่มอีกหน่อยถึงพาเฉียวรุ่ยออกจากเมืองไปด้วยกัน
