หลังจากฮวาเหยียนถามคำเหล่านี้เสร็จ นางพลันกล่าวต่อโดยไม่รอให้มู่เอ้าเทียนได้พูด “ฮ่องเต้มีพระโอรสองค์อื่นใช่หรือไม่เ้าคะ? ทว่าล้วนสิ้นพระชนม์ระหว่างที่กำลังเติบใหญ่? สุดท้ายจึงเหลือเพียงตี้หลิงหาน เช่นนี้ตำแหน่งองค์รัชทายาทของเขาก็จะไร้ผู้ใดสั่นคลอน แท้จริงแล้วตี้หลิงหานผู้นี้มีความคิดลึกล้ำ จิตใจอำมหิตอย่างแท้จริง กำจัดศัตรูของตนเองอย่างเหี้ยมโหดไร้ปรานี...”
ฮวาเหยียนคิดตามความเคยชินที่ตี้หลิงหานในสายตาของนางจะเลวร้ายยิ่ง ถึงอย่างไรนางก็ไม่มีความประทับใจอันดีต่อเขาั้แ่แรก เมื่อรวมกับประสบการณ์ในการดูละครเกี่ยวกับฮ่องเต้และศึกในวังหลวง จึงแต่งเสริมความเป็จริงที่เพิ่งได้ฟังเข้าไปเอง
พูดจบก็ถูกมู่เอ้าเทียนเคาะศีรษะทันที มู่เสวียนเย่เองก็เหลือบมองมาที่นางเช่นกัน
“เ้าพูดจาไร้สาระอันใด ลูกนี่ช่าง...”
มู่เอ้าเทียนที่ได้ยินคำกล่าวนั้น หัวใจพลันเต้นแรงด้วยความตระหนก เขาค้นพบว่าั้แ่ที่บุตรสาวตัวน้อยของเขากลับมา หัวใจของเขาพลันแข็งแกร่งยิ่งกว่าก่อน เป็เพราะได้รับการฝึกฝนจากบุตรสาวของเขา
“พ่อมิได้บอกแล้วหรือ ฮ่องเต้ทรงมีผู้สืบทอดเชื้อสายไม่มาก หนึ่งคือองค์รัชทายาท อีกหนึ่งคือองค์ชายน้อย แล้วก็องค์หญิงใหญ่ ไม่มีเหล่าองค์ชายพระองค์อื่นเช่นที่เ้าว่า หัวสมองของเ้าวันๆ ใช้คิดแต่เื่ใด?”
มู่เอ้าเทียนรู้สึกหมดหนทางแล้วจริงๆ
หยวนเป่าน้อยลอบหัวเราะอยู่ข้างๆ มู่เสวียนเย่เองก็มีรอยยิ้มแขวนอยู่ที่มุมปากด้วยเช่นกัน
ทว่าทางด้านฮวาเหยียนกลับปราศจากรอยยิ้ม นางกล่าวด้วยท่าทีจริงจังเป็อย่างยิ่งว่า “ในเมื่อเป็เยี่ยงนี้ เช่นนั้นข้ามีข้อสงสัยเ้าค่ะ...”
ด้วยน้ำเสียงที่ลึกล้ำและจริงจัง หัวสมองของมู่เอ้าเทียนกับมู่เสวียนเย่พลันตื่นตัว ทั้งสองล้วนจ้องมองฮวาเหยียน เคร่งเครียดมิต่างไปกว่ากัน
มู่เอ้าเทียนกล่าว “ขอถามลูกรัก เ้ามีข้อสงสัยอันใดหรือ? เ้าที่เป็เพียงอิสตรี มีคำถามมากมายมาจากที่ใด”
“ตี้หลิงหานครองตำแหน่งองค์รัชทายาทมาั้แ่ยังทรงพระเยาว์ ถักทอชะตากรรมของตนเอง ไร้พี่น้องต่อสู้ฟาดฟัน ปราศจากการแย่งชิงตำแหน่งองค์รัชทายาท ชีวิตของพระองค์ทรงราบรื่นยิ่ง เช่นนั้นย่อมมีปัญหาแล้ว เป็ผู้ใดที่วางยาองค์รัชทายาท? จีอู๋ซวงเองก็กล่าวว่าหนอนพิษกู่อยู่ในพระวรกายของพระองค์มาถึงยี่สิบปีแล้ว เช่นนั้นย่อมหมายความว่าเขาถูกพิษนี้ตอนมีพระชนมายุได้สี่หรือห้าชันษา เป็ผู้ใดกันที่ลงมืออย่างเหี้ยมโหดต่อองค์รัชทายาท? หากกล่าวว่าเป็คนจากแคว้นอื่น เช่นนั้นตรรกะก็ยังผิดเพี้ยนอยู่บ้าง หากแคว้นอื่น้าลอบทำร้ายองค์รัชทายาทแห่งต้าโจวจากมุมมืด เช่นนั้นสังหารเขาเสียั้แ่แรกก็จบ เหตุใดต้องทำเยี่ยงนี้ ทิ้งลูกเสือลูกจระเข้ให้มาแว้งกัดทีหลัง เก็บชีวิตของเขาไว้!”
คำพูดของฮวาเหยียนตรงประเด็น หลังจากทฤษฎีวิเคราะห์จบลง ทั้งห้องก็เงียบเป็เป่าสาก
เท่านั้นยังไม่พอ ท่านเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ฮวาเหยียนได้กล่าวข้อสรุปสุดท้ายว่า “ดังนั้น ข้าขอสรุปว่าผู้ที่ลอบทำร้ายตี้หลิงหานจากมุมมืดและวางพิษหนอนกู่ ย่อมต้องเป็คนข้างกายเขาอย่างแน่นอน และต้องเป็ผู้ที่ใกล้ชิดเขายิ่งนัก ไม่สังหารเขา ทำเพียงทรมานเขา จับตามองให้เขามีชีวิตอยู่มิสู้ตาย”
ทันทีที่คำพูดของฮวาเหยียนสิ้นสุดลง มู่เอ้าเทียนกับมู่เสวียนเย่ล้วนสูดลมหายใจเข้าลึก และค่อยๆ ถอนหายใจออกมาอย่างแ่เบา ชั่วขณะนั้นพวกเขายังไม่ค่อยเข้าใจนัก เหตุใดจู่ๆ หัวข้อสนทนาจึงก้าวะโอย่างยิ่งใหญ่เพียงนี้ จากเื่ที่ฮวาเหยียนถูกลอบทำร้าย ไปจนถึงฮ่องเต้มีพระโอรสกี่พระองค์ สุดท้ายจบด้วยความจริงที่ว่าองค์รัชทายาทตี้หลิงหานถูกลอบวางพิษหนอนกู่
ในฐานะพ่อและพี่ใหญ่ เวลานี้พวกเขาต่างตกตะลึงกับกระบวนการทางความคิดที่แตกต่างจากคนทั่วไปของฮวาเหยียน และยิ่งเลื่อมใสในความฉลาดหลักแหลมของนาง เพราะเมื่อคิดตามคำกล่าวของนางก็รู้สึกกลัวขึ้นมา ราวกับว่ามันเป็เช่นนั้นจริงๆ...
หนอนกู่เพลิงเย็นนี้เพิ่งได้รับการวินิจฉัยออกมา ดังนั้นพวกเขาจึงยังไม่มีเวลาคิดเื่นี้อย่างละเอียด
ทว่าหากการคาดเดาของฮวาเหยียนเป็เื่จริง เช่นนั้นคนผู้นั้นคือใครเล่า? เพียงคิดให้ละเอียดก็น่ากลัวยิ่งแล้ว
สองพ่อลูกมู่เอ้าเทียนกับมู่เสวียนเย่มีสีหน้ามิต่างกัน เยือกเย็นและจริงจัง ราวกับพวกเขาบังเอิญทำลายความลับอันยิ่งใหญ่ บุรุษทั้งสองที่เดินบนเส้นทางของคมมีดและเหล็กกล้า ยามนี้ไม่รู้จะตอบสนองอย่างไร
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของท่านพ่อและพี่ใหญ่ ฮวาเหยียนพลันถอนหายใจช้าๆ “ท่านพ่อ พี่ใหญ่เ้าคะ ในใต้หล้านี้ยังมีหลายสิ่งที่พวกท่านมิอาจคาดเดาได้อีกมาก พวกท่านเนี่ย ช่างไร้เดียงสาเกินไปแล้วเ้าค่ะ!”
มู่เอ้าเทียน มู่เสวียนเย่ “...!”
นี่พวกเขาถูกฮวาเหยียนทอดทิ้งแล้วใช่หรือไม่?
หยวนเป่าที่อยู่ข้างๆ พยายามกลั้นหัวเราะ ดวงตาคิ้วงามโค้งมน น่ารักเป็อย่างยิ่ง
คิดถึงยามที่เขาได้ยินว่าท่านตากับท่านลุงใหญ่กลับจวนมาแล้ว เขาจึงรีบวางมือจากงานที่ทำอยู่เพื่อเร่งมาหา ทว่ากลับไม่คาดคิดว่าจะได้ยินเื่ที่เคยเกิดขึ้นกับท่านแม่ ในชั่วขณะนั้น เขารู้สึกเพียงว่าเืลมปั่นป่วน ปรารถนาจะสังหารคนที่ทำร้ายมารดาของเขาด้วยดาบพันเล่ม
จนกระทั่งท่านแม่โอบกอดเขาไว้ จุมพิตเบาๆ ที่หน้าผาก ความโกรธของเขาจึงค่อยเบาบางลง
ไม่มีผู้ใดทราบว่าจุดยืนของท่านแม่ในจิตใจเขา สำคัญยิ่งกว่าชีวิตของตัวเขาเองด้วยซ้ำ
ยามนี้ช่างดียิ่ง ครอบครัวสุขสันต์ เต็มเปี่ยมด้วยความอบอุ่น
“ลูกรัก หากสิ่งที่เ้าคาดเดาเป็ความจริง เ้าคิดว่าคนที่ลงมือทำร้ายองค์รัชทายาทคือผู้ใดหรือ?”
มู่เอ้าเทียนกดเสียงลงต่ำ พลางโน้มตัวไปตรงหน้าฮวาเหยียนแล้วถามขึ้น
ฮวาเหยียนกะพริบตา นางมองท่านพ่อ จากนั้นก็เหลือบมองพี่ใหญ่ ก่อนจะพบว่าพี่ใหญ่เองก็มีสีหน้าจริงจังเช่นกัน ทว่ากลับลอบกางใบหูตั้งใจฟัง นางเม้มริมฝีปาก กลั้นรอยยิ้มเอาไว้และกล่าวว่า “ข้าจะรู้ได้อย่างไร ท่านพ่อ ข้ามิใช่เทพเซียนนะเ้าคะ...”
มู่เอ้าเทียน “...!”
เ้าเด็กคนนี้ นับวันยิ่งไม่มีผู้น้อยผู้าุโ ไม่เคารพผู้หลักผู้ใหญ่เสียแล้ว
ทว่าพอลองคิดดูแล้ว บุตรสาวของเขาทั้งฉลาดและปราดเปรียว สามารถนำเื่ราวต่างๆ มาวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนจนถึงขั้นนี้ได้ ย่อมนับว่าเก่งกาจยิ่งแล้ว ทั้งเขากับเย่เอ๋อร์ยังคิดไม่ถึง เดิมทีก็ไม่เคยมองมาด้านนี้เลย อย่างไรก็ตาม บุตรสาวของเขาไม่รู้จักคนในราชวงศ์ จะสามารถคาดเดาว่าเป็ผู้ใดที่ลงมือได้อย่างไร?
แต่เมื่อนึกถึงการวิเคราะห์ของฮวาเหยียน และคิดถึงคนที่ทำร้ายองค์รัชทายาท คนเ่าั้ล้วนแอบอยู่ในเงามืด มู่เอ้าเทียนก็เริ่มมีหยาดเหงื่อผุดซึม
“มิได้การ ข้าต้องทูลเื่นี้ให้ฝ่าาทรงทราบ”
มู่เอ้าเทียนกล่าว
เมื่อสิ้นเสียงก็หยัดกายลุกขึ้นทันที เขาต้องออกเดินทางเดี๋ยวนี้ แม้แต่พริบตาเดียวก็รอไม่ไหว
ฮวาเหยียน “...!”
ท่านพ่อของนางมีจิตใจที่ซื่อสัตย์จริงๆ
“ท่านพ่อ มิต้องไปหรอกเ้าค่ะ สิ่งที่ข้าคิดได้ ตี้หลิงหานย่อมคิดได้เช่นกัน เขามิใช่คนโง่ ตรงกันข้าม จิตใจของเขาเ้าเล่ห์เป็อย่างยิ่ง แม้แต่บุตรสาวของท่านที่ฉลาดหลักแหลมยังตกหลุมพราง วิ่งเต้นอยู่ในมือของเขาถึงสองครั้งสองครา คิดว่าคนเช่นนี้ต้องรอให้ท่านพ่อไปเตือนด้วยหรือเ้าคะ?”
ฮวาเหยียนเปิดปาก นึกถึงเื่ที่นางวิ่งเต้นอยู่บนมือของตี้หลิงหานถึงสองครั้ง ในใจพลันบังเกิดความอึดอัด ราวกับว่าทุกครั้งคราที่นางเผชิญหน้ากับตี้หลิงหาน นางต้องเป็ฝ่ายเสียเปรียบ
“มิได้ พ่อยังต้องไปบอกกล่าวกับพระองค์สักครา หากมีโอกาสเพียงน้อยที่องค์รัชทายาททรงคิดไม่ถึงเล่า? อย่างไรก็ต้องไปเตือนสักหน่อย”
หลังพูดคำนี้จบ มู่เอ้าเทียนก็รีบร้อนออกจวนไปอีกครั้งทันที ฮวาเหยียนคิดจะรั้งเอาไว้ก็ทำไม่ได้
ฮวาเหยียนพูดไม่ออก เมื่อนางมองไปที่พี่ใหญ่อีกหน เขาเองก็กำลังขมวดคิ้วคิดหนัก ท่าทางดูเป็กังวลยิ่ง
“ท่านลุงใหญ่ ท่านขมวดคิ้วจนแทบจะบี้ยุงได้แล้วนะขอรับ ท่านแม่ของข้าเคยกล่าวไว้ว่าห้ามขมวดคิ้วตลอดเวลา มิเช่นนั้นจะกลายเป็คนแก่ตัวน้อย”
หยวนเป่าก้าวไปข้างหน้าเพื่อจับมือของมู่เสวียนเย่ ก่อนจะพูดออกมาอย่างฉะฉาน
ความคิดของมู่เสวียนเย่ถูกดึงกลับมา เขามองดูใบหน้ารูปไข่ของหลานชายตัวน้อยที่ราวกับหยกแกะสลักสีชมพู ภายในใจพลันอิ่มเอิบและภูมิใจยิ่ง เขาเอื้อมมือกอดหยวนเป่า “ข้าได้ยินมาว่าเมื่อคืนวานหยวนเป่าทำเื่ที่ยิ่งใหญ่นัก น่าเสียดายที่ลุงใหญ่มิได้เห็นด้วยตาตนเอง หยวนเป่าเล่าให้ลุงฟังได้หรือไม่?”
“อื้ม...!”
หลังได้ยินเสียงตอบรับของหยวนเป่า เด็กน้อยก็หันไปหามารดาของตนก่อนเอ่ยว่า “ท่านแม่ เช่นนั้นข้าขอไปคุยกับท่านลุงใหญ่สักพัก แล้วตอนค่ำจะกลับมาอยู่เป็เพื่อนท่านนะขอรับ...”
ดังนั้นพี่ใหญ่กับหยวนเป่าน้อยจึงเดินจากไป ทิ้งฮวาเหยียนไว้เพียงลำพังท่ามกลางสายลมในห้องโถง ไหนพูดกันเสียดิบดีว่านางเป็องค์หญิงน้อยของตระกูลมู่มิใช่หรือ?
