ตอนที่พูดถึงเื่นี้ ผู้าุโตระกูลจูยังฟังดูภูมิใจมากอีกต่างหาก
ก็ถือว่าสมกับที่บรรพบุรุษต้นตระกูลเคยเป็ถึงจักรพรรดิมาก่อน ถึงจะโดนชิงบัลลังก์ไปในภายหลังก็ตาม
เฉินเฟิงหัวเราะเบาๆ
"ลูกหลานข้าช่างไร้ความสามารถกันเสียจริง เหมือนกับพ่อผู้มีชีวิตสั้นของพวกเขาไม่มีผิด ถึงกับโดนน้องชายสี่แย่งบัลลังก์ไปได้!"
เฉินเฟิงในภพที่สี่สิบสาม ซึ่งก็คือจูหยวนจาง(จักรพรรดิหงอู่) ฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ิ!
เฉินเฟิงไม่พูดอะไรให้มากความ เพียงวิจารณ์สั้นๆ แค่ประโยคเดียว
แต่ประโยคเดียวนั้นกลับก่อให้เกิดคลื่นพายุแห่งความตกตะลึงในใจของผู้ฟัง!
เพราะเฉินเฟิงพูดต่อจากคำพูดของผู้าุโตระกูลจูว่าลูกหลานของเขาไร้ความสามารถ โดนน้องชายสี่แย่งบัลลังก์
นี่ไม่ใช่หมายความว่าจักรพรรดิเจี้ยนเหวิน จูหยุ่นเหวิน เป็หลานของเขาและโดนจูตี้(จักรพรรดิิเฉินจู่) ซึ่งเป็พระอนุชาแย่งบัลลังก์ไปหรอกหรือ?!
"ท่านคือ..."
ผู้าุโตระกูลจูพึมพำด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เงยหน้ามองเฉินเฟิง แต่ไม่กล้าสบตา
เฉินเฟิงเป็เพียงแค่บุตรนอกสมรสของตู้เยว่ยงในสายตาของเหล่าผู้าุโจากเก้าตระกูลใหญ่แห่งโม๋ตู
ด้วยเหตุนี้ ตู้เยว่ยงจึงมอบอำนาจในการควบคุมตระกูลตู้ทั้งหมด รวมถึงหุ้นห้าสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ของแต่ละตระกูลในเก้าตระกูลใหญ่ให้แก่เฉินเฟิงก่อนสิ้นลม
อีกทั้งยังมีความเป็ไปได้ที่ว่าเฉินเฟิงอาจเป็เทพเซียนในตำนานที่สามารถย้อนวัยกลับเป็หนุ่มและมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานถึงร้อยกว่าปี
แต่วาจาต่างๆ ของเฉินเฟิงในยามนี้ ได้ทำลายความเชื่อของเหล่าผู้เฒ่าให้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
เฉินเฟิงผู้นี้ไม่ใช่บุตรนอกสมรสของตู้เยว่ยง หากแต่เป็ตัวตู้เยว่ยงเองที่กลับชาติมาเกิด!
ในเมื่อเขาได้กล่าวมาโดยตลอดว่า ฉู่ปี้ชิงคือเมิ่งตงเสวียที่กลับชาติมาเกิด อีกทั้งยังเอ่ยปากจะจัดการลูกหลานอกตัญญูตระกูลตู้!
แถมตอนนี้
เฉินเฟิงยังกล่าวเป็นัยๆ อีกว่าแม้แต่จักรพรรดิเจี้ยนเหวิน พระนามจูหยุ่นเหวินก็เป็เพียงหลานไร้ความสามารถ
เช่นนี้จะไม่ให้เหล่าผู้าุโเหล่านี้ตกตะลึงได้อย่างไร
"อดีตก็คืออดีต วันวานเก่าๆ เสมือนเมฆาพัดผ่านไป...พวกเ้าจำเพียงแต่ว่าบัดนี้ข้าชื่อเฉินเฟิง เป็คนที่พวกเ้าไม่ควรต่อต้านโดยเด็ดขาด
หากอยากสืบหาอดีตของข้า ลองสืบหารูปวาดของจูหยวนจางสมัยหนุ่มๆ ดู แล้วจะรู้ว่าข้าคือใคร"
สายตาอันเปี่ยมล้นด้วยอำนาจของเฉินเฟิงกวาดมองใบหน้าเหล่าผู้าุโทีละคน ก่อนจะหยุดลงที่ผู้าุโตระกูลจูและกล่าวกับเขาอย่างไม่ใส่ใจ
คำพูดเหล่านี้ถูกบรรดาสาวงามทั้งหกนางที่เพิ่งวิ่งแจ้นเข้ามาได้ยินอย่างชัดเจน
สีหน้าของพวกเธอต่างเต็มไปด้วยความประหลาดใจ โดยเฉพาะจูเซียวเซียว
ใบหน้างามสะคราญของเธอเต็มไปด้วยความตกตะลึงยิ่งกว่าใครเพื่อน
"ท่านทวด...เขา..."
จูเซียวเซียวมองผู้าุโตระกูลจู ริมฝีปากอิ่มเผยอออกเล็กน้อย แต่ก็ไม่อาจเอื้อนเอ่ยอะไรได้
"ไปได้แล้ว หวังว่าหลังจากนี้ตระกูลจูจะเข้าใจและรู้จักการปรับตัว อย่าได้เดินตามรอยตระกูลตู้"
เฉินเฟิงมองจูเซียวเซียวด้วยสายตาเฉยเมย เขาไม่ได้มองลูกหลานของตนจากชาติก่อนด้วยสายตาชื่นชมในแง่ของชายหญิง
เมื่อสิ้นประโยค หมอกมายาปรากฏขึ้นจากเท้าของเฉินเฟิง
แต่แล้วหมอกเ่าั้ก็พลันมลายหายไป ราวกับว่าระดับการฝึกตนของเขายังไม่สูงเพียงพอ!
เฉินเฟิงรู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย การเหาะเหินเดินอากาศนี้อย่างน้อยต้องมีระดับขั้นจินตาน ขณะนี้เขาอยู่ในอาณาจักรเหนือธรรมชาติขั้นหนึ่ง ทำให้ไม่สามารถใช้วิชาได้สำเร็จ
เขาจึงเงยหน้ามองก้อนเมฆเพียงหนึ่งเดียวบนท้องฟ้าใสไกลสุดลูกหูลูกตา พลางเอื้อนเอ่ยอย่างแ่เบา
"เมฆสีทองอยู่ไหน?"
ทันใดนั้น ตามเสียงทักถามของเฉินเฟิง เขาปลดปล่อยพลังหยวนบริสุทธิ์จากทั่วร่าง บังคับบีบอัดอากาศส่วนที่เป็ก้อนเมฆบนท้องฟ้าให้หดตัวและหนาแน่นขึ้น
ในที่สุด ท่ามกลางสายตาเบิกกว้างด้วยความใของผู้คน เมฆบนท้องฟ้ากลับกลายเป็เมฆมงคลที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงหนึ่งเมตร ก่อนจะร่อนลงมาอยู่ตรงหน้าเฉินเฟิง
เฉินเฟิงยังคงจับมือเนียนนุ่มของฉู่ปี้ชิงไว้แน่น ทำท่าจะพาเธอะโขึ้นไปบนเมฆมงคลพร้อมกัน
ผู้ที่ฝึกวิชาถึงขั้นอาณาจักรเหนือธรรมชาติสามารถขี่อาวุธของตนได้ สิ่งที่เฉินเฟิงทำก็คือบีบอัดเมฆบนท้องฟ้าให้กลายเป็เมฆมงคลที่เป็รูปธรรม แล้วใช้มันบินแทนอาวุธ
แต่...
ฉู่ปี้ชิงเป็เพียงหญิงสาวธรรมดา ไหนเลยจะเคยประสบพบเห็นเหตุการณ์อันน่าตื่นตะลึงเช่นนี้มาก่อน
ดังนั้น...
เมื่อเฉินเฟิงกำลังจะดึงเธอะโขึ้นไปบนเมฆมงคลพร้อมกัน ฉู่ปี้ชิงจึงสะบัดมือเขาออกอย่างแรง
"ฉันขับรถไปเองดีกว่า แค่พาฉันไปพิสูจน์ความจริงที่ตระกูลตู้ ฉันขับรถไปก็พอ..."
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้คนตกตะลึงอย่างที่สุด มากกว่าตอนที่เฉินเฟิงฆ่าคนตระกูลฉู่ไปห้าสิบสี่ชีวิตแล้วดูดกลืนเอาอายุขัยของพวกเขาเสียอีก
อย่างแรกยังพอเข้าใจได้ว่าเฉินเฟิงฝึกวิชามารจนแกร่งกล้า แต่การบังคับเมฆบนท้องฟ้าให้กลายเป็เมฆมงคลได้ เป็สิ่งที่มีแต่เทพเ้าในตำนานเท่านั้นที่สามารถทำได้
เฉินเฟิงเห็นฉู่ปี้ชิงเป็แบบนี้ก็ไม่ได้บังคับฝีนใจอะไรเธอ ก่อนจะหันไปพูดกับจูเซียวเซียว
"เห็นแก่ที่เ้านามสกุลจู หุ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของตระกูลจูไม่ต้องเอามาให้ข้าแล้ว ข้าจะพาเ้าไปััความรู้สึกของการนั่งเมฆสีทองเอง"
แม้ว่าตอนนี้เฉินเฟิงจะยืนอยู่บนเมฆอย่างมั่นคง ลอยอยู่เหนือพื้นดินแล้ว แต่จูเซียวเซียวก็ยังคงมองฉู่ปี้ชิงด้วยสายตาลังเลเล็กน้อย
สุดท้ายจูเซียวเซียวก็ยื่นมือขาวเนียนของตนเองให้เพราะสายตาชี้นำจากผู้าุโในตระกูล แล้วเธอก็ถูกเฉินเฟิงดึงขึ้นไปยืนบนเมฆ
"เอ่อ...ฉันก็อยากลองด้วยเหมือนกัน!"
จ้าวไห่ถังรีบพูดขอเพราะไม่อยากพลาดโอกาสให้การล่องลอยในอากาศไปพร้อมกับเฉินเฟิง
"คราวหน้าแล้วกัน..." จากนั้นเฉินเฟิงก็หันไปมองสาวงามจากตระกูลคนอื่นๆ เป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะเอ่ยปากเสียงเรียบ
"ต่อไปพวกเ้าจงขึ้นเป็หัวหน้าตระกูล ตรวจสอบทรัพย์สินตระกูลตัวเองโดยไว แล้วให้หุ้นอีกร้อยละยี่สิบมาอยู่ในนามข้าภายในเจ็ดวัน"
เมื่อกล่าวจบ เฉินเฟิงก็ควบคุมเมฆมงคลพาตนเองและจูเซียวเซียวบินมุ่งหน้าสู่ตระกูลตู้ในโม๋ตู
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้คนต่างพากันเงยหน้าขึ้นมองตามเมฆมงคลของเฉินเฟิงที่ลอยลับไปด้วยความทึ่งยิ่งกว่าเดิม
แม้ยุคนี้จะเป็ยุคสมัยแห่งเทคโนโลยี แต่การเหาะเหินเดินอากาศแบบในเทพนิยายเหล่านี้กลับเกิดขึ้นจริงต่อหน้าต่อตา ทำให้พวกเขาต่างตะลึงงันไม่รู้จะทำตัวอย่างไร
ไม่นานนัก ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจของพวกเขาพร้อมกัน นั่นคือต่อไปนี้ต้องระวังตัวไม่ให้พลาดพลั้งไปขวางทางเฉินเฟิงเป็อันขาด เพราะโทษล้างตระกูลยังถือว่าเบาไปเสียด้วยซ้ำ
ฉู่ปี้ชิงมองตามเมฆมงคลที่เฉินเฟิงนั่งลอยลับไปอย่างอ้างว้าง ก่อนจะเดินไปยังศพของเหล่าผู้าุโในตระกูล ศพฉู่ฝาน และศพของผู้เป็บิดามารดา
ก่อนที่สุดท้ายจะหันไปมองเหล่าลูกน้องในตระกูลฉู่กว่าสองร้อยคน พลางกัดฟันออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด
"ั้แ่นี้ไป พวกคุณลูกจ้างต่างสกุลให้เปลี่ยนเป็สกุลฉู่ทุกคน
หากใครเปลี่ยนสกุลจะได้รับโบนัสหนึ่งล้านหยวนและให้ถือว่าตระกูลฉู่เป็บ้าน ส่วนปลายปียังมีโบนัสตามปกติ
ภายในครึ่งปี ฉันจะคัดผู้ที่ทำผลงานดีเด่นเป็พิเศษห้าสิบห้าคนมาแทนที่ของคนตระกูลฉู่เดิมอย่างเป็ทางการ
สำหรับตอนนี้...เก็บศพของครอบครัวฉันแล้วนำพวกเขาไปฝัง..."
เฉินเฟิงได้ล้างตระกูลฉู่จนหมดสิ้นจริงๆ ซึ่งเป็ที่แน่นอนว่าเขาย่อมไม่มีทางเรียกร้องหุ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์จากตระกูลฉู่อีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างของตระกูลฉู่ยังคงอยู่ในมือของฉู่ปี้ชิงผู้เป็ผู้นำตระกูล
หลังสั่งการเสร็จสิ้น ฉู่ปี้ชิงก็ขับรถมาเซราติมุ่งหน้าไปยังตระกูลตู้เพียงลำพัง
เมื่อฉู่ปี้ชิงออกจากคฤหาสน์ตระกูลฉู่ บรรดาบอดี้การ์ดตระกูลฉู่เ่าั้ก็เริ่มลงมือรวบรวมและทำการปลงศพของผู้คนตระกูลฉู่ด้วยความตื่นเต้น
เพราะหลังจากเก็บศพเสร็จและไปเปลี่ยนนามสกุลเป็สกุลฉู่ หลังจากนี้พวกเขาก็จะได้กลายเป็ส่วนหนึ่งของตระกูลฉู่ที่มีทรัพย์สินกว่าแสนล้านอย่างเป็ทางการ
แถมยังได้รับโบนัสเปลี่ยนนามสกุลทันทีอีกหนึ่งล้าน โอกาสทองเช่นนี้ มีหรือที่พวกชาวยุทธและทหารรับจ้างที่ต้องทำงานเสี่ยงชีวิตเหล่านี้จะไม่ตื่นเต้น
"เร็วเข้า...รีบเก็บกวาดให้เรียบร้อยแล้วไปเปลี่ยนนามสกุลที่ที่ว่าการฯ เร็วๆ เลย..."
บรรดาบอดี้การ์ดตระกูลฉู่หลายคนต่างพากันโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น
"ไอ้พวกคนต่างสกุลพวกนั้นน่ะ รีบไปได้แล้ว ต่อไปนี้ตระกูลฉู่ไม่ต้อนรับพวกเ้าแล้ว!"
หลายคนถึงกับเอ่ยด่าทอแขกผู้มาร่วมงานและแขกคนสำคัญจากตระกูลอื่น
ผู้คนจากตระกูลต่างๆ และแขกที่มาร่วมงานอวยพรจึงพากันออกจากคฤหาสน์ตระกูลฉู่ไปอย่างจำยอม
ตระกูลฉู่เดิมมีสมาชิกภายในตระกูลกว่าห้าสิบห้าคน ถึงแม้ในตอนนี้จะถูกเฉินเฟิงสังหารทิ้งจนหมดสิ้นไปแล้วก็ตาม
แต่ในขณะนี้ มีบอดี้การ์ดเหล่านี้ที่จะเปลี่ยนมาใช้สกุลฉู่แทน ในขณะที่จำนวนหุ้นยังคงเท่าเดิม อำนาจทางการเงินของตระกูลจึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
ในทางตรงกันข้าม สี่ตระกูลใหญ่ในเก้าตระกูลจะต้องมอบหุ้นอีกร้อยละยี่สิบให้เฉินเฟิง
เมื่อถึงตอนนั้น เฉินเฟิงจะได้หุ้นของบริษัทั์ใหญ่ถึงร้อยละเจ็ดสิบจากสี่ตระกูลใหญ่!
แม้พวกเขาจะไม่เต็มใจ แต่หลังจากได้ประจักษ์ถึงวิธีการอันเด็ดขาดและความสามารถอันน่าอัศจรรย์ในการเหาะเหินเดินอากาศของเฉินเฟิงแล้วก็ไม่มีผู้ใดกล้าต่อต้าน
เพราะตระกูลฉู่ที่ยังไม่ทันได้เริ่มต่อต้านก็โดนเฉินเฟิงล้างตระกูลไปเป็ที่เรียบร้อย
พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะให้ตระกูลของตนต้องประสบชะตากรรมเดียวกับตระกูลฉู่ ที่สมาชิกทั้งหมดถูกสังหารก่อนจะถูกบอดี้การ์ดต่างสกุลเข้ามาแทนที่สถานะของพวกเขา
ทางด้านจ้าวไห่ถัง หลังจากถูกเฉินเฟิงปฏิเสธไม่ให้ขึ้นขี่เมฆ เธอก็เริ่มคิดหาวิธีเอาใจเขา จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองยังมีคู่แข่งอย่างเย่ชิงเยว่อยู่
ก็เพราะเฉินเฟิงได้คืนหุ้นห้าสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ในตระกูลเย่ให้แล้ว
ด้วยเหตุนี้ จ้าวไห่ถังจึงมองเย่ชิงเยว่ที่ส่องประกายเปล่งปลั่งด้วยอัญมณีจากศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะพูดกับเธอว่า
"พี่ชิงเยว่ ทำไมไม่เข้าหาเขาให้มากกว่านี้ล่ะ?"
แม้จ้าวไห่ถังจะพูดอย่างอ้อมค้อม แต่ด้วยความที่เย่ชิงเยว่เป็คนฉลาด เธอรู้ทันความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้นได้ในทันที
"เปล่าประโยชน์น่า ต่อให้เธอได้ขี่เมฆคู่กับคุณหลี่ แต่ดูท่าทีของเขาแล้ว เขาคงไม่มีทางชอบเธอหรอก
ฉันเห็นว่าคุณหลี่น่ะ ถึงจะฆ่าล้างตระกูลฉู่ไปแล้ว แต่เขาก็ยังดีกับฉู่ปี้ชิงมากเลยนะ สายตาเขาเต็มไปด้วยความรัก"
เย่ชิงเยว่ที่เคยตรวจสอบอัญมณีมาแล้วมากมายหลายชิ้น จนถึงกับสามารถประเมินค่าหยกได้ด้วยตาเปล่าจึงมีความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวในการมองความคิดอ่านผู้ชายผ่านแววตา
"จริงอะ รักใครสักคนแล้วดันไปฆ่าล้างตระกูลเขาอะนะ?!"
จ้าวไห่ถังและสาวงามคนอื่นๆ ถามกลับอย่างไม่อยากจะเชื่อหู
พวกเธอยอมรับข้อนี้ไม่ไหวจริงๆ
"เอาเป็ว่าต่อไปนี้พวกเราก็ทำหน้าที่เป็ผู้นำตระกูลของตัวเองให้ดีก็พอ ส่วนเื่ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงกับเขา ฉันว่าอย่าหวังเลยดีกว่า
ดูเหมือนคุณหลี่คงอยากให้พวกเราสาวๆ เอาเวลาไปบริหารอำนาจในตระกูลตัวเองมากกว่านะ"
แม้ว่าเย่ชิงเยว่จะไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกับเฉินเฟิงนัก แต่เธอก็วิเคราะห์ความคิดในใจของเขาได้อย่างรวดเร็ว
"อือ...พวกเธอน่ะยังถอนตัวได้ แต่ฉันนะสิ ติดลึกจนถอนตัวไม่ขึ้น!"
เธอรู้ตัวดีว่าตนเองดันไปตกหลุมรักคนที่ไม่ควรรักเข้าให้แล้ว จ้าวไห่ถังเลยพูดอย่างอับจนหนทาง
"สภาพเธอเป็แบบนี้ ยังจะเป็คุณหนูไห่ถังที่พวกเรารู้จักอยู่อีกเหรอ?"
"อะไรยังไง? ถึงกับพูดแทรกขึ้นมาแบบนี้ ไม่เหมือนกับตัวเธอเวลาปกติเลยนะ?"
จ้าวไห่ถังถามลี่จีกลับ
ลี่จียิ้มแต่ไม่พูดอะไรอีก
มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ว่าตระกูลลี่ของเธอนั้น จริงๆ แล้วเป็ตระกูลลับที่สืบทอดมาจากจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้
ไม่ได้ใช้สกุลหยิง ไม่ได้ใช้สกุลจ้าว แต่เลือกใช้สกุลของลี่ปู้เหวยที่ไม่น่าเป็ไปได้ที่สุด
แม้กระทั่งตราประทับหยกส่งต่ออำนาจการปกครองแผ่นดินที่บรรดาฮ่องเต้ทุกรุ่นต่างแสวงหาแต่ไม่เคยได้มาก็ยังถูกซ่อนไว้บูชาอยู่ในศาลเ้าบรรพบุรุษตระกูลลี่!
เื่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็เพราะหลักการรักษาความเรียบง่ายทำตัวต่ำต้อยของตระกูลลี่ที่ยึดถือกันตลอดชั่วอายุคน พวกเขาจึงสามารถเก็บรักษาตราประทับหยกส่งต่ออำนาจการปกครองแผ่นดินเอาไว้ได้!
ลี่จีมีพลังพิเศษติดตัวมาแต่กำเนิด เธอสามารถดูดซับพลังจักรพรรดิที่สะสมมากว่าสองพันปีจากตราประทับหยกได้
เมื่อครู่ลี่จีพบว่าตนรู้สึกร้อนวูบวาบทั่วทั้งตัว ััได้ถึงเืเนื้อเชื้อไขที่แตกต่างซึ่งเรียกหาจากทางเฉินเฟิง
เพราะว่าปราณจักรพรรดิที่แผ่ออกมาจากตัวเฉินเฟิงนั้นเข้มข้นเกินไป
