หากไม่เป็เพราะเนี่ยเทียนมัวมาเสียเวลาอยู่กับพี่น้องตระกูลอันพวกเขาก็คงพ้นลานบ้านนี้ไปแล้วและอาจจะไม่ได้เจอกับผู้แข็งแกร่งทั้งสามของสำนักโลหิต
หากไม่เจอกับผู้แข็งแกร่งทั้งสามของสำนักโลหิตอูซิ่งก็คงไม่ลงมือคงไม่เปิดเผยตำแหน่งของตัวเอง
แต่เมื่อเป็แบบนี้ผู้แข็งแกร่งสามคนนั้นของสำนักโลหิตที่เยื้องกรายลงในบริเวณใกล้เคียงที่พำนักของพี่น้องอันซืออี๋ก็ย่อมต้องพบเจอพวกนางสองคนอย่างแน่นอน
หากเนี่ยเทียนไม่หยุดชะงัก พวกเขาสามารถหลบเลี่ยงการต่อสู้ครั้งนี้แต่พี่น้องตระกูลอัน... มีความเป็ไปได้ถึงแปดเก้าส่วนว่าต้องตายอยู่ที่นี่
“อารมณ์อ่อนไหวทำร้ายคนได้มากที่สุด!”
หญิงชราเวิงอารามเสวี้ยนอู้ไม่พอใจ ปากจึงพึมพำหนึ่งประโยค
“อูซิ่งอยู่ที่นี่!”
ลูกศิษย์สำนักโลหิตสองคนที่เหลืออยู่เอะอะเสียงดังขอความช่วยเหลือจากสหายที่อยู่ใกล้เคียง
“อูซิ่งแห่งสำนักหลิงอวิ๋น!”
ผู้แข็งแกร่งของสำนักโลหิตที่ลงมาจากท้องฟ้าได้ยินเสียงคนทั้งสองร้องะโจึงพากันมารวมตัวอยู่ที่นี่
“แย่แล้ว!”
อูซิ่งสีหน้าเคร่งขรึมมองเห็นผู้แข็งแกร่งคนหนึ่งของสำนักโลหิตที่สวมเสื้อคลุมสีเืและไม่มีแขนซ้าย
เขารู้ว่าคนผู้นั้นคือใคร
“หลิวเหยี่ยน! เ้าพาพวกเขาไปยังที่ที่พันเทาบอกข้ากับแม่เฒ่าเวิงจะอยู่สกัดกั้นด้านหลังเอง”อูซิ่งคำรามดัง
“เจิ้งปิน หันซินพวกเ้าตามพวกเขาไป!”หญิงชราเวิงเองก็ตัดสินใจอย่างฉับพลัน
เวลานี้ผู้แข็งแกร่งหกคนของสำนักโลหิตต่างก็พากันเข้ามาใกล้ตามเสียงะโของคนทั้งสอง
“อูซิ่ง! แม่เฒ่าเวิง!”ชายฉกรรจ์ที่มีเพียงแขนขวาผู้นั้นแสยะยิ้มชั่วร้าย“ไม่เจอกันนานเลยนะ! ครึ่งปีมานี้พวกเ้าสี่สำนักร่วมมือกันฆ่าคนสำนักโลหิตของพวกเราไปไม่น้อย วันนี้ได้เวลาคิดบัญชีแล้ว!”
มือขวาของเขาโบกหนึ่งครั้งวงล้อสีแดงฉานดุจเืมากมายหมุนติ้วเข้าใส่
วงล้อเ่าั้ส่งเสียงคำรามเสียดแก้วหูปลดปล่อยแสงสีเืที่น่าหวาดกลัวออกมาพริบตาเดียวก็เข้ามาโอบล้อมอูซิ่งเอาไว้
ผู้แข็งแกร่งอีกคนหนึ่งของสำนักโลหิตพอเห็นว่าเขาลงมือจึงตรงไปล้อมโจมตีหญิงชราเวิงแห่งอารามเสวียนอู้
“ไป!”
หลังจากหลิวเหยี่ยนได้ยินคำสั่งของอาจารย์ก็เร่งเร้าให้ทุกคนออกเดินทางทันทีอย่างไร้ซึ่งความลังเล
เขาสังเกตเห็นว่าตรงกลางหุบเขามีลูกศิษย์อีกหลายคนของสำนักโลหิตที่คล้ายสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวตรงจุดนี้จึงทิ้งเป้าหมายของพวกเขาแล้วมารวมตัวกันที่นี่อย่างรวดเร็ว
หลิวเหยี่ยนรู้ดีว่าหากถูกผู้แข็งแกร่งมากมายของสำนักโลหิตโอบล้อมเอาไว้พวกเขาก็อย่าได้หวังว่าจะไปยังเขาหินนั่นได้สำเร็จ
สื่ออี้และหลัวซินต่างก็รู้นิสัยของอูซิ่งดีรู้ว่าหากเขาตัดสินใจแล้วพวกเขาที่เป็ลูกศิษย์ก็ทำได้เพียงยอมปฏิบัติตามอย่างไร้เงื่อนไขเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้พวกเขาเลยไม่มีความคิดที่จะหยุดอยู่ต่อเพื่อช่วยอูซิ่งต่อสู้จึงช่วยหลิวเหยี่ยนเร่งเร้าทุกคนอย่างร้อนใจ
เสียงตวาดของพวกเขาไปในแนวเดียวกันทำให้เนี่ยเทียนเองก็ไม่มีความคิดที่จะสู้รบจนตัวตายอยู่ที่นี่รีบตามพวกหลิวเหยี่ยนไปพร้อมเจียงหลิงจูและเย่กูโม่
“เ้านี่นะ!”เจียงหลิงจูห้อตะบึงพลางบ่นเนี่ยเทียนไปด้วย“อันอิ่งผู้นั้นตอนอยู่โลกมายามรกตไม่เคยจะทำหน้าตาเป็มิตรกับเ้า ตอนนั้นที่เ้าประสบภัยนางเองก็ไม่คิดที่จะช่วยเ้าอย่างสุดความสามารถเ้าจะไปสนใจนางทำไม?”
“ถูกใจแม่หนูนั่นแล้วล่ะสิ” เย่กูโม่พูดเสริมหนึ่งประโยค
อันซืออี๋และอันอิ่งที่ตามหลังมาก็ได้ยินเสียงตำหนิที่คนทั้งสองมีต่อเนี่ยเทียนเช่นกันทว่าพวกนางกลับไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว
ภายใต้การนำของหลิวเหยี่ยนและการบอกทางของพันเทาคนทั้งกลุ่มจึงห่างออกไปจากอูซิ่งและหญิงชราเวิงอย่างรวดเร็ว
เนี่ยเทียนคอยหันหน้ากลับไปมองอยู่ตลอดเวลาพบว่าอูซิ่งและหญิงชราเวิงดูเหมือนจะค่อยๆ ถูกผู้แข็งแกร่งของสำนักโลหิตโอบล้อมเอาไว้แล้ว
อยู่ๆ ในใจของเขาก็พลันเกิดความละอายใจ
“ขอโทษนะ” อันอิ่งตามมาทันเอ่ยขอโทษเสียงเบา
อันซืออี๋เม้มปากแม้ว่าจะไม่ได้พูดอะไรทว่าในดวงตางดงามของนางก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและขออภัย
พวกนางทั้งสองคนล้วนรู้ว่าหากไม่เป็เพราะพวกนางสองคนบางทีพวกเนี่ยเทียนก็คงจะไม่ถูกผู้แข็งแกร่งสำนักโลหิตหมายหัวแล้วก็ไม่คงหยุดอยู่ที่ลานบ้านของพวกนางแม้แต่นาทีเดียว
หากเป็เช่นนั้นพวกนางย่อมตายอย่างมิต้องสงสัยทว่าอูซิ่งและหญิงชราเวิงก็จะไม่ตกอยู่ในอันตราย
“ไม่ต้องคิดมาก” เนี่ยเทียนตอบรับลวกๆ ไปหนึ่งประโยค “หากเกิดเื่กับศิษย์พี่อูและแม่เฒ่าเวิงจริงๆ ขอแค่ข้ายังมีชีวิตอยู่จะต้องแก้แค้นให้พวกเขาให้ได้”
ระหว่างที่พูดเท้าของเขาก็ไม่หยุดชะงักเลยแม้แต่นิดผู้แข็งแกร่งของสำนักโลหิตที่อยู่ใกล้เคียงล้วนถูกอูซิ่งและหญิงชราเวิงดึงดูดไปหมดจึงไม่มีใครไล่ตามพวกเขามา
ในสายตาของผู้แข็งแกร่งสำนักโลหิตเ่าั้อูซิ่งและหญิงชราเวิงต่างหากถึงจะเป็ปลาตัวใหญ่ คือบุคคลสำคัญที่ตัดสินสถานการณ์ของอาณาจักรหลีเทียนในอนาคตได้
ฆ่าอูซิ่งและหญิงชราเวิงสามารถทำให้สำนักหลิงอวิ๋นและอารามเสวียนอู้าเ็หนักคุณค่าของคนทั้งสองจึงเหนือล้ำเกินกว่าพวกเขามากนัก
“ถึงแล้ว!”
ผ่านไปครู่หนึ่งพันเทาก็หยุดลงหน้าปากถ้ำแห่งหนึ่งที่ยังมีเปลวเพลิงล้อมวนอย่างกะทันหัน
เมื่อเขาหยุดลงทุกคนที่ติดตามมาด้านหลังจึงหยุดชะงักตามไปด้วย
“ถ้ำนี้หรือ?” หลิวเหยี่ยนเต็มไปด้วยความสงสัย
พันเทาพยักหน้าหมุนตัวกลับมาอธิบายให้ทุกคนฟัง “เพลิงพิภพเผานภาแตกออกแล้ว ูเาหินทั้งสามแห่งนี้จึงไม่สามารถดึงเอาเพลิงใต้พิภพแผดเผาออกมาจากจุดลึกของพื้นดินได้อีกแน่นอน เพราะก่อนหน้านั้นถูกค่ายกลใหญ่ดึงออกไปในถ้ำหินเหล่านี้จึงยังต้องมีเปลวเพลิงหลงเหลืออยู่”
“แต่ว่าต้องระวังตัวสักหน่อยทุกคนช่วยดูแลกันและกัน ไฟที่ยังหลงเหลือเ่าั้... ก็น่าจะไม่เป็ภัยคุกคามมากเท่าไหร่นัก”
“เ้าแน่ใจรึ?” หลัวซินถาม
พันเทายิ้มเจื่อน “ข้าเองก็กลัวตายเหมือนกัน มิฉะนั้นก็คงไม่หนีมาพร้อมพวกเ้า หากไฟที่ยังเหลืออยู่ในถ้ำเ่าั้มีอานุภาพร้ายกาจข้าเองก็ต้องตายอยู่ในนั้นเหมือนกัน”
“เอ่อ...” ไปครู่หนึ่งเพื่อความสบายใจของทุกคนพันเทาจึงกล่าวอีกว่า“ข้าจะเข้าไปเป็คนแรกจะเป็ผู้นำทางให้กับพวกเ้าข้างใต้นั้น แบบนี้พวกเ้าคงจะวางใจได้แล้วใช่หรือไม่?”
หลิวเหยี่ยนพยักหน้า “ตกลง!”
“ท่านหลิวควรรออาจารย์ของท่านและแม่เฒ่าเวิงของพวกเราก่อนหรือไม่?” เจิ้งปินถาม
“ไม่ต้อง” หลิวเหยี่ยนส่ายหัวพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อาจารย์ของข้าจะหาพวกเราได้อย่างแม่นยำตามปราณของพวกเรา พวกเ้าวางใจได้ขอแค่ผู้าุโเวิงอยู่กับเขาต่อให้ไม่มีคนนำทางพวกเขาก็สามารถมาที่ถ้ำแห่งนี้และตามพวกเราไปได้”
“เป็อย่างนี้นี่เอง” เจิ้งปินวางใจลงได้
“ถ้าอย่างนั้นข้าเข้าไปก่อนนะ?” พันเทากล่าว
ทุกคนพยักหน้า
ดูท่าแล้วพันเทาเองก็ไม่ได้มีความมั่นใจอย่างที่แสดงออกเท่าไหร่นัก เขากัดฟันกรอดๆ ทำท่าจะถลันเข้าไปด้วยความฝืนใจ
ทว่าเวลานี้เองหน้าปากถ้ำที่มีเปลวเพลิงโอบล้อมอยู่นั้นพลันมีเงาร่างหนึ่งเดินออกมา
คนผู้นั้นเส้นผมสีแดงยุ่งเหยิงไปทั้งศีรษะใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครายาวเฟิ้ม หนวดพวกนั้นรกรุงรังเกินไปทำให้ใบหน้าของเขาราวกับอยู่ในกอวัชพืชจนคนอื่นมองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา
ทว่าเมื่อเขาเดินออกมาจากปากถ้ำ พันเทาและพี่น้องตระกูลอันก็พลันหน้าเปลี่ยนสีทันที
“ผู้... ผู้าุโกันคัง...” พันเทาพูดติดอ่าง
หลังจากที่พี่น้องตระกูลอันเห็นคนผู้นี้ใบหน้าก็ซีดเผือดคล้ายหวาดกลัวไม่เป็สุขอย่างถึงขีดสุด
“ทางเส้นนี้ห้ามผ่าน” หลังจากที่กันคังเดินออกมาก็ไม่ได้มองพันเทาแต่จ้องเขม็งไปยังอันซืออี๋ตวาดเสียงดัง “เ้ารู้หรือไม่ว่าหนีไปตอนที่สำนักเผชิญกับหายนะหลังจากนี้จะต้องโดนลงโทษอย่างไร?”
ในสายตาของเขาพลันเผยความอำมหิตคล้ายว่าหากอันซืออี๋ตอบคำถามได้ไม่ดีเขาก็จะลงมือสังหารโหดทันที
ความผิดปกติของสีหน้าพันเทาและพี่น้องตระกูลอันทำให้เนี่ยเทียนตระหนักได้ทันทีว่าผู้เฒ่าที่อยู่เบื้องหน้านี้ก็คือช่างหลอมอาวุธระดับสูงคนที่ห้าของหอเป่ากันคัง
่ที่ผ่านมาเป็ผู้ที่คอยเอาแต่บีบคั้นกดดันอันซืออี๋ ้ารับอันซืออี๋ไว้เป็ภรรยาน้อยก็คือคนผู้นี้!
“ผู้าุโกัน!” ดวงตาหลิวเหยี่ยนเผยความเดือดดาลอย่างเห็นได้ชัดกล่าวอย่างไม่เกรงใจ “ท่านคิดจะขัดขวางพี่น้องตระกูลอันหรือว่าขัดขวางพวกเราทุกคน?”
“ทุกคน” กันคังกลอกตาทั้งยังพูดไม่ไว้หน้ากันแม้แต่นิด “ทางหินที่ทอดยาวไปสู่โลกภายนอกเส้นนั้นมีความสำคัญมหาศาลไม่ใช่ใครที่ไหนจะมาใช้ก็ได้! สำนักหลิงอวิ๋นและอารามเสวียนอู้อย่างพวกเ้าหากไม่ยินดีร่วมเป็ร่วมตายกับหอหลิงเป่าของพวกเราถ้าอย่างนั้นก็ขอให้พวกเ้าออกไปจากหุบเขาทางประตูสำนักเช่นเดียวกับผู้อื่น!”
“ผู้าุโกันให้พวกเราออกไปโดยเส้นทางหินนั้นคือประสงค์ของบิดาข้า!” พันเทาตวาดขุ่นเคือง
“ต่อให้เป็ท่านปู่ของเ้าก็ไม่ได้!” กันคังแค่นเสียงหัวเราะเ็า “เมื่อสำนักเผชิญภัยพิบัติคนของสำนักหลิงและหอเป่าคนใดก็ตามล้วนห้ามจากไปตามอำเภอใจเด็ดขาด! บิดาของเ้าให้เ้าออกไปพร้อมกับคนนอกเดิมทีก็ถือว่าทำผิดกฎของสำนักอยู่แล้ว! ในเมื่อพวกเ้ามาเจอกับข้าก็ถือว่าเป็คราวซวยของพวกเ้าแล้ว!”
“จะว่าข้าเข้มงวดก็ดี ไร้น้ำใจก็ช่าง สรุปคือทางเส้นนี้ห้ามผ่าน!”
กันคังกล่าวด้วยความเด็ดเดี่ยวและองอาจผึ่งผาย
