เล่มที่ 6 บทที่ 171 เรือรบเซินหลัว
ขณะนี้ที่ทะเลอูไห่ กำลังมีขบวนเรือกลุ่มหนึ่งกำลังลอยเข้ามาช้าๆ
เรือลำที่อยู่ด้านหน้าสุดมีขนาดใหญ่โตมโหฬารยาวนับพันจ้าง ตามท้องเรือมีร่องรอยเสียหายมากมาย แม้แต่หัวเรือก็หักเหลือเพียงครึ่งเดียว ใบเรือทั้งสามที่เต็มไปด้วยอักขระจำนวนมากก็เหลือเพียงสองใบที่ยังส่องสว่างอยู่เท่านั้น ส่วนอีกใบกลับหม่นแสงเพราะเปรอะเปื้อนไปด้วยรอยดำ
และนี่ก็คือเรือรบหลัวเซินของสำนักเชียนซานนั่นเอง!
“เรือรบเซินหลัวกลับมาแล้ว!” ทันใดนั้นทั่วทั้งท่าเรือก็พากันแตกฮือ ผู้บำเพ็ญทั้งหลายในเมืองวั่งไห่ แทบไม่มีใครไม่รู้จักเรือรบหลัวเซิน เพราะมันเป็หนึ่งในสี่สิ่งร้ายกาจของทะเลอูไห่ หลายร้อยปีมานี้ เรือรบหลัวเซินได้ท่องตระเวนไปทั่วทุกที่ อีกทั้งยังสังหารปีศาจท้องทะเลซึ่งมีพลังเทียบเท่าผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันไปถึงสิบเอ็ดตน รวมถึงมารปีศาจอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน แม้แต่ผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันเอง ยังไม่กล้ารับมือกับเรือรบลำนี้ตรงๆเลยด้วยซ้ำ
ท่ามกลางท้องทะเลอันกว้างใหญ่ มีหมู่เกาะน้อยใหญ่จำนวนมากนับไม่ถ้วน ั้แ่วันแรกที่สามสำนักใหญ่ได้ย่างกรายเข้ามายังทะเลอูไห่แห่งนี้ เรือรบหลัวเซินก็ไม่เคยหยุดสำรวจท้องทะเลแห่งนี้เลยสักครั้ง สำหรับเหล่าผู้บำเพ็ญแล้ว ท้องทะเลอันกว้างใหญ่นี้เป็เหมือนขุมทรัพย์มหาศาล สมุนไพรและแร่ที่ร้อยปีจะเจอสักหน บางทีอาจจะเป็เพียงเศษหินหรือต้นหญ้าธรรมดาๆบนหมู่เกาะใดหมู่เกาะหนึ่งก็ได้ หรือสิ่งที่ล้ำค่าบนพื้นดิน อาจจะเป็เครื่องประดับของเผ่าพันธุ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่งในหมู่เกาะก็เป็ได้…
แน่นอนว่าท้องทะเลถือเป็ขุมทรัพย์มหาศาลก็จริง แต่ก็มีอันตรายอยู่เต็มเปี่ยมด้วยเหมือนกัน…
ท่ามกลางคลื่นั์ที่โหมซัดรุนแรง ไม่รู้ว่าภายใต้ผืนน้ำนั้นมีมารปีศาจอาศัยอยู่จำนวนเท่าไรกันแน่ ทว่าพวกมันมีพลังสามารถบงการให้เกิดคลื่นน้ำได้ แทบจะเรียกได้ว่าเป็จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในทะเลอูไห่เลยก็ว่าได้ ท่ามกลางชีวิตที่ยืนยาวนั้น พวกมันก็ได้ยึดเอาทะเลผืนนี้เป็บ้านของตนเองไปแล้ว เมื่อมีคนแปลกหน้าบุกรุกเข้ามา พวกมันจึงไม่รอช้าที่จะต้อนรับอย่างอบอุ่น บางครั้งก็จะอ้าปากขนาดั์ใส่ หรือบางครั้งก็จะใช้มือนับหมื่นนับพันของพวกมันฉุดลากพวกเขาจมลงสู่ใต้ทะเลลึกนับหมื่นจ้าง…
นอกจากนี้ยังมีมารปีศาจที่อาศัยอยู่บนเกาะ ซึ่งปกติจะกินมนุษย์เป็อาหาร เมื่อพวกมันเห็นมนุษย์ก็จะพุ่งเข้าใส่ทันที แถมยังมีเผ่าพันธุ์ลึกลับอื่นๆ ที่ล้วนไม่ค่อยจะเป็มิตรเท่าไรนักอีกหลายเผ่าเลยทีเดียว…
ดังนั้นหลายหมื่นหลายแสนปีมานี้ จึงมีผู้บำเพ็ญมากมายมาจบชีวิตไว้ที่ทะเลอูไห่แห่งนี้
แต่ถึงจะเป็เช่นนั้น ก็ไม่อาจหยุดยั้งเหล่าผู้บำเพ็ญที่้าจะสำรวจท้องทะเลอันลึกลับแห่งนี้ได้ ผู้บำเพ็ญรุ่นแล้วรุ่นเล่าล้วนพากันมาออกสำรวจ จึงทำให้เกิดเป็เมืองวั่งไห่และสี่ฝูงเรือใหญ่อย่างเช่นทุกวันนี้
และเมื่อสี่ฝูงเรือกลับมา นั่นก็แปลว่าเทศกาลไห่หุ้ยได้เริ่มขึ้นแล้วนั่นเอง
เทศกาลไห่หุ้ยมีมานับพันปีแล้ว เดิมทีมีแค่สามสำนักใหญ่เท่านั้น แต่ภายหลังได้มีสำนักน้อยใหญ่ที่ใกล้ชิดเข้าร่วมเพิ่มมากขึ้น พอนานวันเข้า จึงมีสำนักอื่นๆเข้าร่วมไม่ขาดสาย สุดท้ายจึงเกิดเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ของเมืองวั่งไห่…
เรือรบเซินหลัวลอยเข้าท่าเรือช้าๆ ในขณะเดียวกันก็มีแขกมาเยือนร้านหลอมอาวุธฉวินซานพอดี
“ฮ่าๆ เย่วซาน ได้ยินว่าวันก่อนเ้าติดใจรสชาติธาตุไฟเข้าแทรก ถึงกับซื้อยาลูกกลอนร้านหลอมอาวุธฟานซื่อมาไม่น้อยเลยหรือ?” ผู้ที่เดินเข้ามาเป็ชายวัยกลางคน อายุประมาณห้าสิบกว่าปีเห็นจะได้ ใบหน้าซูบตอบ ผมขาวเป็สีดอกเลา ชายผู้นี้อยู่ในอาภรณ์สีเขียวซีด ดูแวบเดียวก็รู้ว่าน่าจะสวมใส่มาหลายปีแล้ว บริเวณแขนเสื้อยังมีเส้นด้ายรุ่ยร่ายราวกับบัณฑิตตกอับคนหนึ่ง…
ในเมืองวั่งไห่แห่งนี้ น้อยคนนักที่จะรู้ว่าชายวัยกลางคนที่ดูราวกับบัณฑิตตกอับผู้นี้ เป็ถึงหนึ่งในผู้ดูแลร้านของสี่ร้านหลอมอาวุธใหญ่ของเมืองวั่งไห่เลยทีเดียว
ในฐานะที่เป็ร้านหลอมอาวุธที่มีความเป็มายาวนานที่สุด ร้านหลอมอาวุธซื่อไห่จึงมีชื่อเสียงโด่งดังั้แ่เมื่อหลายพันปีก่อนแล้ว ในอดีตนักพรตซื่อไห่จากสำนักกระบี่หลีซานซึ่งเป็ปรมาจารย์ด้านหลอมกระบี่นั้น ก็คือเถ้าแก่รุ่นแรกของร้าน แต่ช่างน่าเสียดายที่หลังจากนั้น ไม่มีใครสามารถบรรลุขั้นฟ่าเซียงได้อีกเลย ทำให้สืบทอดได้เพียงเคล็ดวิชาการหลอมกระบี่ของนักพรตซื่อไห่มาเท่านั้น แถมร้านหลอมอาวุธซื่อไห่ยังมีสำนักกระบี่หลีซานหนุนหลังอยู่อีกด้วย หลายพันปีมานี้ จึงถือว่าเป็ที่หนึ่งในบรรดาสี่ร้านใหญ่ก็ว่าได้
ชายผู้มีผมสีดอกเลาคนนี้ มชื่อว่ากู้เชียนฟาน เป็ผู้ดูแลร้านหลอมอาวุธซื่อไห่ในขณะนี้นั่นเอง
หลังจากได้ยินคำพูดของกู้เชียนฟาน สีหน้าของเย่วซานก็หมองครึ้มลงทันที ‘บ้าเอ๊ย ติดใจรสชาติธาตุไฟเข้าแทรกบ้าอะไร เ้าก็ลองติดใจดูบ้างสิ หากไม่ใช่เพราะอยากเปิดโปงร้านหลอมอาวุธฟานซื่อละก็ ข้าจะทะลึ่งทดลองด้วยตนเองทำไม ส่วนเ้ากู้เชียนฟานนี่ก็จริงๆเลย มาถึงก็ไม่รู้จักพูดจาดีๆ มาถึงก็อ้าปากเยาะเย้ยทันที เหมือนว่าร้านหลอมอาวุธฟานซื่อไม่ได้ทำให้กิจการร้านเ้าซบเซาลงอย่างนั้นแหละ?
“ทำไมต้องทำหน้าเช่นนั้นด้วยเล่า หรือว่ายังมีผลข้างเคียงของธาตุไฟเข้าแทรกอยู่?”
“…” เย่วซานได้ยินเช่นนั้นก็โกรธจัดจนเส้นขมับปูดโปน เขาเอาแต่ท่องเพื่อเตือนสติตนเองให้ใจเย็นอยู่นับครั้งไม่ถ้วน เ้านี่ปากคอเราะรายไม่เบา ทางที่ดีอย่าไปต่อล้อต่อเถียงให้เสียเวลาเลยจะดีกว่า…
‘ใช่แล้ว ใจเย็นเข้าไว้’
อดทนอีกนิดเดียวก็จะผ่านไปได้แล้ว อดทนอีกนิดเดียวก็จะเกิดฟ้าหลังฝน กลายเป็วันที่สดใสแล้ว
จะโมโหจนทำให้เสียเื่ไม่ได้เด็ดขาด ตอนนี้กิจการร้านหลอมอาวุธฟานซื่อกำลังรุ่งโรจน์เป็อย่างมาก แถมยังมีปรมาจารย์หลอมยาลูกกลอนหนุนหลังอีกด้วย ดังนั้นเขาจะซวยคนเดียวไม่ได้ ต้องลากอีกสามร้านให้ลงน้ำไปด้วยกันนี่แหละ…
พอคิดได้ดังนั้น เย่วซานก็สูดลมหายใจเข้าออกอย่างหนักหน่วง เพื่อกดข่มโทสะที่อัดแน่น เอาแต่ท่องในใจว่าคำพูดของกู้เซียนฟานเป็แค่เสียงนกเสียงกา ถือว่าไม่ได้ยินแล้วกัน
แต่พอเย่วซานสามารถข่มอารมณ์หงุดหงิดลงได้ กู้เชียนฟานก็รู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาทันที จากนั้นจึงยกมือขึ้นลูบจมูก ขณะที่ในใจก็พลางคิดไปด้วยว่านิสัยเ้าอารมณ์ของอีกฝ่าย พอพูดไม่เข้าหูนิดเดียว ก็คงชักสีหน้าไปแล้ว แต่วันนี้มันอะไรกัน หรือว่าจะเป็ผลข้างเคียงของธาตุไฟเข้าแทรกจริง?
“กิจการ่นี้เป็อย่างไรบ้าง?” กระทั่งกู้เชียนฟานเงียบเสียงลงไป เย่วซานจึงเอ่ยถามออกมา
“หึหึ ก็ไม่เท่าไหร่หรอก อย่างน้อยก็ดีกว่าร้านเ้าเล็กน้อย…”
“เ้า…” เมื่อเย่วซานได้ยินคำตอบเช่นนั้น ั์เนตรทั้งสองก็เผยเปลวไฟโทสะลุกโชนขึ้นมา แต่สุดท้ายกลับต้องกดข่มลงไป เขาทำได้เพียงแค่นหัวเราะเ็าออกมาพร้อมกับเอ่ยว่า
“จะดีหรือไม่ ล้วนรู้อยู่แก่ใจ ข้าเองก็ไม่กลัวขายหน้า ขอบอกตามตรงว่าั้แ่ร้านหลอมอาวุธฟานซื่อเปิด ยอดขายร้านข้าก็ตกไปอย่างน้อยหกส่วนจากสิบส่วนเท่านั้น…”
“ทางนี้ก็เหมือนกัน…” พอพูดถึงขนาดนี้ กู้เชียนฟานเองก็ไม่คิดปิดบังอีกต่อไป
“เหล่าเย่ว ร้านเ้าแค่ลดไปหกส่วน ถือว่ายังดี เมื่อวานข้าลองนับสต๊อกสินค้าในร้าน พอเทียบกับเดือนที่แล้ว เลยพบว่าร้านหลอมอาวุธซื่อไห่ของข้า ยอดขายตกไปอย่างน้อยเจ็ดส่วนเลยทีเดียว ส่วนทางเหล่าจงกับเหล่าต้วนยิ่งแย่ไปใหญ่ ได้ยินว่าเตรียมเก็บของกลับพิภพหลัวฝูกันแล้วด้วย…”
“หากร้านหลอมอาวุธฟานซื่อไม่ล้มลงไปละก็ สี่ร้านใหญ่ก็อย่าหวังที่จะลืมตาอ้าปากอีกเลย…”
“เอาเถอะ ตอนนี้ทั่วทั้งเมืองวั่งไห่รู้กันเกือบหมดแล้วว่า่นี้เ้าเอาแต่คอยหาเื่ร้านหลอมอาวุธฟานซื่อทั้งทางตรงและทางอ้อม ทว่าผลจะเป็อย่างไรนั้น อีกฝ่ายก็ยังตั้งหน้าตั้งตาโกยหินิญญาหลักล้านทุกวันอยู่ดี ส่วนเ้าล่ะ ธาตุไฟเข้าแทรกเกือบสามรอบแล้วสินะ?” แม้กู้เชียนฟานจะปากไม่มีหูรูดเช่นนี้ แต่ในใจกลับรู้ทุกอย่างดี…
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
