วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1977 ซวี่ชิงเจียจ้องมองปฏิทินซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมา โชคชะตายังพอมีเมตตา มิได้ให้นางย้อนกลับไปใน่สามปีแห่งความอดอยาก หรือต้องเผชิญกับทศวรรษแห่งความวุ่นวาย
แม้ตอนนี้จะยังคงอยู่ในห้วงแห่งความผันผวน แต่ไม่เกินสองปี วสันตฤดูแห่งการปฏิรูปก็จะพัดพาเข้ามา
ซวี่ชิงเจียลูบปลายคางพลางนึกถึงคำกล่าวที่ว่า "ต้นทศวรรษ 80 ตั้งแผงลอยก็รวยได้ ต้นทศวรรษ 90 ซื้อหุ้นก็กำไรมหาศาล และในศตวรรษที่ 21 อสังหาริมทรัพย์กับอินเทอร์เน็ตจะทำให้เ้ามั่งคั่ง" นางไม่เชื่อหรอกว่าตนเองจะคว้าโอกาสเ่าั้ไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว
“พี่สาวมองอะไรครับ?” ซวี่เจียหยางเหลือบมองปฏิทินบนผนังอย่างสงสัย ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย
ซวี่ชิงเจียยิ้ม “พี่กำลังนับว่าอีกนานเท่าไหร่ถึงจะถึงวันปีใหม่”
ซวี่เจียหยางตื่นเต้น “อีกนานเท่าไหร่ครับ?”
ซวี่ชิงเจียครุ่นคิด “อีกสิบสองวันก็จะถึงวันปีใหม่แล้ว”
ซวี่เจียหยางที่ไม่รู้ว่าสิบสองวันนั้นนานแค่ไหน ก็ปรบมืออย่างดีใจ “โอ้โห! จะถึงวันปีใหม่แล้ว!” วันปีใหม่จะได้ใส่เสื้อผ้าใหม่ๆ ได้กินของอร่อยๆ แถมยังมีอั่งเปาอีก!
ซวี่เซี่ยงฮวาเพิ่งเดินเข้าลานบ้านก็พลันได้ยินเสียงบุตรชายคนเล็กเอะอะโวยวายด้วยความยินดีเื่วันปีใหม่ อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
“กินข้าวได้แล้ว!” ซุนซิ่วฮวาะโเรียก
ซวี่เจียหยางจูงมือซวี่ชิงเจียวิ่งออกไป ยุคสมัยนี้ สิ่งใดจะล่าช้าก็ย่อมได้ แต่เื่กินนั้นรอไม่ได้ แม้แต่เด็กอายุห้าขวบก็ยังรู้ดี
ซวี่ชิงเจียที่ไม่ได้ตั้งตัว พลันถูกดึงจนเกือบจะล้มคะมำ
***
กลางโถงบ้าน มีโต๊ะแปดเซียนตั้งอยู่ ใจกลางโต๊ะวางหม้อเห็ดตุ๋นไก่ขนาดใหญ่ เห็ดมากมาย น้ำแกงข้นคลั่ก ส่วนเนื้อไก่นั้นมีเพียงน้อยนิด วางเคียงข้างด้วยไข่ผัดหน่อไม้ไผ่ฤดูหนาว หัวไชเท้าผัดน้ำมัน ผักกาดขาวต้มน้ำเปล่า ผักดอง และอีกหนึ่งหม้อโจ๊กมันเทศ
กับข้าวเหล่านี้ถือว่าดีเยี่ยมแล้ว โดยเฉพาะหม้อเห็ดตุ๋นไก่นั้น มิพักต้องกล่าวถึงเด็กๆ แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังอดเหลียวมองซ้ำๆ มิได้
ครอบครัวซวี่มีสมาชิกถึงสิบห้าชีวิต เบียดเสียดกันนั่งรอบโต๊ะได้เพียงสิบสองคนเท่านั้น เด็กเล็กสามคนจึงไม่อาจขึ้นโต๊ะได้ ซวี่ชิงเจียโชคดีที่สุด ได้นั่งติดกับซวี่เซี่ยงฮวาเป็คนสุดท้าย
“วันนี้เป็เพราะบารมีของเจียเจียแท้ๆ ไม่อย่างนั้นพวกเราจะหาไก่กินจากที่ไหนได้เล่า!” หลิวหงเจินเอ่ยขึ้นอย่างประชดประชัน “ยัยแก่ช่างไร้สติ เอาลูกผู้หญิงมาเลี้ยงเป็สมบัติล้ำค่า เลี้ยงดูอย่างดี สุดท้ายก็ต้องออกเรือนไปเป็ของคนอื่นอยู่ดี”
“ใช่แล้ว ไก่ตัวนี้ตุ๋นไว้ให้เด็กๆ บำรุงร่างกาย เดี๋ยวเ้าก็อย่าไปแย่งกับพวกเขานะ” ซุนซิ่วฮวาเหลือบมองบุตรสะใภ้คนโตอย่างเ็า
หลิวหงเจินถึงกับหน้าเบ้ “ทำไมต้องเป็เช่นนั้นเล่า ข้าเองก็เป็คนก่อไฟนะ!”
ซุนซิ่วฮวาพลิกเปลือกตาขึ้น แล้วเริ่มแบ่งเนื้อไก่ หากไม่แบ่งให้ดีๆ คงต้องแย่งกันอุตลุดเป็แน่
“ข้าจะกินน่องไก่!” ซวี่เจียเฉวียนยื่นมือสกปรกตรงเข้าไปในหม้อแกง
ซุนซิ่วฮวาใช้ตะเกียบตีเข้าที่หลังมือของเขา พร้อมดุด้วยใบหน้าบึ้งตึง “ไร้มารยาทแล้วหรือ!”
ซวี่เจียเฉวียนส่งเสียงร้องลั่น แล้วกลิ้งลงไปนอนร้องไห้คร่ำครวญบนพื้นอย่างเชี่ยวชาญ “ข้าจะกินน่องไก่! แม่! ข้าจะกินน่องไก่!”
บิดาของเขา ซวี่เซี่ยงกั๋ว หน้ามืดลงด้วยความโกรธ “ลุกขึ้นมา!”
ซวี่เจียเฉวียนยังคงเตะขาและร้องไห้ไม่หยุด
เสียงร้องของซวี่เจียเฉวียนดังขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าของซวี่เซี่ยงกั๋วก็ยิ่งดำมืดลงเรื่อยๆ เขาลุกขึ้นยืนพรวดพราด “ข้าเห็นว่าเ้าคงอยากโดนฟาด!”
หลิวหงเจินดีดตัวขึ้นมาราวกับสปริง ปกป้องบุตรชายคนเล็ก “ท่านจะทำอะไรกับเขาเล่า เด็กก็ย่อมอยากกินเป็ธรรมดา” นางมีบุตรชายสี่คน ซวี่เจียเฉวียนเป็คนเล็กสุด จึงรักและเอ็นดูมากเป็พิเศษ
ซวี่เซี่ยงกั๋วชี้ไปที่นาง แล้วโกรธเกรี้ยว “เ้าก็ยังคงตามใจต่อไปเถอะ ดูสิว่าเ้าจะเลี้ยงดูเขาจนเสียคนไปถึงไหน!” คนอื่นๆ ต่างก็นั่งเรียบร้อย มีเพียงบุตรชายของเขาเท่านั้นที่กำลังอาละวาดคลุกคลีอยู่บนพื้น ซวี่เซี่ยงกั๋วรู้สึกอับอายยิ่งนัก
หลิวหงเจินหดคอ “เขาก็ยังเด็กนี่นา!” ขณะพูด นางก็เหลือบมองซุนซิ่วฮวา แล้วมองไปยังหม้อแกง สื่อความหมายโดยนัยอย่างชัดเจน
ซุนซิ่วฮวากลับจ้องมองหลิวหงเจินอย่างขุ่นเคือง หลานชายผู้นี้ถูกตามใจจนเหลิงมากขึ้นเรื่อยๆ พอไม่ได้ดั่งใจก็ร้องไห้อาละวาด
“ปล่อยให้เขาร้องไป ไม่ต้องสนใจ” ซุนซิ่วฮวาคีบน่องไก่ใส่ในชามของซวี่ชิงเจีย “เจียเจียกินเถอะ”
ซวี่เจียเฉวียนพลันร้องไห้หนักขึ้น เสียงดังโหยหวนจนน่าสงสาร
ซวี่ชิงเจียรู้สึกปวดหูจากเสียงร้องไห้อันแหลมสูงของเด็กชาย “คุณย่าคะ... ให้เฉวียนเฉวียนกินเถอะค่ะ”
“ตามใจเขาดีนัก!” ซุนซิ่วฮวาไม่เคยตามใจนิสัยเสียของซวี่เจียเฉวียน นางทำหน้าบึ้ง “ไก่ตัวนี้ฆ่าเพื่อเ้าโดยเฉพาะ ถ้าเ้าไม่กิน ย่าจะโกรธจริงๆ แล้วนะ”
ซวี่ชิงเจียชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วหยิบชามข้าวขึ้นมา
ซุนซิ่วฮวาจึงยิ้มอย่างมีความสุข “เด็กดี!” เสียงนั้นเปี่ยมด้วยความเมตตาและเอ็นดู
หลิวหงเจินหน้าเบ้ด้วยความโกรธ อดไม่ได้ที่จะสาปแช่งอยู่ในใจ และเมื่อเห็นซุนซิ่วฮวาคีบปีกไก่ใส่ในชามของซวี่เจียเหวิน บุตรชายคนโตของนาง สีหน้าของนางจึงดีขึ้นเล็กน้อย
“อาเหวินเรียนหนัก ต้องบำรุงหน่อย” ซุนซิ่วฮวาปฏิบัติตามหลักการ “ลูกคนเล็ก หลานคนโต ย่าจะรักเป็ดวงใจ” อย่างเคร่งครัด ในบรรดาบุตรชายทั้งหมด นางรักซวี่เซี่ยงฮวาที่สุด และด้วยความรักที่มีต่อเขา ก็พาลรักซวี่ชิงเจียและซวี่เจียหยางไปด้วย ส่วนในบรรดาหลานๆ นางรักซวี่เจียเหวินที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลานชายคนโตคนนี้เรียนเก่ง และอาจมีโอกาสได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยกรรมกรชาวนาทหารในปีหน้า ย่าจึงยิ่งรักมากยิ่งขึ้น หากตระกูลซวี่มีนักศึกษาเกิดขึ้นสักคน ก็จะนำมาซึ่งเกียรติยศชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่
“ขอบคุณครับย่า!” ซวี่เจียเหวินยิ้มอย่างนอบน้อม
ซุนซิ่วฮวาหัวเราะตาหยี อย่างไม่สนใจเสียงร้องไห้อันโหยหวนของซวี่เจียเฉวียน นางยังคงแบ่งเนื้อไก่ให้หลานๆ จนทั่ว ซวี่เจียเฉวียนเองก็ไม่ถูกทอดทิ้ง สุดท้ายนางคีบเนื้ออกไก่ชิ้นหนึ่งให้แก่เฒ่าซวี่ แล้วก็ไม่แบ่งอีกต่อไป ที่เหลือก็เป็เพียงเศษเนื้อเท่านั้น รวมแล้วตุ๋นไก่เพียงครึ่งตัว อีกครึ่งหนึ่งเก็บไว้ทำซุปไก่ได้อีกหม้อในวันพรุ่งนี้
ซวี่เจียเฉวียนในที่สุดก็หยุดร้องไห้ คงจะเข้าใจแล้วว่าร้องไปก็เปล่าประโยชน์ หลิวหงเจินคีบไข่ผัดและเห็ดชิ้นใหญ่ให้เขาอีกชิ้นหนึ่ง ถือชามข้าวพลางปลอบเขา “รีบกินเถอะ เย็นแล้วจะไม่อร่อย”
ซวี่เจียเฉวียนลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำมูกน้ำตาบนใบหน้าอย่างคล่องแคล่ว รับชามข้าวมานั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กๆ แล้วเริ่มกินข้าว
ซวี่ชิงเจียหันหน้าไปทางอื่นอย่างเงียบๆ
ราวกับพายุพัดผ่าน ไม่นานนักกับข้าวบนโต๊ะก็หายไปครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะหม้อเห็ดตุ๋นไก่นั้น แม้แต่น้ำแกงก็ถูกตักจนหมดเกลี้ยง
ซวี่ชิงเจียััได้ถึงความขาดแคลนทรัพยากรในยุคนี้อย่างลึกซึ้ง แม้กระทั่งครอบครัวซวี่ที่มีฐานะค่อนข้างดีก็ยังเป็เช่นนี้ มิพักต้องกล่าวถึงครัวเรือนที่ยากจนกว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร
หลังอาหารเย็น ท้องฟ้ายังไม่มืดสนิท เนื่องจากหมู่บ้านยังไม่มีไฟฟ้าใช้ หากไม่้าคลำทางในความมืด ก็ต้องรีบทำงานให้เสร็จั้แ่ฟ้ายังไม่มืด
ผู้ชายต่างนั่งคุยกันในโถงบ้าน เื่ราวที่พวกเขาสนทนากันก็คือเมื่อไหร่ที่หน่วยผลิตจะฆ่าหมู นั่นก็เพราะใกล้จะถึงวันปีใหม่แล้ว
เด็กเล็กๆ หลายคนออกไปวิ่งเล่นข้างนอก เด็กผู้ชายนั้นมีพลังงานล้นเหลือ จึงไม่กลัวความหนาวเย็นแม้แต่น้อย
ซุนซิ่วฮวาจูงมือซวี่ชิงเจียเข้าไปในครัว ให้นางนั่งเติมฟืนหลังเตาไฟ ตรงนั้นอุ่นสบาย
ขณะที่เติมน้ำลงในหม้อ ซุนซิ่วฮวาพลางกล่าว “ย่าจะต้มน้ำให้เ้าเช็ดตัว รอจนเ้าหายดีแล้วค่อยอาบน้ำ” ตอนกินข้าว นางสังเกตเห็นหลานสาวบิดตัวไปมาหลายครั้ง จึงนึกขึ้นได้ว่าหลานสาวคงไม่สบายตัว แถมยังไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันแล้ว
เดิมทีในฤดูหนาวเช่นนี้ การไม่อาบน้ำเป็เดือนก็เป็เื่ปกติ แต่ใครจะไปรู้ว่าบุตรสะใภ้คนเล็กของนางนั้นพิถีพิถันนัก! แม้บางครั้งจะรังเกียจที่บุตรสะใภ้ไม่รู้จักประหยัด แต่ความพิถีพิถันก็มีข้อดีเช่นกัน เลี้ยงหลานสาวให้สะอาดสะอ้านและงดงาม ออกไปข้างนอกก็ดูดีมีหน้ามีตา ไม่แพ้เด็กผู้หญิงในเมืองเลยแม้แต่น้อย
ซวี่ชิงเจียที่กำลังกังวลว่าจะพูดอย่างไรดี เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พลันยื่นหน้าออกมาจากหลังเตาไฟ ยิ้มอย่างสดใสให้ซุนซิ่วฮวา “ขอบคุณค่ะคุณย่า”
มองเห็นใบหน้าเล็กๆ ของหลานสาวที่แดงก่ำเพราะถูกไฟเตา ซุนซิ่วฮวายิ้มตาหยี
หลิวหงเจินที่กำลังนั่งยองๆ อยู่ริมบ่อน้ำ มือสอดอยู่ในแขนเสื้อ ชี้ไปทางห้องครัว พลางกระซิบกระซาบ “แม่ช่างลำเอียงจริงๆ ลูกสะใภ้คนเล็กแม้จะมีลูกสาว ก็ยังถือเป็สมบัติล้ำค่า”
โจวชุ่ยชุ่ย บุตรสะใภ้คนโต กำลังวางชามที่ล้างแล้วลงบนตะกร้าไม้ไผ่ที่อยู่ข้างๆ เพื่อให้สะเด็ดน้ำ “บ้านเรามีลูกสาวคนเดียว แม่รักเป็พิเศษก็เป็เื่ปกติ”
“รักพิเศษก็มิควรเกินหน้าเกินตาหลานชายสิ” หลิวหงเจินไม่พอใจ “ลูกผู้หญิงได้กินน่องไก่ ส่วนลูกชายของเราได้แต่แทะกระดูก เฉวียนเฉวียนร้องไห้หนักขนาดนั้น นางก็ยังยอมให้ลูกสาวตัวเองกิน ไม่ให้เฉวียนเฉวียน นี่มันลำเอียงชัดๆ”
โจวชุ่ยชุ่ยก้มหน้าไม่เงยหน้าขึ้นมา ยังคงล้างชามพลางกล่าว “เจียเจียก็เพิ่งจะหายป่วยนี่นา!”
หลิวหงเจินพ่นลมหายใจเบาๆ “ป่วยแล้วต้องกินไก่ ช่างเป็คนสูงศักดิ์อะไรขนาดนั้น!”
โจวชุ่ยชุ่ยก้มหน้าล้างชาม คำพูดเช่นนี้ย่อมไม่เป็ธรรมนัก เมื่อหลานชายป่วย ย่าก็จะคอยหาสิ่งดีๆ มาให้เด็กๆ กินเสมอ ในอดีตไก่นั้นหายาก จึงไม่ค่อยฆ่าไก่ โดยปกติแล้วจะให้ซวี่เซี่ยงฮวาไปซื้อเนื้อกลับมา ทว่าเด็กชนบทนั้นแข็งแรง ยากนักที่จะป่วยตลอดปี ส่วนซวี่เจียเหวินนั้นกลับป่วยปีละห้าหกครั้ง ของดีๆ ในบ้านจึงมักจะเก็บไว้ให้เขาเสมอ
หลิวหงเจินเคยชินกับบุตรสะใภ้ที่เงียบขรึม ไม่โต้ตอบ นางจึงยังคงพูดต่อไปอย่างมีความสุขแม้จะไม่มีใครเสริม “สูงศักดิ์แค่ไหนก็เป็ของคนอื่น มีแม่เช่นไรย่อมมีลูกเช่นนั้น ในอนาคตก็คงเป็คนอกตัญญู!”
“พี่สะใภ้อย่าพูดอย่างนั้นเลย เดี๋ยวแม่ได้ยินเข้า แม่จะโกรธ” โจวชุ่ยชุ่ยกระซิบเตือน
หลิวหงเจินเบิกตาโต “เ้าไม่พูด แม่จะรู้ได้อย่างไร”
โจวชุ่ยชุ่ยหดตัวลง
หลิวหงเจินเบ้ปากอย่างภาคภูมิใจ
ไม่ทันคาดคิด เสียงร้องไห้อันแหลมสูงก็พลันดังมาจากด้านหน้า โจวชุ่ยชุ่ยยังคงยืนงงงวย แต่หลิวหงเจินกลับะโพรวดพราดออกไปทันที “เกิดอะไรขึ้น!”
