หลังจากฮ่องเต้หลี่เซวียนหยวนเสด็จกลับไปแล้ว ความเงียบงันก็ปกคลุมโรงเตี๊ยมอีกครั้ง ราวกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็เพียงภาพลวงตาที่จางหายไปพร้อมกาลเวลาม่อหรานกลับขึ้นไปยังห้องพัก และเล่าการตัดสินใจทั้งหมดให้สตรีคนรักได้รับฟัง
“เสวียนหนิง…”
เขาเอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ น้ำเสียงหนักแน่นแต่แฝงความระมัดระวัง
“พี่ตั้งใจจะกลับไปรับใช้ฮ่องเต้หลี่เซวียนหยวนอีกครั้ง”
นางเงียบงัน ไม่ขัดจังหวะ ไม่ซักถาม ม่อหรานจึงอธิบายเหตุผลทั้งหมดให้ฟัง ทั้งความจำเป็ แรงกดดัน และอันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงามืดของราชสำนัก เขารู้ดีว่า ผู้ที่เคยขี่หลังเสือแล้ว ย่อมยากจะลงโดยไม่ถูกกัดกินศัตรูของเขามิใช่เพียงโจรลอบสังหาร หากเป็กลุ่มคนที่กุมอำนาจอยู่ในราชสำนัก ผู้ซึ่งสามารถกำหนดชะตาชีวิตผู้อื่นได้เพียงเอ่ยปาก
เพียงสำนักคุ้มภัยเล็ก ๆ ยังไม่อาจปกป้องความปรารถนาที่แท้จริงของเขาได้ความปรารถนาที่จะใช้ชีวิตอย่างสงบสุข เคียงข้างสตรีตรงหน้าเสวียนหนิงถอนหายใจแ่เบา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเข้าใจ
“องค์ชายไร้แก่นสารผู้นั้น…ช่างน่าชังนัก”
นางหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง แววตาเย็นลงเล็กน้อย
“แค่ช่วยชีวิตเขากลางป่าก็ถือว่าเกินพอแล้ว แต่กลับต้องพาท่านพี่มาพัวพันกับวังวนอำนาจในเมืองหลวงอีก”
ถ้อยคำของนางมิได้มีโทสะ หากเป็ความไม่พอใจที่กลั่นออกมาจากความห่วงใยม่อหรานยิ้มบาง ๆ พลางยื่นมือไปกุมมือของนางไว้เขารู้ดีว่า การตัดสินใจครั้งนี้ มิใช่เพียงเื่ของตนเองหากเกี่ยวพันถึงชีวิตของคนที่เขารักยิ่งกว่าใครทั้งหมด
ม่อหรานและเสวียนหนิงจำเป็ต้องพำนักอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ไปอีกระยะ จนกว่าจวนหลังใหม่ที่ฮ่องเต้พระราชทานจะจัดเตรียมเสร็จสมบูรณ์
ยามค่ำคืนมาเยือน เมืองหลวงถูกโอบล้อมด้วยแสงดาวระยิบระยับบนผืนฟ้า แสงจันทร์สาดส่องลงมาราวกับม่านบาง ๆ คลุมทั่วทั้งนคร บรรยากาศเงียบสงบ แตกต่างจากความวุ่นวายในยามกลางวันโดยสิ้นเชิงภายในห้องพัก เสวียนหนิงลอบจุดกำยาน กลิ่นหอมละมุนค่อย ๆ แผ่กระจายไปทั่วห้อง กลิ่นนั้นชวนให้ร่างกายผ่อนคลาย เป็กำยานที่ออกฤทธิ์กล่อมประสาทอ่อน ๆ ทำให้ผู้สูดดมเข้าสู่ห้วงนิทราโดยไม่รู้ตัว
“ท่านพี่…”
นางเอ่ยเรียกเสียงแ่ในความมืด
ไร้เสียงตอบรับมีเพียงเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอและหนักแน่นม่อหรานหลับสนิทแล้วเสวียนหนิงทอดสายตามองเขาเนิ่นนาน แววตาอ่อนโยนวาบหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นอย่างแ่เบา ไม่ให้เกิดเสียงแม้แต่น้อยไม่นาน ร่างบอบบางก็สวมชุดสีดำสนิท เนื้อผ้ากลืนไปกับเงามืดราวกับเป็ส่วนหนึ่งของรัตติกาล นางเปิดหน้าต่างออกเพียงเล็กน้อย ก่อนจะก้าวออกไปโดยไร้เสียงฝีเท้า
เป้าหมายของนางชัดเจนพระราชวัง ตำหนักขององค์ชายหลี่ชิงอวี่ภายใต้แสงดาวที่พร่างพราย เงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวผ่านหลังคาและตรอกมืดของเมืองหลวง ราวกับเงาที่ไม่ควรมีตัวตนอยู่จริงคืนนี้…คือคืนแห่งการเตือน
เสวียนหนิงใช้เวลาไม่นานก็สามารถหาตำหนักขององค์ชายหลี่ชิงอวี่จนพบ สถานที่แห่งนี้มีทหารเวรยามคอยคุ้มกันอยู่บ้าง หากมิได้แ่าอย่างที่ควรจะเป็
เพราะนี่คือเขตพระราชวังและยิ่งไปกว่านั้น เป็พื้นที่ส่วนพระองค์ขององค์ชายผู้คนจึงประมาท คิดกันเองว่าไม่มีโจรผู้ร้ายหน้าไหนจะกล้าบุกเข้ามาก่อเื่ในสถานที่เช่นนี้อากาศยามค่ำคืนเย็นสบาย หมอกจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งปกคลุมทั่วบริเวณ เสวียนหนิงอาศัยจังหวะนั้น ลอบโปรยผงยาสลบออกไปอย่างแ่เบา ปล่อยให้มันล่องลอยไปกับสายลม ราวกับเป็ส่วนหนึ่งของหมอกยามราตรีไม่นานนัก ทหารยามผู้เฝ้าเวรค่อย ๆ ทรุดตัวลงทีละคนสองคน…สามคน…
จนกระทั่งทั่วทั้งตำหนักตกอยู่ในสภาพแห่งการหลับใหลอย่างไร้การต่อต้านภายในตำหนัก องค์ชายหลี่ชิงอวี่ยังคงอยู่ในอาการเมาค้างเพราะคืนก่อนพระองค์ดื่มสุรามากเกินไป
“ใครก็ได้…ออกมาดื่มเป็เพื่อนข้าที…”
พระองค์พึมพำเสียงอ้อแอ้ พลางเดินโซซัดโซเซ สติพร่าเลือนไม่เต็มร้อยทว่าเมื่อก้าวออกมาถึงสวน ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ฝีเท้าหยุดชะงักในทันทีร่างของทหารเวรยามล้มระเนระนาดอยู่ทั่วพื้นนับสิบ…หรืออาจมากกว่านั้นองค์ชายขยี้ตาแรง ๆ หัวใจเต้นรัวหรือว่าพระองค์ยังเมาอยู่?หรือสายตากำลังหลอกตนเอง?
“มะ…มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเ้า…”
เสวียนหนิงไม่ปล่อยให้องค์ชายตกอยู่ในความสงสัยนานนักในพริบตาเดียว คมมีดปลายแหลมก็แนบเข้าที่ลำคอขององค์ชายจากทางด้านหลัง ความเย็นของลมหนาวในยามราตรีทำให้ใบมีดที่แนบชิดิัเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม
“ช่วยให้เหตุผลข้าหน่อย” เสียงของนางดังขึ้นอย่างเ็า ปราศจากอารมณ์ “เหตุใดข้าจึงไม่สมควรฆ่าเ้า…ในตอนนี้”
ร่างขององค์ชายหลี่ชิงอวี่แข็งทื่อ แข้งขาสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้ ความหวาดกลัวถาโถมจนสติแทบแตกสลาย ปัสสาวะไหลราดออกมาโดยไม่อาจกลั้น
“มะ…แม่นางเสวียนหนิง อย่าฆ่าข้า…”
แม้มิได้เห็นใบหน้าของนางแต่มีหรือที่องค์ชายจะลืมจิตสังหารอันเข้มข้นและน้ำเสียงเย็นเฉียบที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำั้แ่กลางผืนป่าคมมีดกดลึกลงอีกเล็กน้อย เืซึมออกมาเป็เส้นบาง ๆ
“เมื่อท่านพี่ของข้าช่วยมาดูแลเ้าแล้ว” นางกล่าวช้า ๆ “เ้าก็อย่าได้ทำตัวไร้แก่นสารเป็อันขาด”
แม้นางจะรู้จักองค์ชายผู้นี้ได้ไม่นานแต่นางรู้ดีว่าเขาคือผู้ที่มักนำพาปัญหามาสู่ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
“ข้า…ข้าเข้าใจแล้ว” องค์ชายรีบกล่าว เสียงสั่นสะท้าน “ข้าจะไม่หาเื่เดือดร้อนให้ท่านแม่ทัพอีก…เป็อันขาด”
คมมีดถูกถอนออกอย่างแ่เบา ความเย็นที่ลำคอหายไปในทันทีเมื่อองค์ชายหันกลับไปร่างของเสวียนหนิงก็ได้หายลับไปแล้วราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นทว่าเสียงหนึ่งกลับลอยมากับสายลมยามราตรีแ่เบา แต่ชัดเจนราวกับกระซิบอยู่ข้างหู
“เ้าจงอย่าลืมคำพูดของเ้าในวันนี้…เป็อันขาด”
องค์ชายหลี่ชิงอวี่ยืนนิ่งอยู่เนิ่นนาน สายพระเนตรทอดมองร่างของเหล่าองครักษ์ที่ยังไม่ฟื้นสติ กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ความเงียบงันในสวนยามราตรีกลับยิ่งขับความหวาดหวั่นในพระทัยให้เด่นชัดยิ่งขึ้นในเวลานี้ พระองค์มั่นใจแล้ว
สตรีผู้นั้น คือมือสังหารชั้นยอดอย่างแท้จริง
ไม่เพียงแต่แม่ทัพม่อหรานเท่านั้นที่พระองค์หมายตาแม้แต่สตรีข้างกายของเขา…ก็เช่นเดียวกันแม่ทัพม่อหราน ผู้คนทั่วทั้งราชสำนักต่างรู้จักและยอมรับในพลังฝีมือของเขาอย่างกว้างขวางทว่าสตรีผู้นั้นกลับแตกต่าง
นางเปรียบเสมือนตัวตนลึกลับเงามืดที่ไม่ปรากฏอยู่ในบันทึกใด ๆและไม่อยู่ในสายตาของผู้ใดแม้นางจะมิได้แสดงท่าทีเต็มใจให้ความช่วยเหลือแต่ในยามที่สามีของนางต้องเผชิญปัญหามีหรือที่นางจะไม่ยื่นมือออกมา
