คลี่คลายเื่ครอบครัวของคุณชายจ้าวเสร็จไปได้อย่างราบรื่น จวนเยี่ยนก็เข้าสู่ความสงบสุขชั่วคราว ทุกอย่างล้วนดำเนินอย่างที่นับว่าราบรื่น เยวี่ยเจาหรานที่ฟื้นคืนชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างเต็มที่ก็กลับมาทุ่มเทในหน้าที่ช่วยเื่การเรียนของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอีกครั้ง จนถึงกับจริงจังและทุ่มเทยิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก ทุกครั้งที่เห็นเยวี่ยเจาหรานอดหลับอดนอนเตรียมบทเรียนให้เป็ค่อนคืน เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็มักจะรู้สึกว่าคราวนี้นางทำพลาดไปเสียแล้ว
ถึงอย่างไรหากเยวี่ยเจาหรานยังไม่ได้กลับมามีชีวิตชีวาเต็มที่ละก็... ตนก็คงไม่เหนื่อยถึงขนาดนี้
ทว่าอีกด้านหนึ่ง หากเยวี่ยเจาหรานไม่ฟื้นคืนกลับมาเป็ปกติ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็คงจะกลับไปเป็คนทำอะไรไม่เป็สักอย่างเช่นเมื่อก่อนต่อหน้าอาจารย์อวี้อีก นอกจากนี้ปัญหาร้ายแรงกว่านั้นก็คือ อาจารย์อวี้คิดว่าวิธีการเรียนหนังสือแบบ ‘แสงสายัณห์ของตะวันรอน’ [1] ของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเป็เื่เหนือธรรมชาติอย่างหนึ่ง…
หลังจากเวลาผ่านไป่หนึ่งด้วยความสงบราบเรียบ ฤดูใบไม้ร่วงเดือนสิบก็ได้มาถึงอย่างเงียบงัน งานล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงของราชวงศ์ที่จัดขึ้นสามปีครั้งก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น แม่ทัพเยี่ยนนั้นได้รับราชโองการมาก่อนหน้าแล้ว เขาต้องเตรียมกองทหารรักษาพระองค์ที่รับผิดชอบความปลอดภัยของฮ่องเต้ในงานล่าสัตว์เอาไว้ล่วงหน้า แม่ทัพเยี่ยนมักจะถูกฮ่องเต้มอบหมายงานสำคัญให้อยู่เสมอ ในยามนี้ก็ไม่กล้าล่าช้า ทุกครั้งในเวลาเช่นนี้เขามักจะคัดเลือกคนที่เหมาะสมมารับหน้าที่เป็ทหารรักษาพระองค์อย่างจริงจังเป็พิเศษ
เมื่อได้ยินว่าบิดาของตนต้องไปอารักขาฮ่องเต้ที่ลานล่าสัตว์ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็ดีอกดีใจอย่างยิ่ง เอาแต่คิดถึงเื่การเดินทางไปสนามม้าที่ไม่สำเร็จของตนและเยวี่ยเจาหรานในครั้งก่อน คาดหวังว่าตนจะสามารถใช้โอกาสตอนที่แม่ทัพเยี่ยนไม่อยู่นี้แอบหนีออกไปอีกครั้ง แล้วเตรียมแผนการเที่ยวสนามม้าในหนึ่งวันกับเยวี่ยเจาหราน
ถึงอย่างไรครั้งนี้ก็ไม่มีหินขวางทางสวี่ชิวเยวี่ยผู้นั้นแล้ว นางก็ยังอยู่ในอาการเหม่อลอยว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก ย่อมไม่มีเวลามาขัดขวางการเที่ยวของตนอย่างแน่นอน
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่ใคร่ครวญอย่างรอบคอบแล้วไปหาเยวี่ยเจาหรานด้วยความลิงโลด ในมือยังหิ้วเหล้าหนึ่งไห เตรียมที่จะไปดื่มให้เบิกบานใจกับเยวี่ยเจาหรานล่วงหน้า~
“เหล่าเยวี่ย! ข้าจะบอกข่าวดีกับเ้า!” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเดินเข้ามาอย่างวางมาด ยกมือโยนไหเหล้าลงบนโต๊ะ ครู่หนึ่งก็เดินโยกตัวมาตบไหล่ของเยวี่ยเจาหรานเบาๆ “พ่อข้าต้องไปงานล่าสัตว์กับฮ่องเต้ล่ะ ถึงตอนนั้นพอเขาไป พวกเราก็เป็อิสระแล้ว! ไม่สู้... ไปขี่ม้าที่สนามม้ากันดีกว่า!”
ทว่าสีหน้าของเยวี่ยเจาหรานกลับไม่มีความดีใจอย่างที่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจินตนาการเอาไว้เลย กลับเป็สีหน้ากลัดกลุ้ม เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ นางเอ่ยถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “เ้าเป็อะไรไป? เหตุใดไม่พูดจาเล่า? ไม่ดีใจหรือ...?”
แท้จริงแล้วเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วยังมีคำถามอีกมากมายที่อยากจะถามเยวี่ยเจาหราน อย่างเช่นทำไมไม่ดีใจล่ะ? หรือว่าไม่อยากสนามม้าแล้ว? แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนักของเยวี่ยเจาหราน เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็พูดอะไรไม่ออก ทำได้เพียงรอคอยให้เยวี่ยเจาหรานเปิดปากพูดออกมาเอง
ใครจะนึกว่าเยวี่ยเจาหรานนั้นไม่เอ่ยอะไรออกมาเลย แต่กลับยกมือขึ้นหยิบม้วนสีเหลืองอร่ามม้วนหนึ่งขึ้นมา เขาคลี่ออกแล้ววางไว้ตรงหน้าเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว งอนิ้วมือชี้ แล้วเอ่ยอย่างสงบนิ่ง “ไปสนามม้าอะไรของเ้า งานล่าสัตว์รอให้เ้าไปเข้าร่วมอยู่นะ... ถึงอย่างไรเ้าเองก็เป็ ‘ชายชาตรี’ ฮ่องเต้ย่อมไม่มีทางไม่อนุญาตให้เ้าขี่ม้าหรอก...”
“หา? งานล่าสัตว์...?!”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่ได้รู้ข่าวร้ายพลันกลอกตาทีหนึ่ง ยกมือคว้าราชโองการฉบับนั้นมาทันใด อ่านกลับไปกลับมาหลายต่อหลายครั้ง ผ่านไปพักใหญ่จึงเอ่ยขึ้นอย่างซึมกะทือ “ข้าไม่ใช่ขุนนางเสียหน่อย ฮ่องเต้จะไป... ไปงานล่าสัตว์ แล้วจะให้ข้าไปทำอะไรกัน?!” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วขมวดคิ้ว ในมือกำม้วนสีเหลืองอร่ามเอาไว้แน่น นางนั่งลงด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความห่อเหี่ยว ไม่พูดจาไม่ขยับเขยื้อน
เยวี่ยเจาหรานแค่นหัวเราะเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่งจึงค่อยๆ เอ่ยขึ้น “ได้ไปก็ดีมากแล้ว! ลูกพี่ เหตุใดเ้าถึงไม่รู้จักพอเสียบ้าง?”
“ดีมาก? จะดีมากได้อย่างไรเล่า!” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วตบลงบนโต๊ะอย่างแรง แทบจะลุกขึ้นมาสลับตัวกับเยวี่ยเจาหรานเสียตรงนั้น วเช่นนี้ก็จะสามารถปลดเปลื้องชะตากรรมที่ต้องไปงานล่าสัตว์ได้ จากนั้นก็ไป... ขี่ม้าที่สนามม้าอย่างมีความสุข
“แน่นอนสิ! อย่างไรเสียเ้าก็ยังสามารถไปงานล่าสัตว์ในฐานะบุรุษได้ แล้วข้าเล่า! ข้าก็เป็บุรุษผู้หนึ่งแท้ๆ แต่ยังต้องอยู่บ้านถูกแม่เ้าบังคับขู่เข็ญ เรียนเย็บปักถักร้อย... ตอนนี้เ้าไม่พอใจ แล้วเคยคิดถึงความรู้สึกของข้าบ้างหรือไม่?” เยวี่ยเจาหรานแทบอยากจะเป็ลมล้มพับไปเสียตรงนั้น อ้อไม่สิ แทบอยากจะตีเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วให้ล้มพับไปเสียตรงนั้นเลย
เมื่อได้ยินเยวี่ยเจาหรานพูดเช่นนี้ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็เปิดทัศนคติอย่างช้าๆ ถึงอย่างไรหากเปลี่ยนเป็ตนที่ต้องถูกบังคับให้นั่งเรียนเย็บปักถักร้อยอยู่บนเก้าอี้ ตนก็คงรับไม่ไหวเหมือนกัน แต่ไปงานล่าสัตว์มันก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเหมือนกันนี่นา? บอกว่าไปงานล่าสัตว์กับราชวงศ์ จะทำอะไรตอนไหนก็ต้องอยู่ในการควบคุมตลอด ทั้งยังต้องดำเนินไปตามกำหนดการของขบวนหลัก…
เื่นี้สำหรับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่รักความอิสระแล้ว ช่างเป็ความทรมานอย่างมากจริงๆ
แต่ว่าก็ยังดี อย่างไรก็ไม่ต้องถูกบังคับให้เรียนเย็บปักอยู่บนเก้าอี้กับเยวี่ยเจาหราน นั่นก็ดีมากแล้ว เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพยักหน้าอย่างเงียบๆ แล้วเอ่ยเสียงเบา “ก็ ก็พอได้นะ... เช่นนั้นข้าไม่ว่าแล้ว เ้าเรียนเย็บปักถักร้อยให้ดีๆ ไปแล้วกัน สู้เขา ลู่เสี่ยวขุย!” [2]
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพูดจบก็ลุกขึ้นคิดจะวิ่งหนีไป แต่ชายเสื้อถูกอีกฝ่ายคว้าเอาไว้เสียก่อน เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพลันโซเซไปเล็กน้อย ร่างกายร่วงลงบนเก้าอี้ที่เดิมอีกครั้งอย่างหนักหน่วง จากนั้นจึงก่นด่าใส่เยวี่ยเจาหรานด้วยความโมโห “ลูกพี่ เ้าทำอะไรของเ้า... ข้าให้กำลังใจเ้ายังไม่พออีก...”
“หารือกันหน่อย เห็นแก่ที่ข้าช่วยเ้าแก้ไขเื่วุ่นวายไปมากมายขนาดนั้น เ้าช่วยอะไรข้าสักอย่างสิ ให้ข้าไปงานล่าสัตว์ด้วยเถอะนะ...”
เยวี่ยเจาหรานใช้สายตาที่เว้าวอนเป็พิเศษมองไปยังเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว แทบจะบีบน้ำตาให้ไหลออกมาเสียเดี๋ยวนั้น แต่น้ำตานั้นไม่ค่อยเอาการเอางานนัก เค้นอยู่พักใหญ่ก็ยังไม่ออกมาเสียที จนสุดท้ายเยวี่ยเจาหรานอับจนหนทางแล้วจริงๆ จึงเอามือถูที่ปลายลิ้น แล้วเอามาถูที่ใต้ตาของตนอีกครั้ง พยายามจะใช้น้ำตาปลอมๆ มาขอความเห็นใจจากเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว
“นี่... ข้าจะไปมีวิธีได้อย่างไรกัน ข้าไม่ใช่ฮ่องเต้เสียหน่อย หากข้าเป็ฮ่องเต้ ข้าคงไม่จัดงานล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงในรอบสามปีบ้าบออะไรนี่หรอก”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วส่ายหน้าอย่างเอื่อยเฉื่อย รู้สึกได้ว่าทุกคนล้วนมีปัญหาของตัวเอง คนที่ไม่อยากไปงานล่าสัตว์ถูกบังคับจัดแจงให้ไปงานล่าสัตว์ ส่วนคนที่อยากจะไปงานล่าสัตว์อย่างแท้จริง กลับดูเหมือนไม่มีโอกาสเลยแม้แต่น้อย นี่มันโชคชะตากลั่นแกล้งกันจริงๆ ! เมื่อนึกถึงตรงนี้ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วถึงเงยหน้าขึ้นมองเยวี่ยเจาหรานที่หน้านิ่วคิ้วขมวดเล็กน้อย “เอ๊ะ จริงสิ! เ้าไปขอให้ฮองเฮาช่วยก็ได้นี่นา? ถึงแม้จะบอกว่างานล่าสัตว์เป็เื่ของบุรุษ... แต่ว่า ฮองเฮากับเหล่าฮูหยินตระกูลสูงศักดิ์ก็มักจะตามไปเข้าร่วมด้วยนี่? ฮองเฮาชื่นชอบเ้ามากไม่ใช่หรือ?”
“ทำไมข้านึกไม่ถึงเลยนะ!” เยวี่ยเจาหรานตบต้นขาฉาดหนึ่ง อ้อ ตบต้นขาของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วน่ะ แล้วเอ่ยด้วยดวงตาเป็ประกาย เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพลันลุกยืนขึ้นด้วยความเจ็บ ก่อนก่นด่าไม่หยุด “เหตุใดเ้าโเี้ขนาดนี้กัน! ข้าช่วยเ้าคิดหาวิธีแล้ว เ้ายังจะแก้แค้นข้าอีกหรือ?”
เมื่อเห็นเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่แยกเขี้ยวยิงฟันด้วยความเจ็บ เยวี่ยเจาหรานก็กลับร่าเริงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เขานึกอยากจะลุกขึ้นมาอุ้มเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วหมุนไปรอบๆ เสียตรงนั้น โดยไม่ได้สนใจที่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วถูกตนตีจนเจ็บเลยแม้แต่น้อย
“เอาตามที่เ้าว่า! พรุ่งนี้ข้าจะคิดหาวิธีเข้าวัง ข้าจะต้องหลุดพ้นจากทะเลทุกข์นี้ให้ได้ ไม่เอางานเย็นปัก!” เยวี่ยเจาหรานมุมานะพยายาม ราวกับว่าพรุ่งนี้จะได้เข้าร่วมการสอบที่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตนได้อย่างไรอย่างนั้น
เชิงอรรถ
[1] แสงสายัณห์ของตะวันรอน (回光返照) อุปมาว่าสีหน้ากลับดูสดใสขึ้นก่อนจะตาย
[2] สู้เขา ลู่เสี่ยวขุย (加油,鹿小葵) เป็ประโยคที่ตัวละครเอกหญิงลู่เสี่ยวขุยที่มีบุคลิกซื่อๆ พูดอยู่บ่อยครั้งในละครเื่ สะดุดรัก นายแฟชั่น (Yes! Mr.Fashion) ซึ่งภายหลังชาวเน็ตได้นำมาใช้ในความหมายเชิงเสียดสี
