สองวันต่อมาตี้เหยียนได้พาถังเหล่ยและตี้เชียนเสวี่ยออกเดินทางไปยังวังหลวงของจักรวรรดิซือฉี
จักรพรรดิองค์เก่าของจักรวรรดิซือฉีสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน และยังไม่มีการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง จึงทำให้จักรพรรดิองค์ใหม่ไม่สามารถขึ้นครองบัลลังก์ได้
วังหลวงแห่งนี้มีผู้าุโของตระกูลอาศัยอยู่ และกลายเป็สถานที่สำหรับการประชุมของตระกูลตี้ ส่วนผู้าุโสูงสุดทั้งห้าของตระกูลตี้ก็อาศัยอยู่ในวังหลวงแห่งนี้เช่นกัน
บนกำแพงเมืองมีทหารสวมชุดเกราะสีแดงลาดตระเวนอยู่ทั่วทุกพื้นที่ ในขณะที่ถังเหล่ยยืนอยู่ใต้กำแพงเมืองและเงยหน้าขึ้นมองทหารจำนวนมากเ่าั้ ผู้ฝึกตนระดับต่ำไม่สามารถปีนขึ้นไปบนกำแพงนี้ได้และเขายังพบว่ามีศิลาเพลิงิญญาติดอยู่บนกำแพงอีกด้วย
จริงๆ แล้วศิลาเพลิงิญญานั้นฝังอยู่ในกำแพงเมือง ดูเหมือนว่าตระกูลตี้จะศิลาเพลิงิญญาทั้งหมดในจักรวรรดิซือฉี ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงไม่ทำอะไรฟุ่มเฟือยแบบนี้
ถังเหล่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย จากนั้นตระหนักได้ทันทีว่าศิลาเพลิงิญญาเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับดวงตาขนาดใหญ่ สำหรับวังหลวงของจักรวรรดิที่จะมีลักษณะเช่นนี้ไม่ใช่เื่ที่สามารถจินตนาการได้
มีทหารสองกลุ่มสวมชุดเกราะสีแดงเพลิงเฝ้าอยู่ที่ประตูหินขนาดใหญ่ บนประตูหินมีการแกะสลักลวดลายคล้ายกับิญญายุทธ์ประจำตระกูลนั้นคือวิหคเพลิงิญญา
ตี้เหยียน ถังเหล่ย และตี้เชียนเสวี่ยล้วนเดินทางด้วยสัตว์อสูร ทันทีที่ผู้นำกลุ่มทหารเห็นตี้เหยียนจากระยะไกล เขาก็ออกคำสั่งให้ทหารภายใต้การดูแลของเขาเปิดประตูหินทันที
“ท่านอ๋องเสด็จมาแล้ว”
ผู้นำกลุ่มทหารกล่าวกับตี้เหยียนด้วยความเคารพแล้วมองไปที่ถังเหล่ยด้วยความประหลาดใจ เขารู้จักบุตรีของตี้เหยียนแต่ไม่รู้จักชายที่ยืนอยู่ข้างนางและตระหนักได้ทันทีว่าต้องไม่ใช่คนของตระกูลตี้อย่างแน่นอน จึงกล่าวถามออกไปทันที
“ท่านอ๋องนายน้อยผู้นี้คือใคร?”
แม้ว่าผู้นำกลุ่มทหารผู้นี้จะเคารพหรือให้เกียรติตี้เหยียนมากเพียงใด อย่างไรก็ตามเขาจำเป็ต้องสอบถามเกี่ยวกับชายแปลกหน้าคนนี้
“นี่คือแขกผู้มีเกียรติในจวนของข้า ไม่จำเป็ต้องถามเื่ไร้สาระ!”
ตี้เหยียนกล่าวอย่างเคร่งขรึม เขาไม่อาจเสียหน้าต่อหน้าถังเหล่ยได้ จากนั้นตี้เหยียนได้มุ่งหน้าเข้าไปยังวังหลวงโดยตรง ถังเหล่ยและตี้เชียนเสวี่ยได้ติดตามอย่างใกล้ชิด
ผู้นำกลุ่มทหารมองไปที่กลุ่มของตี้เหยียนและเอื้อมมือไปที่ทหารผู้หนึ่ง และกล่าวออกไปทันที
“รีบไปรายงานอ๋องเลี่ยว่าอ๋องเหยียนได้นำคนเข้ามาแล้ว!”
ทันทีที่กลุ่มของตี้เหยียนเข้าไปถึงวังหลวง ทันใดนั้นก็มีทหารออกมาต้อนรับและนำสัตว์อสูรของทั้งสามไปดูแลต่อ
“ได้โปรดตามข้าน้อยมา ผู้าุโได้รอพวกท่านนานแล้ว!”
ทั้งสามถูกเชิญไปที่ห้องโถงหลักโดยตรง ถังเหล่ยกวาดสายตาไปรอบๆ ห้องโถงและพบว่าสถานที่แห่งนี้เป็ของจักรพรรดิองค์เก่าของจักรวรรดิซือฉี บนเพดานเหนือศีรษะมีตัวอักษรขนาดใหญ่สลักอยู่
‘วิหารเพลิง’
ทั้งสามคนเข้าไปในห้องโถงใหญ่ภายในนั้นกว้างขวางมาก สามารถรองรับคนได้หลายพันคน อย่างไรก็ตามพื้นที่ส่วนใหญ่ในห้องโถงเต็มไปด้วยของตกแต่งที่งดงามมากมาย ดังนั้นจึงเหลือพื้นที่ไม่มากนัก
มีบัลลังก์สีทองตั้งอยู่กลางห้องโถง สายตาอันแหลมคมของถังเหล่ยพบว่าบัลลังก์สีทองนั้นมีศิลาเพลิงิญญาฝังอยู่มากกว่าสิบสองก้อนและทั้งหมดล้วนเป็ศิลาเพลิงิญญาระดับห้า
ถังเหล่ย้าศิลาเพลิงิญญาระดับห้าเป็อย่างมาก บัลลังก์ที่อยู่เบื้องหน้าของเขามีศิลาเพลิงิญญาฝังอยู่ฝั่งละหกก้อน ภายในใจของเขาคิดว่าหากในเวลานี้เขาอยู่เพียงลำพังคงจะชิงบัลลังก์และหนีไปแล้ว
แม้ว่าบัลลังก์จะงดงามและสูงส่งแต่กลับไม่มีผู้ใดนั่งอยู่ ผู้าุโทั้งสามล้วนนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านล่างบัลลังก์
“ตี้เหยียนคำนับผู้าุโทั้งสาม ไม่ทราบว่าชิงเอ๋อร์เป็อย่างไรบ้าง?” ตี้เหยียนกล่าวอย่างร้อนใจ
แม้ว่าตี้เหยียนจะเป็อ๋องที่มีชื่อเสียง แต่ภายในตระกูลตี้ยังมีผู้าุโอยู่ แม้ว่าผู้าุโเหล่านี้จะไม่ได้มีอำนาจเทียบเท่าเขา แต่ผู้าุโเหล่านี้มีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับผลประโยชน์โดยรวมของตระกูลที่แม้แต่ตี้เหยียนเองก็ต้องเคารพการตัดสินใจของผู้าุโ
“เ้าไม่ต้องกังวลเื่ความปลอดภัยของชิงเอ๋อร์ ตราบใดที่ผู้าุโทั้งห้ายังไม่ตัดสินใจในเื่นี้ เ้าจงมั่นใจได้เลยว่าไม่มีใครกล้าแตะต้องชิงเอ๋อร์อย่างแน่นอน แต่สถานการณ์ในขณะนี้ไม่ค่อยดีนักเพราะตี้เลี่ยมีผู้าุโอีกสองคนคอยสนับสนุน และพวกเขาก็เห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องส่งมอบิญญายุทธ์ให้กับตี้เทียนเซิ่ง” ผู้าุโที่มีเคราสีเทาผู้หนึ่งกล่าว
ผู้าุโทั้งสามมีความสนิทสนมกับตี้เหยียนและคอยสนับสนุนตี้เหยียนในเื่ต่างๆ ในขณะนี้เหล่าผู้าุโทั้งสามก็ไม่เห็นด้วยกับสถานการณ์ของตี้ชิง ในเวลาเดียวกันตี้เลี่ยก็มีผู้าุโอีกสองคนคอยสนับสนุน หากเป็เช่นนี้ต่อไปย่อมไม่ดีต่อตี้เหยียนแน่นอน
ภายในตระกูลตี้มีผู้าุโทั้งหมดสิบคน เดิมทีพวกเขาจะเป็ผู้ตัดสินใจในเื่เล็กๆ น้อยๆ แต่หากเป็เื่ที่เกี่ยวข้องกับชะตากรรมของตระกูลหรือเป็เื่สำคัญก็จำเป็ต้องมีผู้าุโสูงสุดห้าคนเพื่อตัดสิน
แม้ว่าสถานการณ์ของตี้ชิงในตอนนี้จะอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้าุโสูงสุดทั้งห้า อย่างไรก็ตามความคิดเห็นของผู้าุโทั้งสิบคนนี้ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน แต่ในขณะนี้ตี้เลี่ยก็มีกลุ่มผู้าุโคอยสนับสนุน จึงทำให้สถานการณ์ทางฝั่งของตี้เหยียนทำอะไรได้ไม่ค่อยสะดวกนัก
“เราควรทำอย่างไรดี? หรือว่าเราควรเสนอเงินจำนวนมากให้ผู้าุโที่เหลือ?” ตี้เหยียนกล่าวอย่างร้อนรน
“แม้ว่าเ้าจะใช้เงินมากเพียงใดก็ไม่อาจทำให้ผู้าุโตี้เซิ่งอยู่ข้างเ้าได้ และผู้าุโตี้หลงที่รับผิดชอบกองทัพจะไม่เข้าร่วมในการต่อสู้ระหว่างเ้ากับตี้เลี่ยอย่างแน่นอน”
ผู้าุโอีกคนกล่าวและส่ายศีรษะของเขา เขารู้ดีว่าค่าใช้จ่ายในการดึงผู้าุโให้เข้าข้างนั้นสูงมาก ท้ายที่สุดการผลเสียก็มีมากกว่าผลดี
“แล้วผู้าุโสูงสุดกล่าวว่าอย่างไรบ้าง? ท่าน้าฆ่าชิงเอ๋อร์จริงหรือ?”
“เปล่า! ไม่ต้องกังวลเื่นี้ผู้าุโสูงสุดต่างระมัดระวังอย่างมาก เพราะเื่นี้เกี่ยวกับเ้าและอ๋องเลี่ยโดยตรง ผู้าุโสูงสุดจะไม่ลำเอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างแน่นอน และที่สำคัญผู้าุโสูงสุดเ่าั้ล้วนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของตระกูลตี้ทั้งสิ้น” ผู้าุโอีกคนกล่าว
“นี่คือคุณชายถัง เขารู้วิธีปลุกิญญายุทธ์ในร่างชิงเอ๋อร์ให้ตื่นขึ้นเร็วกว่ากำหนด หากสำเร็จตี้เลี่ยจะไม่มีข้ออ้างอีกต่อไป!”
ตี้เหยียนแนะนำถังเหล่ยให้ผู้าุโทั้งสามคนได้รู้จักทันที หลังจากที่ผู้าุโทั้งสามเห็นถังเหล่ยพวกเขาต่างตกตะลึง นี่มัน...เด็กน้อยคนหนึ่งไม่ใช่หรือ?
“หากเป็ความจริงอย่างที่เ้ากล่าวเราก็สามารถช่วยชิงเอ๋อร์ได้ แต่…!”
ผู้าุโมองไปที่ถังเหล่ย ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง เพราะถังเหล่ยผู้นี้ยังเด็กเกินไป ไม่มีผู้ใดเชื่อว่าเด็กอายุสิบหกหรือสิบเจ็ดปีสามารถแก้ไขปัญหาใหญ่เช่นนี้ได้
“ผู้าุโทั้งสามโปรดวางใจได้ ขอเพียงแค่ข้าน้อยได้พบกับตี้ชิง ข้าน้อยสามารถปลุกิญญายุทธ์ระดับนภาในร่างของเขาได้แน่!”
ทันใดนั้นถังเหล่ยได้ยืนขึ้นและกล่าวด้วยความมั่นใจแทรกขึ้นมาทันที
“ฮ่าๆ เ้าเป็แค่เด็กน้อยที่ไม่รู้ว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ทั้งยังเป็ผู้ร้ายประกาศจับของจักรวรรดิเทียนอวี่อีกด้วย เ้ามีเหตุผลอันใดจึงเข้ามายุ่งเื่ในตระกูลตี้ของข้า หรือเ้าอยากจะต่อสู้ร่วมกับตี้เหยียน? นี่ถือว่าเป็การสมรู้ร่วมคิดที่เป็อันตรายต่อตระกูลตี้!”
เสียงที่ขัดหูดังมาจากด้านนอกห้องโถง ทันทีที่ตี้เหยียนได้ยินเสียงนี้ใบหน้าของเขาก็เผยความโกรธออกมาทันที
หลังจากที่ถังเหล่ยหันหน้าไป เขาก็พบชายที่มีเคราสีแดงซึ่งเขาเคยพบก่อนหน้านี้ ถัดจากชายผู้นั้นคือชายสวมชุดสีเขียวและชายหนุ่มอายุยี่สิบปีอีกผู้หนึ่ง
“อ๋องเลี่ย!”
……
