บทที่ 3
ทุกสิ่งที่นางทำ ล้วนเพื่ออีกคนหนึ่ง...
ฉู่ชิงชวน เคยชินกับการได้รับความเคารพและความรักจากผู้อื่นมานานแล้ว
เขามีรูปโฉมที่โดดเด่น พร์ล้ำเลิศ ฝึกฝนวิชาระดับยอดพีระมิดของโลกบำเพ็ญเพียร ทั้งยังเป็ศิษย์สืบทอดเพียงคนเดียวของเ้าสำนักไท่ชิงซึ่งเป็สำนักอันดับหนึ่ง ไม่ว่าเขาจะไปที่ใด เขาก็คือตัวตนที่ผู้อื่นต้องแหงนหน้ามองเสมอ
ซูว่านฉีก็เป็เพียงหนึ่งในผู้นิยมชมชอบนับไม่ถ้วนเ่าั้ สิ่งที่ทำให้นางหลงเหลืออยู่ในความทรงจำของเขาได้ ก็เพียงเพราะความรักของนางนั้นเปิดเผยและบ้าคลั่งเกินไป นางทำเื่ชั่วร้ายไว้มากมายจนทุกครั้งที่เขานึกถึงก็มีแต่ความรังเกียจ
ทว่า—เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในตำหนักคุมกฎเมื่อครู่ ฉู่ชิงชวนก็พลันหยุดฝีเท้าลง ใบหน้าที่เคยทรนงปรากฏร่องรอยของความโกรธแค้นปนความอับอาย
ซูว่านฉีไม่ได้รักเขาอย่างนั้นหรือ?
รายละเอียดที่เขาไม่เคยใส่ใจมาก่อนพลันพรั่งพรูเข้ามาในหัว ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว สายตาของซูว่านฉีไม่เคยละไปจากเขาแม้แต่น้อย เพียงเขาาเ็เล็กน้อย นางก็กล้านำตัวยาที่แม้แต่จอมเทพะระดับมหายานยังต้องหวั่นไหวออกมาให้ และเพื่อให้ได้เขามา นางถึงขั้นลงมือกับชิวหนิง...
สายตาที่เร่าร้อนเช่นนั้น การกระทำที่บ้าคลั่งเช่นนั้น—กลับทำเพื่อคนอื่นอย่างนั้นหรือ?!
ท่านเซียนชิงเหยียน... เขาทวนชื่อนี้ในใจพลันกำหมัดแน่น
นานมาแล้วเขารู้เพียงว่า "คัมภีร์หลอมเทพ" ซึ่งเป็กึ่งศาสตราเทพของเขา คือของวิเศษของท่านเซียนชิงเหยียน แต่ไม่นึกเลยว่าวิชา "คัมภีร์หมื่นโอสถ" ที่เขาฝึกฝนอยู่ ก็ถูกสร้างขึ้นโดยท่านเซียนเช่นกัน
ผ่านวิชาระดับเทพที่ก้าวข้ามขีดจำกัดพร์ และคัมภีร์หลอมเทพที่แม้แต่มหาอำนาจระดับ "ผ่านด่าน์" ยังต้องยำเกรง
เขาพอจะจินตนาการถึงความสง่างามของท่านเซียนชิงเหยียนในอดีตได้เพียงสามส่วน ยิ่งท่านเซียนแข็งแกร่งเพียงใด ใจของเขาก็ยิ่งสับสนวุ่นวายเพียงนั้น
เท่าที่เขารู้ เื่ราวทุกอย่างของท่านเซียนชิงเหยียนถูกสำนักไท่ชิงปิดผนึกมานับร้อยปี แล้วซูว่านฉีไปรู้เื่เ่าั้ได้อย่างไร... เื่ที่แม้แต่เขาหรือแม้แต่คนในสำนักก็ยังไม่กระจ่าง? หรือว่านางจะ...
แววตาของฉู่ชิงชวนมืดหม่น กลิ่นอายรอบตัวปั่นป่วนอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นนัก
ในตอนนั้นเอง เด็กหนุ่มหน้าตาซื่อๆ คนหนึ่งก็ก้าวเร็วๆ เข้ามา เขาหอบหายใจแรงและหยุดยืนตรงหน้าฉู่ชิงชวนด้วยความโกรธแค้น เมื่อเห็นฉู่ชิงชวน เขาก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายคงไม่พอใจคำตัดสินของผู้าุโเช่นกัน จึงเอ่ยอย่างไม่ได้รับความเป็ธรรม
“ท่านผู้าุโทำเกินไปแล้ว... ทำไมถึงปล่อยซูว่านฉีไปง่ายๆ แบบนี้ล่ะขอรับ?!”
เขาไม่กล้าวิจารณ์ผู้าุโมากนัก จึงหันมาโจมตีตัวต้นเหตุแทน “นางช่างใจคออำมหิตจริงๆ! ทั้งที่รู้มาตั้งนานแล้วว่าซูว่านฉีนิสัยต่ำต้อย ไร้ยางอาย คิดจะปีนป่ายมามีความสัมพันธ์กับศิษย์พี่... แต่ไม่นึกเลยว่านางจะจิตใจชั่วร้ายขนาดนี้ ช่างเป็ความอัปยศของสำนักไท่ชิงจริงๆ! ถ้าเป็ข้านะ...”
เมื่อฟัง ซ่งหงอวี่ พล่ามเื่เดิมซ้ำๆ ฉู่ชิงชวนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ทั้งที่เป็คำพูดที่เขาได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่รู้ทำไมตอนนี้กลับรู้สึกแสบหูอย่างบอกไม่ถูก เมื่อซ่งหงอวี่เห็นสีหน้าของฉู่ชิงชวน ก็คิดว่าศิษย์พี่คงกำลังรังเกียจซูว่านฉีอยู่เหมือนกัน จึงสูดหายใจลึกแล้วสรุปอย่างเร้าอารมณ์
“คนชั่วช้าอย่างซูว่านฉี ควรจะถูกสับเป็หมื่นชิ้น ทำลายวรยุทธแล้วโยนไปที่...”
ได้ยินถึงตรงนี้ ฉู่ชิงชวนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาขมวดคิ้วตวาดขัด “พอได้แล้ว”
ซ่งหงอวี่ชะงักไปและมองฉู่ชิงชวนอย่างงงงวย เมื่อเห็นความโกรธที่ปิดไม่มิดบนใบหน้าของอีกฝ่าย เขาก็เข้าใจไปเองว่า ดูท่าศิษย์พี่ฉู่จะโกรธจัดจริงๆ จนไม่อยากได้ยินแม้แต่ชื่อของนาง เขาจึงรีบหุบปาก แต่ด้วยความที่เป็คนปากมากจึงอดไม่ได้ที่จะพึมพำทิ้งท้าย
“คนที่บ้าคลั่งเพราะความรักนี่น่ากลัวจริงๆ นะขอรับ! โชคดีที่เห็นธาตุแท้นางทันเวลา ไม่อย่างนั้นไม่รู้ว่าต่อไปนางจะทำเื่ชั่วอะไรอีก...”
ซ่งหงอวี่พล่ามอยู่นาน แต่ฉู่ชิงชวนกลับเหมือนจะได้ยินเพียงประโยคเดียวเท่านั้น เขาละสายตาไปแล้วถามขึ้นอย่างราบเรียบ “เ้าคิดว่าซูว่านฉีรักข้าอย่างนั้นหรือ?”
ซ่งหงอวี่เบิกตากว้าง สงสัยว่าหูฝาดไป “หา?”
เื่ที่ซูว่านฉีหลงรักฉู่ชิงชวนนั้น ทั่วทั้งสำนักไท่ชิงไม่มีใครไม่รู้ เื่ที่นางทำแต่ละอย่างก็ทำให้ผู้คนต้องตะลึง นางยอมบ้าคลั่งเพื่อเขาขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่ความรักแล้วจะเป็อะไรได้? ซ่งหงอวี่ส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ
“ศิษย์พี่ฉู่ ท่านล้อเล่นหรือเปล่า? ซูว่านฉีจะไม่รักท่านได้อย่างไร?!”
เมื่อได้ยินคำยืนยันที่หนักแน่น คิ้วที่ขมวดมุ่นของฉู่ชิงชวนก็ค่อยๆ คลายออก นั่นสินะ ซูว่านฉีจะไม่รักเขาได้อย่างไร?
ตอนที่เขาเอาชนะคู่ต่อสู้ที่ระดับสูงกว่าได้ นางก็อยู่ ตอนที่เขาชนะเลิศการประลองสำนัก นางก็อยู่ ตอนที่เขาหยุดยั้งสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งและช่วยชีวิตเซียนไว้มากมาย นางก็ยังอยู่ หากไม่รักเขาอย่างลึกซึ้ง จะคอยอยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลาได้อย่างไร?
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉู่ชิงชวนก็คลายกังวลลงสิ้นเชิง เขากระแอมไอเล็กน้อยแล้วกล่าวเสียงเข้ม “คำตัดสินของผู้าุโย่อมมีเหตุผลของท่าน อย่าได้วิจารณ์ส่งเดช”
หลังจากจัดการกับซ่งหงอวี่เสร็จ ฉู่ชิงชวนมองตามหลังเขาไป ก่อนจะเดินไปยังอีกทิศทางหนึ่งโดยสัญชาตญาณ กว่าจะรู้ตัว เขาก็มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าเรือนของซูว่านฉีเสียแล้ว
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง เดิมทีคิดจะจากไปแต่ฝีเท้ากลับหยุดนิ่งอยู่กับที่ แม้ซูว่านฉีจะทำผิด แต่ตอนนี้จิตใจนางบอบช้ำและาเ็สาหัส ถือว่าได้รับโทษแล้ว อีกอย่างเื่นี้ก็มีที่มาที่ไป... ในฐานะศิษย์ร่วมสำนัก เขาควรจะเข้าไปเยี่ยมเยียนเสียหน่อย เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงก้าวเท้าเดินเข้าไปในลานบ้าน
ซูว่านฉีเป็คนรักสันโดษ เรือนของนางจึงอยู่ในมุมที่ห่างไกลและเงียบเชียบ ประตูไม้แง้มอยู่ครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นเงาร่างในชุดสีฟ้าที่ดูซูบผอม นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เส้นข้าที่ยุ่งเหยิงพริ้วไหวตามลม เผยให้เห็นใบหน้าด้านข้างที่งดงามจนน่าทึ่ง นางกำลังแย้มยิ้มบางๆ แววตาไม่มีความโศกเศร้าว่างเปล่าเหมือนตอนที่อยู่ในตำหนักคุมกฎ แต่กลับแฝงไปด้วยความโหยหาถวิลหา
เมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น ฉู่ชวนก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ในใจเกิดความสงสัย นางกำลัง... ยิ้มหรือ?
นั่นเป็รอยยิ้มที่เขาไม่เคยเห็นบนใบหน้านางมาก่อน ไม่มีจริตจะก้าน ไม่มีกิริยาเอาอกเอาใจ ไม่มีความฝืนทน มีเพียงความอ่อนโยนและรอยยิ้มแห่งความหวังเท่านั้น มันงดงามและบริสุทธิ์เสียจนเขาเผลอเหม่อลอยไปชั่วขณะ เขาจึงก้าวเดินเข้าไปข้างหน้าสองก้าวโดยสัญชาตญาณ
ทันใดนั้น สมบัติวิเศษป้องกันตัวข้างกายเขาก็ส่องสว่างขึ้นจางๆ วินาทีต่อมา ในลานบ้านก็เกิดการะเิของพลังปราณอย่างรุนแรง แสงสีขาวเจิดจ้าที่มาพร้อมกับพลังที่สามารถบดขยี้ดวงิญญาของเซียนระดับจินตานได้ กลืนกินซูว่านฉีที่อยู่ใจกลางแรงะเิหายไปในพริบตา
ฉู่ชิงชวนไม่ทันตั้งตัว ในหัวมีเพียงความคิดเดียวแวบขึ้นมา ค่ายกลสะบั้นิญญา? ซูว่านฉีใช้ค่ายกลสะบั้นิญญา... กับตัวเองอย่างนั้นหรือ?
ขณะที่เขาตกตะลึง แสงวิเศษสองสายก็พุ่งวาบมาดุจสายฟ้า พลังปราณระดับผ่านด่าน์ปกคลุมไปทั่วทั้งลานบ้านทันที หลังจากกระแสพลังปั่นป่วนสงบลง ผู้าุโใหญ่และผู้าุโรองก็ช่วยชีวิตซูว่านฉีไว้ได้อย่างหวุดหวิดก่อนที่ดวงิญญานางจะแตกสลายเพียงอึดใจเดียว
กลางอากาศ ผู้าุโทั้งสองอยู่ในสภาพที่ดูไม่จืดนัก ผู้าุโใหญ่หน้าซีดขาว ส่วนชายเสื้อของผู้าุโรองถูกไฟจากค่ายกลเผาจนเป็รูโหว่ แม้ยอดฝีมือระดับผ่านด่าน์สองท่านจะลงมือพร้อมกัน ก็ยังเกือบจะยื้อชีวิตนางคืนมาไม่ได้
ซูว่านฉี... ตั้งใจจะตายจริงๆ โดยไม่เหลือทางรอดให้ตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว
ฉู่ชิงชวนมองดูซูว่านฉีที่ใบหน้าขาวซีดราวกับแก้วใส แต่ที่มุมปากกลับมีรอยยิ้มแห่งการปล่อยวาง เขาพลันกำหมัดแน่น วินาทีนั้นเขาตระหนักได้อย่างแจ่มแจ้งแล้วว่า ซูว่านฉีไม่ได้รักเขาจริงๆ
ทุกสิ่งที่นางทำล้วนเพื่อท่านเซียนชิงเหยียน การเข้าหาเขาก็ใช่ การแสวงหาความตายก็เช่นกัน
บางทีอาจเป็เพราะเคยชินกับความเ็ป วินาทีที่ค่ายกลสะบั้นิญญาแทรกซึมเข้าสู่ดวงิญญา ซูว่านฉียังคงรักษาสีหน้าที่ควรจะเป็ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังนึกหัวเราะเยาะตัวเองในใจ ดูเหมือนความเ็ปในโลกบำเพ็ญเพียร จะไม่ได้ทนยากไปกว่าโลกสมัยใหม่สักเท่าไหร่เลย
หลังจากนั้นเธอก็หมดสติไป เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งท่ามกลางความว่างเปล่า เธอก็มีความคิดเพียงอย่างเดียว เธอเดิมพันชนะแล้ว
นานมาแล้วเธอรู้ดีว่า ในสถานการณ์ที่อับจนหนทาง "ความตาย" ก็คือเบี้ยตัวหนึ่ง เป็เบี้ยที่หนักอึ้ง หนักพอที่จะพลิกสถานการณ์จากหน้ามือเป็หลังมือได้ สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การเลือกที่จะตาย แต่คือการจะรักษาชีวิตรอดจากความตายได้อย่างไร
การจับตาดูของผู้าุโตำหนักคุมกฎคืออันตรายถึงขีดสุด แต่เมื่อเธอเลือกที่จะ "ตายตามคนรัก" มันจึงกลายเป็แรงสนับสนุนชั้นดี
ในนิยายต้นฉบับ ผู้าุโใหญ่เป็คนรักความยุติธรรมและมีเหตุผล ก่อนจะรู้ความจริงเขาจะไม่ยอมให้นางตายเด็ดขาด
ส่วนผู้าุโรองชอบอ่านนิยายรัก ย่อมใจอ่อนและซาบซึ้งได้ง่าย เมื่อเห็นนางพยายามฆ่าตัวตายตามคนรักย่อมต้องรีบขัดขวางเต็มที่
ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับท่านเซียนชิงเหยียนมีเื่ของ "บุญคุณและหนี้กรรม" เข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเขาไม่มีทางนิ่งดูดายแน่นอน
สิ่งที่เธอต้องทำก็แค่ใจแข็งกับตัวเองให้พอ แข็งกร้าวพอที่จะทำให้ทุกคนเชื่อว่านางอยากตายจริงๆ และแข็งพอจนพวกเขาไม่กล้าใช้วิธีใดๆ มากระตุ้นหรือบีบคั้นนางอีก
แม้โชคชะตาของเ้าของร่างเดิมจะสู้พระเอกอย่างฉู่ชิงชวนไม่ได้ แต่ก็นับว่าเป็ยอดฝีมือในระดับเดียวกัน นั่นจึงทำให้นางกลายเป็ตัวประกอบหญิงที่มีบทบาทข้างกายพระเอก และทำให้นาง "ค่ายกลสะบั้นิญญา" ที่หาได้ยากยิ่งในโลกบำเพ็ญเพียร
ค่ายกลสะบั้นิญญาคือศาสตราวิเศษระดับเจ็ด สามารถสู้ข้ามระดับได้ และส่งผลต่อดวงิญญาของเซียนระดับมหายานหรือแม้แต่ผ่านด่าน์ได้เลย เป็ของล้ำค่าที่หายากสุดๆ
เมื่อทำงานแล้วดวงิญญาจะแตกสลายและตายสถานเดียว หากไม่ใช่เพราะผู้าุโทั้งสองมีพลังสูงส่งและลงมือได้ทันเวลา เธอไม่มีทางรอดชีวิตมาได้แน่นอน
ทว่ายิ่งเข้าใกล้ความตายมากเท่าไหร่ ผลตอบแทนที่ได้ก็จะยิ่งคุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้น
บัดนี้—ความตกตะลึงที่ค่ายกลสะบั้นิญญาทิ้งไว้ให้พวกเขาน่าจะมากพอแล้ว ผู้าุโตำหนักคุมกฎน่าจะเชื่อคำโกหกของเธอไปแล้วสักหกส่วน ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เธอมีชีวิตรอดต่อไปได้ในระยะสั้น
แต่มันก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น การที่ผู้าุโทั้งสองลงมือช่วยเหลือนางย่อมไม่ใช่เื่เล็ก ตอนนี้คนที่รอการฟื้นของเธออยู่น่าจะมีเซียนคนอื่นๆ ด้วย คนที่ไม่เคยเห็นการแสดงทั้งหมดของเธอมาก่อน วิกฤตหลังการฟื้นขึ้นมาจะไม้น้อยไปกว่าเดิมเลย
ซูว่านฉีรู้สึกว่าดวงิญญาของเธอกำลังค่อยๆ รวมตัวและดิ่งวูบลง ใจเธอดิ่งวูบ เธอต้องควบคุมสัญชาตญาณของดวงิญญาอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ตัวเองฟื้นช้าลงอีกนิด ช้าลงอีกหน่อย...
เธอต้องใช้่เวลานี้คิดปฏิกิริยาทุกอย่างหลังตื่นขึ้นมาให้ดี ไม่ว่าจะเป็ลมหายใจ สีหน้า ท่าทาง หรือการกระทำ แม้กระทั่งคำพูดทุกคำหลังฟื้นขึ้นมา
หมากก้าวต่อไปนี้ เธอจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด
