ในเทือกเขาชื่อเหยียน สัตว์สายฟ้านิลกาฬพัดกระพือปีกขนาดใหญ่ั์นำพาพวกเนี่ยเทียนให้ค่อยๆ หายลับไปจากเส้นสายตาของเฟิงหลัว อวี๋ถง
มาถึงเวลานี้ ผู้ที่มีความสามารถไปจากเทือกเขาชื่อเหยียนได้ก็ไปจากพื้นที่พิบัติภัยแห่งนี้นานแล้ว
ส่วนผู้ที่ยังโชคดีรอดชีวิตต่างก็กระจัดกระจายอยู่ตามยอดเขาและถ้ำหินต่างๆ รอให้ลาวาเ่าั้หายกลับเข้าไปในพื้นดินอีกครั้ง
“นั่นมัน... สัตว์สายฟ้านิลกาฬ!”
บนยอดเขาหินเล็กเตี้ยแห่งหนึ่ง หันซินแห่งอารามเสวียนอู้ชี้ไปยังสัตว์ประหลาดที่บินมาจากทิศไกลและกำลังเข้ามาใกล้พวกเขาเรื่อยๆ นางโบกมือด้วยความดีใจ
อยู่ใกล้กันขนาดนี้ นางจึงมองเห็นพวกเนี่ยเทียนที่นั่งอยู่บนร่างของสัตว์สายฟ้านิลกาฬ
เจิ้งปินเงยหน้าขึ้น มองสัตว์สายฟ้านิลกาฬด้วยความตกตะลึง พูดอย่างแปลกใจ “พวกเขารอดชีวิตกันทั้งหมดเลยหรือนี่”
เขากับหันซินโชคดีไม่น้อย หลังจากที่บอกลากับพวกอันซืออี๋ พวกเขาก็ไม่ได้พบเจอกับความวุ่นวายใดๆ เอาแต่เดินทางมุ่งหน้าไปยังทิศที่ตั้งของอารามเสวียนอู้ พยายามออกไปจากเทือกเขาชื่อเหยียนให้ได้
เดิมทีพวกเขายังรู้สึกว่าตัวเองโชคดี โชคดีที่ไม่ได้อยู่รอเนี่ยเทียนพร้อมพวกอันซืออี๋
ภายหลังเทือกเขาชื่อเหยียนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ลาวาใต้ดินพวยพุ่งขึ้นมา ด้วยความจนใจ พวกเขาจึงทำได้เพียงเลือกูเาหินลูกหนึ่งเพื่อหลบภัยเช่นเดียวกับพวกเนี่ยเทียน
เมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น พื้นดินก็เจิ่งนองไปด้วยลาวา ูเามากมายถูกแบ่งแยกออกจากกัน พวกเขารอดชีวิตมาได้อย่างปลอดภัย
สองวันมานี้พวกเขาครุ่นคิดหาวิธีออกไปจากเทือกเขาชื่อเหยียนจนแทบล้มประดาตาย แต่กลับไม่พบวิธีใด
ขณะที่พวกเขากำลังจนตรอกอยู่นั้น สัตว์สายฟ้านิลกาฬพลันบินผ่านท้องฟ้าจุดที่พวกเขาอยู่ หันซินพอมองเห็นพวกเนี่ยเทียนที่นั่งอยู่บนร่างของสัตว์สายฟ้านิลกาฬจึงรีบกวักมือเรียกด้วยความตะลึงระคนดีใจ หมายจะให้พวกเนี่ยเทียนสังเกตเห็นนางและเจิ้งปิน
“โปรดพาพวกเราไปด้วย!” หันซินะโเรียกเสียงดัง
ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความปีติยินดี ะโโลดเต้นด้วยความดีใจ คล้ายว่าในที่สุดก็มองเห็นความหวังที่จะรอดชีวิต
ทว่าเจิ้งปินกลับเงียบงันไม่พูดไม่จา
“เป็พวกเขา...”
พันเทาก้มหน้าลงมาจึงมองเห็นเจิ้งปินและหันซินที่อยู่บนยอดเขา เขาขมวดคิ้วฉับ กล่าว “พวกเ้าคิดว่าอย่างไร?”
หลายวันก่อน ตอนที่เนี่ยเทียนกำลังฝึกบำเพ็ญตบะพลันััได้ถึงความผิดปกติของเกราะัเพลิงจึงมุ่งหน้าลงลึกไปยังใต้ดิน เจิ้งปินและหันซินต่างก็แสดงความไม่ชอบใจที่เนี่ยเทียนทำตัวเหลวไหลและทิ้งพวกเขาไป
นึกไม่ถึงว่าตอนที่ใกล้จะออกไปพ้นจากเทือกเขาชื่อเหยียน พวกเขากลับเจอคนทั้งสองอีกครั้ง
“เบียดกันเกินไป” เนี่ยเทียนที่นั่งอยู่ด้านหน้าสุดสีหน้าเฉยเมย กล่าว “หากเพิ่มคนขึ้นมาอีกสองคน ทุกคนก็นั่งกันไม่พอ สัตว์สายฟ้านิลกาฬเองก็ใช่ว่าจะรับได้ไหว”
“อีกอย่างพวกเ้าเองก็เห็นแล้วว่าข้าควบคุมสัตว์สายฟ้านิลกาฬไม่ได้ มันไม่เชื่อฟังข้า”
อันซืออี๋ที่นั่งติดกับเขาเอามือทั้งสองข้างวางเบาๆ ไว้ที่เอวของเขา ผิหันหน้าไปเหลือบมองพวกเจิ้งปินและหันซินหนึ่งครั้ง พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าไม่มีหินสายฟ้ามรกตอีกแล้ว”
“ข้าเองก็รู้สึกว่าเบียดกันเกินไป” พันเทากล่าว
“สัตว์สายฟ้านิลกาฬแบกคนมากเกินไป เกรงว่าคงรับไม่ไหว หากพลัดตกลงมากลางท้องฟ้า ทุกคนก็ต้องตายด้วยกันหมดอย่างนั้นหรือ?” เย่กูโม่เอ่ยเสียงเ็า
เจียงหลิงจูแค่นเสียงหนึ่งครั้ง ใช้เท้าเตะไปที่เอวของสัตว์สายฟ้านิลกาฬ พูดเร่งเร้า “รีบบินเร็วๆ เข้า!”
ทุกคนไม่ได้แสดงท่าทีชัดเจน แต่ความคิดเห็นของทุกคนที่แสดงออกมากลับไม่มีใครเสนอให้สัตว์สายฟ้านิลกาฬหยุดบิน
ดังนั้นท่ามกลางเสียงะโโหวกเหวกของหันซิน สัตว์สายฟ้านิลกาฬตัวนั้นจึงไม่ได้หยุดชะงักแม้แต่นิด คำรามอู้ผ่านยอดเขาที่เจิ้งปินและนางอยู่ไปโดยตรง
“ไป ไปแล้ว...” หันซินอึ้งตะลึง แล้วอยู่ๆ ก็กรีดร้องออกมาเสียงแหลมบาดหู “พวกเขาถึงขั้นกล้าทิ้งพวกเราไป! สี่สำนักเป็พันธมิตรกันไม่ใช่หรือ? เหตุใดพวกเขาถึงได้กล้าทิ้งพวกเราไปอย่างไม่ใยดีเช่นนี้?”
เจิ้งปินไม่ได้สนใจนาง เอาแต่ถอนหายใจเบาๆ หนึ่งครั้ง ก้มหน้าไม่พูดไม่จา
เวลานี้ในใจเขาเกิดความเสียใจและเสียดาย เสียใจที่ก่อนหน้านี้เขาตัดสินใจเช่นนั้น
ตอนที่เนี่ยเทียนทำตัวเหลวไหลจากไปโดยไม่มีใครรู้ว่าไปที่ไหน เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง... เขาและหันซินต่างก็เลือกที่จะทิ้งทุกคนแล้วจากมาเพียงลำพัง
ตอนนี้สัตว์สายฟ้านิลกาฬหาเนี่ยเทียนพบ พาพวกเขาไปจากเทือกเขาชื่อเหยียน พวกเขาก็ทิ้งตนไปเช่นกัน
เจิ้นปินเข้าใจ เป็เพราะการกระทำของเขาก่อนหน้านั้น ถึงได้มีผลลัพธ์อย่างในตอนนี้
มีเื่ของเจิ้งปินและหันซินเข้ามาแทรกระหว่างทาง ทุกคนที่นั่งอยู่บนหลังของสัตว์สายฟ้านิลกาฬต่างก็เงียบงัน ไม่มีใครพูดคุยอะไรกัน
เนี่ยเทียนเองก็เงียบกริบ
ผ่านไปครู่หนึ่ง ตอนที่สัตว์สายฟ้านิลกาฬบินผ่านบ่อลาวาลึกแห่งหนึ่ง เขาก็พลันััได้ถึงปราณของเกราะัเพลิงอีกครั้ง
เขาอยู่กลางอากาศสูง เกราะัเพลิงจมลึกอยู่ใต้บ่อลาวา เขาไม่สามารถมองเห็นเกราะัเพลิงได้ด้วยตาเปล่า ทำได้เพียงรับััผ่านกระแสจิตเท่านั้น
“ที่นี่อันตรายเกินไป ข้าจะกลับไปก่อน” เขาพยายามใช้กระแสจิตมาอธิบายความคิดของตัวเอง
เพียงแค่ครู่เดียว เขาก็ได้รับการตอบรับของเกราะัเพลิงจากมหาสมุทรจิตสำนึกของเขา
การตอบรับของเกราะัเพลิงไม่ได้เป็ตัวอักษร เป็เพียงคลื่นจิติญญาที่มหัศจรรย์กลุ่มหนึ่ง ทว่าท่ามกลางคลื่นกลุ่มนั้น เนี่ยเทียนกลับเข้าใจความหมายของเกราะัเพลิง
เกราะัเพลิงชิ้นนั้น... บอกให้เขาจากไปก่อน และยังแสดงความคิดเห็นให้รู้ด้วยว่ามันจะตามหาเขาเอง
“มันจะมาหาข้าเอง...”
เนี่ยเทียนเผยความประทับใจออกมาทางสีหน้า ยิ่งวางใจมากขึ้น คล้ายรู้ว่าอีกไม่นานเท่าไหร่ รอจนเกราะัเพลิงเก็บรวบรวมเส้นผลึกเพลิงพิภพทั้งหมดแล้ว มันจะไปจากเทือกเขาชื่อเหยียนและกลับไปอยู่ข้างกายเขา
การสื่อสารระหว่างเขาและเกราะัเพลิง พวกพันเทาไม่รับรู้ด้วยแม้แต่นิด มีเพียงอันซืออี๋ซึ่งนั่งแนบติดกับเขาเท่านั้นที่ดวงตาคู่งามกลอกหนึ่งครั้ง เหลือบมองไปยังบ่อลาวาลึกที่อยู่ด้านล่าง
“วัตถุล้ำค่าเชื่อมโยงิญญาชิ้นนั้น... อยู่ใต้บ่อลาวานั่นน่ะหรือ?”
นางกระซิบถามที่ข้างหูของเนี่ยเทียนด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน
น้ำเสียงอ่อนโยนแ่เบา และหน้าอกตั้งตระหง่านที่แนบชิดติดหลังเขาของนางทำให้เนี่ยเทียนตัวชา หัวสมองพลันขาวโพลน
ครู่หนึ่งเนี่ยเทียนถึงได้ค่อยๆ มีสติกลับคืนมาจากความสับสน ตอบกลับด้วยลมหายใจหอบหนัก “ใช่แล้ว”
“เมื่อครู่นี้ข้าััได้ว่าอยู่ๆ กระแสจิตของเ้าก็เชื่อมโยงเข้ากับจิติญญาอีกอันหนึ่ง” อันซืออี๋เห็นท่าทางอึดอัดขัดเขินของเขาจึงหัวเราะเบาๆ แล้วพูดอีกครั้งว่า “เ้ากับมัน... สามารถใช้จิติญญาสื่อสารกันได้?”
“อืม เหมือนว่าจะเป็อย่างนั้น” เนี่ยเทียนพูดอู้อี้อยู่ในลำคอ
เวลานี้อันซืออี๋ใช้มือทั้งสองข้างกอดที่เอวของเขาแน่น เรือนกายอรชรแนบสนิทไปกับแผ่นหลังของเขา ทั้งยังกระซิบกระซาบแ่เบาข้างหู ทำให้เืลมของเขาพลุ่งพล่าน รู้สึกมึนหัวตาลาย
นี่เป็ครั้งแรกที่เข้าได้เผชิญกับสถานการณ์ที่อ่อนโยนละมุนละไมเช่นนี้
อันซืออี๋หาเื่มาพูดคุยกับเขาไม่หยุดหย่อน แล้วก็ไม่รู้ว่านางจงใจหรือเป็เพราะพื้นที่ด้านหลังของสัตว์สายฟ้านิลกาฬแคบเกินไป หน้าอกที่ตั้งตระหง่านของนางถึงได้แนบติดกับแผ่นหลังของเนี่ยเทียนอยู่ตลอดเวลา
เนี่ยเทียนที่เจอกับเหตุการณ์แบบนี้เป็ครั้งแรกจึงรับมือไม่ไหวเล็กน้อย เวลาที่ตอบคำถามนางก็เริ่มพูดจาลิ้นพันกัน
ในหัวสมองของเนี่ยเทียนมีเพียงรูปร่างหน้าอกอวบอิ่มของอันซืออี๋ที่บดบี้และเปลี่ยนแปลงลอยขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีความรู้สึกจากการััที่งดงามซึ่งทำให้จิตใจกระเจิดกระเจิง
มาถึงตอนท้ายเขาก็ไม่รู้แล้วว่าอันซืออี๋ถามอะไร และก็ไม่รู้ด้วยว่าเขาตอบอะไรกลับไป
เนิ่นนานหลังจากนั้น
เขาถึงได้รู้สึกว่าอันซืออี๋ค่อยๆ คลายมือราวหยกเนื้อดีของนางออกจากเอวของเขาที่จับเอาไว้แน่น อีกทั้งยังรักษาระยะห่าง ไม่นั่งแนบชิดกับเขาอีก
เวลานี้ เขาถึงได้ค่อยๆ ฟื้นคืนสติกลับมาจากความรู้สึกสับสนอันมหัศจรรย์
“เ้าเด็กบ้า เอามือของเ้าออกไปจากขาข้าเดี๋ยวนี้นะ...” อันซืออี๋ตวาดเบาๆ
เนี่ยเทียนตะลึงงัน มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมาทันที ไม่รู้ว่าเหตุใดมือขวาของเขาถึงได้ยื่นไปวางไว้บนขาขาวนวลของอันซืออี๋ที่อยู่ข้างหลังได้
มีผ้าบางๆ กั้นหนึ่งชั้น เขาก็ยังรู้สึกได้ถึงความตึงแน่นอวบอิ่มของขาเรียวสวยข้างนั้น
“รีบเอามือออกไป” อันซืออี๋เตือนเขาขึ้นมาเบาๆ อีกหนึ่งครั้ง
เนี่ยเทียนหันกลับไปมองโดยไม่รู้ตัว พลันพบว่าชายแขนเสื้อข้างขวาที่หลวมกว้างของนางสะบัดเบาๆ คล้ายตั้งใจและทั้งไม่ตั้งใจ ปกปิดตำแหน่งขาของนางพอดี ป้องกันไม่ให้อันอิ่งที่นั่งอยู่ด้านหลังนางมองเห็น
เนี่ยเทียนรู้สึกได้ว่านางตื่นเต้นอย่างมาก คล้ายกลัวว่าอันอิ่งจะเห็นแล้วเข้าใจผิดจนดูถูกนางที่เป็พี่สาว
“อ้อ...”
เนี่ยเทียนที่คืนสติรู้ว่านางกระวนกระวายใจจึงตอบรับเบาๆ หนึ่งคำ แล้วค่อยๆ ดึงมือกลับมา
จากนั้นก็ไม่รู้ว่าเนี่ยเทียนคิดอะไร เขาถึงได้เอามือข้างนั้นมาวางไว้บนจมูกแล้วสูดดม
“เ้าเด็กทุเรศ!” ใบหน้าของอันซืออี๋พลันแดงก่ำ นางกัดริมฝีปากล่าง ในใจขัดเขินอับอายเป็อย่างยิ่ง ด่าเนี่ยเทียนไปเบาๆ หนึ่งประโยค
“หอมจัง” เนี่ยเทียนหัวเราะเย้าแหย่
“อู้!”
และเวลานี้เอง ในที่สุดสัตว์สายฟ้านิลกาฬก็บินพ้นไปจากขอบเขตของเทือกเขาชื่อเหยียน บินทะยานมุ่งหน้าไปยังสำนักหลิงอวิ๋น
เที่ยงตรง วันที่สอง
ตอนที่สัตว์สายฟ้านิลกาฬพาทุกคนบินมาถึงเมืองเฮยอวิ๋นก็ไม่ได้เดินทางต่ออีก
มันชะลอความเร็วลง แล้วค่อยๆ ลดตัวลงช้าๆ หน้าประตูเมืองเฮยอวิ๋น
“เหตุใดถึงไม่ไปที่เขาหลิงอวิ๋น?” เจียงหลิงจูกล่าวด้วยความไม่เข้าใจ
เมืองเฮยอวิ๋นอยู่ใกล้กับเขาหลิงอวิ๋นมาก ด้วยความเร็วของสัตว์สายฟ้านิลกาฬ บินอีกแค่ครึ่งเค่อก็สามารถไปถึงเขาหลิงอวิ๋นได้แล้ว
ทว่าสัตว์สายฟ้านิลกาฬกลับหยุดลงที่นี่
“ข้าคิดว่า...” อันซืออี๋เป็คนแรกที่ะโลงมาจากร่างของสัตว์สายฟ้านิลกาฬ ทอดสายตามองไปยังเขาหลิงอวิ๋นที่พอมองเห็นได้อย่างเลือนราง พลันกล่าวขึ้นมาว่า “บางทีสำนักหลิงอวิ๋นเองก็อาจจะไม่ปลอดภัย”
“ว่าอะไรนะ?” เจียงหลิงจูหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย
“วังยมบาล สำนักโลหิตและสำนักภูตผีต่างก็เป็พันธมิตรกัน ทว่าที่บุกเข้าไปโจมตีหอหลิงเป่าของพวกเรามีเพียงสำนักโลหิตและสำนักภูตผีเท่านั้น” อันซืออี๋ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งจึงคาดเดาขึ้นมา “สำนักหลิงอวิ๋นอยู่ใกล้กับพวกเรามาก ผู้แข็งแกร่งเ่าั้ของวังยมบาลน่าจะอยู่ในบริเวณใกล้เคียงสำนักหลิงอวิ๋น ขัดขวางไม่ให้สำนักหลิงอวิ๋นของพวกเ้าไปช่วยเหลือพวกเราได้”
พอนางพูดเช่นนี้ ทุกคนก็ตระหนักได้ถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายทันที เห็นว่าสัตว์สายฟ้านิลกาฬไม่ได้ขยับกายต่อ ทุกคนจึงทยอยกันะโลงมา
“เนี่ยเทียน!” อู๋เทาแห่งตระกูลเนี่ยโบกมือมาจาก้ากำแพงประตูเมือง กล่าว “สำนักหลิงอวิ๋นอันตราย เ้าสำนักออกคำสั่งว่าให้พวกเราทุกคนรออยู่ในเมืองเฮยอวิ๋น ห้ามใครเดินทางกลับสำนักหลิงอวิ๋นเด็ดขาด”
ได้ยินประโยคนี้ ทุกคนก็รู้ทันทีว่าการคาดเดาของอันซืออี๋น่าจะถูกต้องแล้ว
วังยมบาลซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสามสำนักน่าจะมารวมตัวกันอยู่ที่เขาหลิงอวิ๋น หรืออาจถึงขั้นโอบล้อมบริเวณโดยรอบสำนักหลิงอวิ๋นเอาไว้อย่างแ่า ไม่อนุญาตให้ใครเข้าออก
-----
