หนิงมู่ฉือเปิดหน้าต่าง ลมหนาวพัดโชยเข้ามา นางถึงกับตัวสั่น นางสูดหายใจเข้าเต็มปอด จู่ๆ ก็รู้สึกว่าหนทางข้างหน้านางไม่รู้จะเดินต่อไปอย่างไรดี
เฉินเกอเองก็นอนไม่หลับเช่นกัน กลางดึกเขาลุกขึ้นมาเดินวนไปวนมาอยู่ในห้อง อยากจะเดินไปเคาะประตูห้องหนิงมู่ฉือ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะขจัดสิ่งที่ติดแน่นอยู่ในใจออกไปอย่างไรดี เขาไม่อยากจะเชื่อในเื่บังเอิญที่เกิดขึ้น หนิงมู่ฉือเป็บุตรสาวคนเดียวของหนิงจื้อหย่วน ซึ่งก็คือศัตรูของบิดาเขา
หากไม่ใช่เพราะหนิงจื้อหย่วน ตำแหน่งแม่ทัพก็จะต้องเป็ของบิดาเขา เขาไม่รู้เลยว่าปีนั้นหนิงจื้อหย่วนใช้วิธีใดขัดขาบิดาของเขา บิดาของเขาจึงเอาแต่หนีมาตลอดในหลายปีมานี้ ที่คิดไม่ถึงคือหนิงจื้อหย่วนจะจากไปอย่างง่ายดายหลังจากนั้น แล้วจู่ๆ จิ้นอินก็โผล่ออกมาฆ่าบิดาของเขา เป็เพราะบิดาพาเขาหลบหนีจึงต้องมาตายจากไป
แววตาของเฉินเกอเต็มไปด้วยความเ็า ฟ้าเริ่มมีแสงสว่าง ลมหนาวพัดผ่านใบหน้า พาหิมะเข้ามาปะทะหน้าของเขาด้วย เขานั่งลงสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินไปที่ห้องของหนิงมู่ฉือ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น หนิงมู่ฉือมองไปที่ประตูก่อนจะเอ่ยด้วยแววตาหงอยเหงา “เข้ามา”
เฉินเกอเดินเข้ามาในห้อง เห็นความห่างเหินจากหนิงมู่ฉือที่มีต่อตัวเอง ในใจรู้สึกขมขื่นยิ่งนัก “รีบเก็บของเถอะ พวกเราต้องออกเดินทางแล้ว”
หนิงมู่ฉือรับคำ ”อืม” ออกมาคำหนึ่งก่อนจะสวมรองเท้า แบกสัมภาระไว้ที่หลัง แล้วเดินออกจากห้อง เฉินเกอมองหนิงมู่ฉือที่เดินนำอยู่เบื้องหน้า คิดอยากจะพูดบางอย่าง หากถึงเวลากลับพูดไม่ออก
หนิงมู่ฉือหันกลับไปส่งยิ้มบางๆ ให้ ราวกับไม่มีเื่ใดเกิดขึ้น “จอมยุทธ์น้อยเฉิน พวกเรากินข้าวก่อนแล้วค่อยออกเดินทางเถอะ”
เฉินเกอมองอย่างงุนงงก่อนจะพยักหน้า จากนั้นแกล้งทำเป็มองาแที่คอหนิงมู่ฉือโดยไม่ตั้งใจผาดหนึ่ง “าแที่คอเ้าไม่เป็ไรใช่หรือไม่”
หนิงมู่ฉือส่ายหน้า มองลงไปด้านล่าง ซึ่งมีคนสวมชุดหน่วยลาดตระเวนยืนอยู่ “ไม่เป็ไร เพียงแต่ตอนนี้พวกเราดูเหมือนจะมีปัญหาแล้ว”
เฉินเกอได้ยินเช่นนั้น มองตามสายตาหนิงมู่ฉือลงไปชั้นล่าง ก่อนที่สีหน้าเคร่งเครียดขึ้น หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนเห็นทั้งสองคนก็เดินขึ้นมาชั้นบน “แม่นาง เ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อคืนเกิดเื่อันใดขึ้น”
แววตาหนิงมู่ฉือเปลี่ยนเป็ลึกล้ำก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าไม่ทราบ เมื่อคืนข้าหลับสนิท เมื่อคืนเกิดเื่ใดขึ้นหรือ แล้วเหตุใดถึงได้มีคนในโรงเตี๊ยมน้อยเช่นนี้”
หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนเห็นท่าทางของหนิงมู่ฉือเหมือนไม่ได้กำลังพูดโกหกจึงหันไปมองเฉินเกอ ทว่าเฉินเกอไม่แม้แต่จะมองหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน เอามือโอบไหล่หนิงมู่ฉือพร้อมกับเอ่ยด้วยท่าทางเ้าชู้ “พี่ชาย นี่คือภรรยาของข้าเอง เมื่อคืนพวกเราทำอะไรกัน ท่านก็อยากจะรู้หรือ”
หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนได้ยินเช่นนั้น กระแอมออกมาทีหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “รบกวนแล้ว” จากนั้นก็เดินลงบันไดไป ด้านหนิงมู่ฉือใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำ มองเฉินเกออย่างไม่อยากจะเชื่อ
เฉินเกอกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า “ไปเถอะ ลงไปกินข้าวกัน”
ในโรงเตี๊ยมเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเื หนิงมู่ฉือเอามือปิดจมูกขณะส่ายหน้า ผิดกับเฉินเกอที่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เลยแม้แต่น้อย
นางเอ่ยถาม “ท่านไม่ได้กลิ่นคาวเืหรือ หากข้าต้องกินข้าวท่ามกลางกลิ่นเช่นนี้ ข้ากินไม่ลง อีกอย่างเถ้าแก่เนี้ยก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน”
“ข้าอยู่ในยุทธภพมาั้แ่เด็ก ชินกับกลิ่นคาวเช่นนี้แล้ว แต่ในเมื่อเ้าไม่ชิน เช่นนั้นพวกเราเปลี่ยนที่กันเถิด ข้างหน้าอีกไม่ไกลก็เยี่ยนฉือแล้ว ข้าจะคุ้มครองเ้าพาไปส่งที่นั่นแล้วค่อยจากไป” เื่นี้เฉินเกอคิดเอาไว้นานแล้ว เขามองแผ่นหลังอันโดดเดี่ยวของหนิงมู่ฉือด้วยใจที่เ็ป หากก็ทำอันใดไม่ได้ เพราะเขาคือคนในยุทธภพ
หนิงมู่ฉือพยักหน้า ก่อนจะเดินออกจากโรงเตี๊ยมไปพร้อมกับเฉินเกอ ตอนที่ทั้งคู่ขึ้นม้า สายตาของหนิงมู่ฉือเหลือบไปเห็นาแที่ข้อมือของเฉินเกอ เฉินเกอมองตามสายตาของหนิงมู่ฉือ ก่อนจะรีบเอาข้อมือหลบให้พ้นจากสายตาหนิงมู่ฉืออย่างว่องไว
หนิงมู่ฉือเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “จอมยุทธ์น้อยเฉิน มือของท่านไปโดนอะไรมาหรือ”
เฉินเกอส่ายหน้า เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบพร้อมกับยิ้มบางๆ “ข้าไม่เป็ไร แค่าแเล็กน้อยเท่านั้น”
หนิงมู่ฉือมองเฉินเกอ เขากับนางมีอายุใกล้เคียงกัน แค่สิบแปดสิบเก้าเท่านั้น ทว่าเขาใช้ชีวิตอยู่ในยุทธภพมาั้แ่เด็ก ชินกับกลิ่นคาวเืมาั้แ่เล็ก ซึ่งมันน่ารันทดเหลือเกิน
เฉินเกอขึ้นม้า เพราะอากาศหนาวเย็น หนิงมู่ฉือจึงตัวสั่น พร้อมทั้งััได้ว่า เฉินเกอเอาตัวเข้ามาใกล้นาง นางจึงหันไปมองเขาอย่างสงสัย
เฉินเกอหยิบสายบังเหียนขึ้นมาถือเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยและหันมายิ้มบางๆ ให้นาง “ข้ารู้สึกหนาว จึงขยับเข้าไปใกล้เ้า จะได้อบอุ่น”
หนิงมู่ฉือพยักหน้าอย่างมึนงง ม้าออกวิ่งทิ้งรอยเท้าไว้บนหิมะ นางลูบแผงคอของม้าอย่างแ่เบา ผ่านไปไม่นาน เฉินเกอบังคับม้าให้หยุด ข้างหน้ามีภัตตาคารอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีคนนั่งทานข้าวอยู่ด้านในแน่นขนัด “ฉือเอ๋อร์ เ้าลงไปก่อนเถอะ ถึงภัตตาคารแล้ว หลังจากทานข้าวเสร็จ ข้าค่อยซื้อชุดบุรุษให้เ้าเปลี่ยน จะได้สะดวกในการเดินทาง”
หนิงมู่พยักหน้าอย่างเหม่อลอยอีกครา นางลงจากม้า เดินเข้าไปในภัตตาคาร กลิ่นหอมอันคุ้นเคยอวลไปทั่ว เป็กลิ่นหอมที่คล้ายกับในวัยเด็ก ตอนที่มารดาของนางทำอาหารให้นาง ตอนนั้นนางยังเอาแต่บ่นว่า มันไม่อร่อยอย่างนั้นอย่างนี้ ตอนนี้พอมาคิดดูแล้ว นางรู้สึกเสียใจทีหลังเหลือเกิน
เมื่อคืนจิ้นอินทำงานไม่สำเร็จ ทั้งไม่อาจกำจัดศัตรูของตัวเองได้อีก จึงรู้สึกแค้นใจยิ่งนัก เขารีบขี่ม้ากลับไปที่เมืองหลวง ไปที่จวนอัครมหาเสนาบดี คุกเข่าตรงหน้าเฉินอวี้ด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
เฉินอวี้ได้ฟังเื่ราวทั้งหมด ลุกขึ้นยืนด้วยความโมโห ขว้างแก้วชาลงพื้น เศษแก้วกระเด็นไปโดนตัวจิ้นอิน
เฉินอวี้ะโใส่จิ้นอินด้วยความโกรธเกรี้ยว “ข้าเลี้ยงเ้าเสียเปล่าจริงๆ สตรีผู้เดียวก็ยังจัดการไม่ได้!”
จิ้นอินก้มหน้าด้วยสีหน้านอบน้อม เห็นเฉินอวี้โทโส จิ้นอินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า “นายท่าน ได้โปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วยขอรับ นายท่าน ท่านลองเดาดูสิขอรับว่าครั้งนี้ข้าได้เจอผู้ใดอีก”
“ผู้ใด!” เฉินอวี้หันไปมองจิ้นอินด้วยแววตาดุดัน จิ้นอินยิ้มด้วยสีหน้าท่าทางมีลับลมคมใน “หลานชายของเฉินอวิ้น ลูกศิษย์ของหลินอิน ฉายาในยุทธภพคืออี้เตา”
เฉินอวี้ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้อย่างอ่อนแรง สีหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ มือสองข้างสั่นเทาเล็กน้อยขณะเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “เฉินเกอ? มันไปอยู่กับหนิงมู่ฉือได้อย่างไร ทั้งคู่ไม่ใช่ศัตรูกันหรอกหรือ”
