หลังอาหารค่ำ
“เทียนฉี ข้าคิดว่าสองเดือนนี้พลังของข้าเพิ่มขึ้นมากนัก! หลังจากนี้เ้าให้ข้าสู้เพิ่มสองรอบนะ?” เฉียวรุ่ยมองบุรุษที่นั่งอยู่ข้างกายพลางหารือกับอีกฝ่ายอย่างระวัง
“ไม่ได้ ห้ารอบข้าก็ยอมให้ถึงขีดสุดแล้ว หากเ้าอยากเพิ่มพลังล่ะก็ ข้ามีอีกวิธีหนึ่ง!” พูดถึงตรงนี้ สีหน้าของหลิ่วเทียนฉีก็ดูมีเลศนัย
“วิธีอะไร?” เฉียวรุ่ยสนใจเื่นี้ยิ่งนัก
“วิชาประสานกาย!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางโอบร่างเขาขึ้นจากเก้าอี้
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยได้ยินคำตอบก็รู้ว่าตนถูกหลอก โดนหยอกเย้าอีกแล้ว
“เ้าไม่เชื่อหรือ? วิชาประสานกายเป็วิธีฝึกฝนที่นุ่มนวลและเสถียรมากวิธีหนึ่ง ทำให้พลังของแต่ละฝ่ายเพิ่มพูนและสูงขึ้นมากเชียวนะ!” หลิ่วเทียนฉีตีสีหน้าเคร่งขรึม วางคนรักตัวน้อยลงบนเตียง
“ดีปานนี้เชียวหรือ? แต่ แต่พวกเราก็ฝึกวิชาประสานกายกันมาหลายครั้งแล้วนะ? ผลลัพธ์ไม่เห็นชัดเจนเท่าไรเลย!” เฉียวรุ่ยมองอย่างสงสัย เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
หลิ่วเทียนฉีจ้องใบหน้าน้อยแดงเรื่อเป็แถบหลังคนรักดื่มสุรา เขาเอนกายแนบชิดอีกฝ่าย เขยิบเข้าไปจูบกลีบปากน้อยอย่างรวดเร็ว
“คู่ชีวิตกับคู่ชีวิตที่ผูกพันธสัญญานั้นไม่เหมือนกัน หากพวกเราผูกพันธสัญญา เช่นนั้นผลลัพธ์ของการฝึกประสานกายจะต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง” พูดพลางลูบใบหน้าแ่เบา
“เป็ เป็เช่นนี้หรือ?” เป็เื่ที่เฉียวรุ่ยไม่ค่อยรู้ชัด
“เสี่ยวรุ่ย ข้ายินดี ยินดีซื่อสัตย์กับเ้าตราบชั่วชีวิต ยินดีให้ชีวิตนี้ ผูกพันเป็คู่ชีวิตกับเ้าเพียงผู้เดียว ไม่รับอนุ ไม่แต่งงานอีกตลอดไป เ้าล่ะ ยินดีไหม?” หลิ่วเทียนฉีมองคนรักด้วยสีหน้าอ่อนโยน เอ่ยแต่ละคำอย่างจริงจังและแน่วแน่
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยมีสีหน้าตื้นตัน ยกมือขึ้นประคองใบหน้าของอีกฝ่าย จูบริมฝีปากเขาอย่างรุนแรง
“ยินดีไหม?” หลิ่วเทียนฉีมองด้วยแววตาดื้อดึง รอคำตอบอย่างมุ่งมั่น
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารัว บ่งบอกว่ายินดี
“ไม่อนุญาตให้พยักหน้า ข้า้าคำตอบ บอกข้าทีละคำสิ!” หลิ่วเทียนฉีจ้องอีกฝ่ายอย่างดื้อรั้น รอคอยคำตอบอย่างเข้มงวดอีกครั้งหนึ่ง
“อืม ข้ายินดี ข้ายินดีอยู่ด้วยกันกับเทียนฉีทั้งชีวิต เป็คู่ชีวิตของเทียนฉีเพียงผู้เดียว ไม่ตบแต่งผู้อื่นและก็ไม่แต่งให้ผู้อื่นอีกด้วย ข้ายินดี!” เฉียวรุ่ยมองคนรักอย่างลึกซึ้ง ตอบอย่างตั้งใจ
ได้รับคำตอบเช่นนี้ หลิ่วเทียนฉีพยักหน้าพึงพอใจ “ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้พวกเรามาผูกพันธสัญญาคู่ชีวิตกัน ผูกพันธสัญญาสำเร็จ พวกเราก็จะเป็ของกันและกันเท่านั้น ชีวิตนี้ ชาตินี้ ไม่แยกจากตลอดไป”
“ดี!” เฉียวรุ่ยขานรับเสียงแ่
หลิ่วเทียนฉีเอามีดบินออกมา ปาดปลายนิ้วของพวกเขา ผูกพันธสัญญาคู่ชีวิต
เมื่อพันธสัญญาสำเร็จ เฉียวรุ่นรู้สึกถึงแสงสีแดงสายหนึ่งพุ่งเข้ามากลางหว่างคิ้วตน ในเวลาเดียวกัน หลิ่วเทียนฉีก็รู้สึกเช่นกัน
“คิกๆ...”
พวกเขามองหน้ากันเล็กน้อย เผยรอยยิ้ม ยิ้มให้กันอย่างมีความสุข
“เสี่ยวรุ่ย สำหรับผู้ฝึกตน การผูกพันธสัญญาคู่ชีวิตถือเป็การแต่งงานอย่างแท้จริง คืนนี้นับว่าเป็คืนเข้าหอของพวกเรานะ”
ได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าเฉียวรุ่ยแดงก่ำ เขาไม่ได้ซื่อบื้อ รู้ความหมายของหลิ่วเทียนฉีเป็อย่างดี สองเดือนมานี้ ตนวุ่นกับการฝึกฝน ส่วนเทียนฉีวุ่นกับการวิจัยหมึกยันต์แบบใหม่ ทั้งสองคนไม่ได้แสดงความรักกันเท่าไรนัก พอเทียนฉีพูดขึ้นมา ในใจเฉียวรุ่ยเริ่มมีความปรารถนาอยู่บ้างเหมือนกัน
หลิ่วเทียนฉีเห็นใบหน้าน้อยแดงอย่างขัดเขินก็โอบเอวอีกฝ่าย กดไว้ใต้ร่างทันที...
.........
หนึ่งวันหนึ่งคืนให้หลัง
“เทียนฉี ข้าไม่มีแรงแล้ว ละเว้นข้าเถอะ!” เฉียวรุ่ยนอนพังพาบอยู่ในอ้อมแขนของคนรักพลางวิงวอน
หลิ่วเทียนฉีมองเขา จูบริมฝีปากบวมแดงอย่างแ่เบา
“เสี่ยวรุ่ย ตอนนี้เ้ากับข้าพลังระดับสร้างรากฐาน่ปลาย และเ้ายังเป็ผู้ฝึกยุทธ์ หนึ่งวันหนึ่งคืนยังห่างไกล ไม่ถึงขีดสุดของเ้าข้าคงละเว้นไม่ได้หรอก!”
“เทียนฉี?” เฉียวรุ่ยมองคนรักตอบกลับเหมือนเป็เื่ถูกต้องอย่างตะลึง
หากเป็ก่อนหน้านี้ ตนเอ่ยปากขอให้ละเว้นล่ะก็ เทียนฉีต้องหยุดอย่างใส่ใจแน่ แต่วันนี้กลับ?
“เสี่ยวรุ่ย ไม่สูญสิ้นไม่ก่อเกิด เ้าอยากััแก่นแท้ของวิชาประสานกายอย่างแท้จริงก็ต้องคั้นข้าและเ้าเองให้เหือดแห้ง รอจนกระทั่งกำลังกายกับพลังทิพย์ของพวกเราถึงขีดจำกัด นั่นถึงจะเป็จังหวะดีที่สุดที่พวกเราจะเริ่มฝึกวิชาประสานกาย!” หลิ่วเทียนฉีไล้เลียใบหูคนรักแ่เบาก่อนบอก
“จริง จริงหรือ?” เฉียวรุ่ยมองคนรักอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“ลองดูถึงจะรู้ว่าจริงหรือลวง และนี่เป็คืนเข้าหอของพวกเรานะ แค่หนึ่งวันหนึ่งคืน เ้าจะให้ข้าพอได้อย่างไรเล่า?” พูดจบ หลิ่วเทียนฉีกัดหูคนรักอย่างไม่พอใจคำหนึ่ง
“อ๊ะ!” เฉียวรุ่ยที่ถูกโอบไว้แน่นร้องเจ็บ “เทียนฉี ข้า ข้า...”
“เ้ายังไม่ถึงขีดสุด ตอนงานแต่งของพวกเรา เ้าพลังแค่ระดับสร้างรากฐาน่กลาง ยังร่วมรักด้วยกันกับข้าได้ห้าวันเชียวนะ!” หลิ่วเทียนฉีบอกอย่างตั้งใจ
ได้ยินเขาพูดถึงเื่นี้ เฉียวรุ่ยยิ่งหน้าแดง เขินอายขึ้นมาอย่างหนัก “เทียนฉี ข้า สภาพข้าตอนนี้คงน่าเกลียดมากไม่ใช่หรือ? ข้า ข้ากลัวเ้าไม่ชอบนะ”
“จะเป็ไปได้อย่างไรเล่า? ในสายตาข้า เ้าสวยงามที่สุดบนโลกใบนี้” หลิ่วเทียนฉีจูบริมฝีปากน้อยพลางปลอบเสียงเบา
“ข้า ข้านี่มันโง่นัก“ เฉียวรุ่ยโอบลำคอเขา เอาผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดแก้มกับมุมปากของอีกฝ่ายเบาๆ
อันที่จริง ไม่ใช่ว่าเฉียวรุ่ยหมดแรงหรอก เขาเพียงกระดากอายเล็กน้อยเพราะทำคนรักเปรอะเปื้อนทั้งตัว ใบหน้าและริมฝีปาก
“ไม่ เ้างดงามยิ่งนัก ข้าชอบมองสภาพเ้าในตอนที่มีอารมณ์ปรารถนาอยู่ในอ้อมแขนของข้า ชอบมองสายตาของเ้าที่จับจ้องข้าอย่างหลงใหล ท่าทางยามร้องเรียกชื่อ ได้ฟังเสียงหัวใจประหนึ่งรัวกลอง เสียงหอบหายใจกระเส่าในอ้อมแขน ยิ่งเสียงครวญครางร้องไห้สะอื้นเพียงไร ข้ากลับยิ่งหลงเ้าเข้าไปอีก ทุกส่วนของเ้าล้วนงดงาม งามจนใจสั่นิญญาหวั่นไหว งามจนทำให้ข้าอยากซ่อนเ้าไว้ ไม่ให้ผู้ใดลอบมองมาแม้เพียงนิด”
“ข้า ข้าทำเ้าเปรอะทั้งตัวเลยนะ!” เฉียวรุ่ยบอกอย่างขัดเขิน อยากหารอยแตกบนพื้นสักแห่งมุดเข้าไป
“นั่นบ่งบอกว่าเสี่ยวรุ่ยรักข้ายิ่งนัก!” หลิ่วเทียนฉีจูบริมฝีปากน้อย พูดเหมือนเป็เื่สมควร
“แต่ แต่ข้ากลับรู้สึกอายอย่างร้ายกาจ!”
“ฮ่าๆๆ เด็กโง่ พวกเราเป็สามีภรรยากันนี่! เป็คนสองคนที่ใกล้ชิดกันที่สุดบนโลกใบนี้นะ! ร่วมอภิรมย์ดั่งมัจฉา เคล้าคลอสายชลย่อมเป็เื่สมควร ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม!”
ได้ยินคนรักเอ่ยเช่นนี้ เฉียวรุ่ยก็กะพริบตาเล็กน้อย “ก็ ก็ถูก!”
“ใช่แล้ว ดังนั้น เสี่ยวรุ่ยไม่ต้องเขินอาย เ้าต้องตามใจสามีเ้าดีๆ สิถึงจะถูก!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางพลิกกาย จับมือน้อยไว้บนเอวตน
“อ๊ะ เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยนั่งบนเอวคนรัก มองเขาที่นอนอยู่บนเตียงอย่างทำอันใดไม่ถูก
“เสี่ยวรุ่ย เอ็นดูข้าให้เต็มที่เถิด บนโลกนี้ มีเพียงเ้าที่มีสิทธิ์เช่นนี้!”
“ข้า ข้าทำไม่ได้!” เฉียวรุ่ยส่ายศีรษะ ขดตัวอยู่ในอ้อมกอดเขา
“ฮ่าๆๆ ทำได้สิ!” หลิ่วเทียนฉีจุมพิตริมฝีปากน้อยให้กำลังใจ
“เทียนฉี...” เฉียวรุ่ยเรียกชื่อคนรักเสียงแ่ ขยับไปจูบริมฝีปากกลับ
.........
สิบวันให้หลัง
“เทียนฉี ข้า ข้าเหนื่อยมาก เหนื่อยมากจริงๆ!”
หลิ่วเทียนฉีเห็นคนรักตัวอ่อนอยู่ในอ้อมแขน ไม่ยินยอมขยับอีกก็สงสาร จูบหน้าผากเปียกชื้นไปทีหนึ่ง
“มา เสี่ยวรุ่ย พวกเรามาฝึกวิชาประสานกายกัน!” หลิ่วเทียนฉีจับมือสองข้างของคนรัก เริ่มโคจรวิชาประสานกาย
พอรู้สึกว่าหลิ่วเทียนฉีเริ่ม เฉียวรุ่ยจึงรีบร้อนทำตาม เริ่มท่องมนตร์ ฝึกวิชาประสานกายไปพร้อมกัน
ปราณทิพย์ประหนึ่งกลุ่มก้อนแสงก้อนหนึ่งห้อมล้อมร่างกายทั้งสองคน เริ่มเกิดเป็วังวนปราณทิพย์อันอ่อนโยนรอบกายพวกเขา
“เทียนฉี เ้าดูสิ วังวนปราณทิพย์!” เฉียวรุ่ยเห็นวังวนก็ส่งเสียงอุทานใ
“อย่าเสียสมาธิ!”
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า รีบร้อนหลับตาลงอีกครั้ง เริ่มตั้งใจท่องมนตร์ต่อ
หนึ่งวัน สองวัน สิบวัน ยี่สิบวัน วังวนปราณทิพย์ที่พวกเขาสร้างดูใหญ่ขึ้นทุกที ปราณทิพย์ที่รวมตัวกันยิ่งมากขึ้น ยิ่งดูแข็งแกร่งนัก ในที่สุด เมื่อถึงวันที่สามสิบห้า วังวนปราณทิพย์เริ่มหยุดขยาย แต่ปราณทิพย์อันอ่อนโยนและเข้มข้นในวังวนเริ่มหมุนวนรอบกายพวกเขา แทรกซึมเข้าไปในร่างทั้งสองคนทีละสาย
กระบวนการแทรกซึมคงอยู่ห้าวันเต็ม ในวันที่ห้า ปราณทิพย์ในวังวนถูกทั้งสองคนดูดกลืน ผสานเข้าไปในชีพจรทิพย์ของตนเองทั้งหมด
“อา เทียนฉี ข้ารู้สึกสบายนัก เหมือนทั่วร่างในชีพจรทิพย์ทุกแห่ง ในกระดูกทุกชิ้น กระทั่งในเืทุกหยดล้วนมีพลังทิพย์อ่อนโยนกำลังบำรุง กำลังชะล้างและนวดชีพจรทิพย์ของข้าอยู่ ช่างสบายยิ่งนัก” เฉียวรุ่ยโอบลำคอของหลิ่วเทียนฉี บอกอย่างตั้งใจ
“อืม ข้าก็รู้สึกเหมือนกัน!” ความรู้สึกเช่นนี้ เขามีเช่นกัน
“เทียนฉี เ้าว่าเพราะอะไร? ก่อนหน้านี้พวกเราก็ฝึกวิชาประสานกายเล่มนี้นี่ แต่ทำไมมันถึงไม่ได้ผลดีเช่นนี้เล่า?” วิชาประสานกายเล่มนี้ ทำให้เฉียวรุ่ยััได้เลือนรางว่าพลังของตนมั่นคงยาว่หนึ่ง
“มีเหตุผลสองข้อ ข้อแรก เพราะตอนนี้พวกเราผูกพันธสัญญาคู่ชีวิต มีจิตใจที่เชื่อมถึงกัน โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดในการฝึกประสานกายคือสภาพจิตใจของสามีภรรยาแต่ละฝ่ายอย่างไงล่ะ ดังนั้น หลังผูกพันธสัญญาย่อมไม่เหมือนก่อนผูก ข้อสอง ไม่สูญสิ้นไม่ก่อเกิด การร่วมรักไม่เพียงทำให้พวกเราใกล้ชิดกันมากขึ้น มันยังทำให้ร่างกายของพวกเราบรรลุถึงขีดสุดอย่างแท้จริง ร่างกายที่ถึงขีดสุดก็เหมือนแก้วเปล่าใบหนึ่ง เทชาลงไปในแก้วเปล่ากับเทชาลงไปในแก้วที่ใส่น้ำอยู่ครึ่งหนึ่ง ปริมาณน้ำชาที่ได้ย่อมไม่เหมือนกัน เพราะขนาดของแก้วใบนี้มีจำกัดน่ะ” หลิ่วเทียนฉีโอบคนรักตัวน้อยไว้พลางอธิบาย
ได้ยินเช่นนี้ เฉียวรุ่ยก็พยักหน้ารับ “หรือก็คือหลังจากนี้ หากพวกเราฝึกวิชาประสานกาย ผลลัพธ์ก็จะดีเช่นนี้เหมือนกันหรือ?”
“หากเป็ครั้งหน้า ผลลัพธ์อาจดีสู้ครั้งแรกไม่ได้ แต่คงมีผลลัพธ์มากอยู่”
“อ้อ!” ได้คำตอบนี้ เฉียวรุ่ยจึงยิ้ม
“เดี๋ยวข้าอุ้มเ้าไปอาบน้ำสักรอบนะ!” หลิ่วเทียนฉีเอาถังอาบน้ำออกมา เติมน้ำลงในถังก่อนโยนยันต์วิเศษสองแผ่นลงไปอีก ทำให้น้ำอุ่นพอเหมาะค่อยอุ้มเฉียวรุ่ยเข้าไปอาบน้ำด้วยกัน
“คิกๆๆ...” เฉียวรุ่ยวักน้ำขึ้นมาราดบนหัวไหล่เขา มองรอยกัดสะดุดตาดวงนั้นอย่างมีความสุขจนมุมปากโค้ง
“นี่คือเครื่องหมายที่เ้าจงใจทำให้ข้าหรือ?” หลิ่วเทียนฉีลูบลำคอที่เต็มไปด้วยรอยจูบพลางยิ้มถาม
“ถูก ก็เ้าเป็ของข้านี่!”
หลิ่วเทียนฉีมองคนรักตัวน้อยพูดพร้อมทำหน้าเป็เ้าข้าวเ้าของก็ส่ายศีรษะแล้วหลุดหัวเราะ จูบริมฝีปากอีกฝ่ายอย่างรักใคร่ครั้งแล้วครั้งเล่า
