“เร็วเข้าป้าจวง! เดินนำไปเร็วๆ เข้า! ข้าศึกมันจะพังประตูเมืองออกมาแล้ว!”
เอื้องขวัญะโสั่งเสียงหลง มือข้างหนึ่งกุมท้องน้อย มืออีกข้างรวบชายผ้าโจงกระเบนขึ้นสูง (จนป้าจวงตาเหลือก) แล้วซอยเท้าถี่ยิบเหมือนม้าแข่งที่กำลังจะเข้าเส้นชัย
“คุณหนู! งามๆ หน่อยเ้าค่ะ! เดินหนีบๆ ขาไว้ อย่าถ่างเยี่ยงนั้น!” ป้าจวงวิ่งกระหืดกระหอบตาม พยายามจะดึงผ้าลงปิดขาอ่อนคุณหนู
“หนีบไม่ไหวแล้วป้า! ขืนหนีบมันได้ทะลักออกมาตรงนี้แน่!”
เส้นทางไปสู่ “เวจ” หรือส้วมหลุมท้ายสวน ช่างยาวไกลราวกับเส้นทางเดินทัพ ข้ามผ่านเรือนใหญ่ ลัดเลาะดงไม้ดอก ลงบันไดเรือนแพ ผ่านดงกล้วยตานีที่ใบไหวลู่ลมดูน่าขนลุก
บรรยากาศเริ่มวังเวงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับกลิ่นบางอย่างที่ลอยมาแตะจมูก
ไม่ใช่กลิ่นดอกราตรี... ไม่ใช่กลิ่นธูป...
แต่มันคือกลิ่น “หมักหมม” ขั้นรุนแรงที่ทำเอาขนจมูกแทบร่วง!
“ถึงแล้วเ้าค่ะ” นังจุกชี้มือไปยังเพิงไม้เก่าๆ หลังเล็กที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท้ายสวน สภาพเอียงกระเท่เร่เหมือนพร้อมจะพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อ
เอื้องขวัญเบรกตัวโก่งจนฝุ่นตลบ ยืนจ้องมองสิ่งปลูกสร้างตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า
ผนังทำจากจากสานเก่าๆ มีรูโหว่ให้ลม (และสายตาคน) ลอดผ่านได้ พื้นปูด้วยไม้กระดานห่างๆ ที่มองเห็นดินโคลนด้านล่าง และที่ร้ายที่สุด...
หึ่ง... หึ่ง... หึ่ง...
เสียงแมลงวันฝูงใหญ่บินวนเวียนอยู่รอบๆ ราวกับฝูงบินรบปกป้องฐานทัพ
“นี่... นี่คือส้วม?” เอื้องขวัญเสียงสั่นเครือ ยกมือปิดจมูกแน่น
“เวจเ้าค่ะคุณหนู รีบเข้าเถิดเ้าค่ะ เดี๋ยวจักราดรดผ้าผ่อน” ป้าจวงเร่ง
เอื้องขวัญกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ ‘ไม่นะ... ฉันทำไม่ได้... ให้ตายก็ไม่ยอมหย่อนก้นลงไปในหลุมนรกนั่นเด็ดขาด!’
วิศวกรสาวผู้คุ้นเคยกับชักโครกกดน้ำอัตโนมัติและสายชำระแรงดันสูง ตัดสินใจหันหลังกลับ
“ไม่เข้า! ฉันจะอั้น! ฉันจะรอจนกว่าจะประดิษฐ์ส้วมชักโครกเสร็จ!”
โครก... คราก!!!
ลำไส้เ้ากรรมประท้วงเสียงดังสนั่นราวกับฟ้าผ่า ความปวดมวนบิดเกลียวท้องน้อยจนตัวงอ
“คุณหนูเ้าขา! อย่าฝืนสังขารเลยเ้าค่ะ หน้าเขียวหน้าเหลืองหมดแล้ว!” นังจุกร้องไห้โฮ สงสารคุณหนูจับใจ
เอื้องขวัญกัดฟันกรอด น้ำตาซึมที่หางตา ศักดิ์ศรีค้ำคอ แต่ข้าศึกค้ำตูด
“ฝากไว้ก่อนเถอะ... ไอ้ส้วมหลุม!”
เธอตัดสินใจกลั้นหายใจเฮือกใหญ่ แล้วพุ่งตัวเข้าไปในเพิงไม้นั้นทันที!
สภาพภายในเลวร้ายกว่าที่คิด พื้นไม้กระดานเจาะรูสี่เหลี่ยมผืนผ้าไว้ตรงกลาง มองลงไปเห็นความมืดมิดที่ไม่อยากจะจินตนาการว่ามีอะไรอยู่ข้างล่างบ้าง กลิ่นแก๊สไข่เน่า (ไฮโดรเจนซัลไฟด์) อบอวลจนแสบตา
และปัญหาใหญ่ที่สุด... “เงื่อนตาย” ที่ป้าจวงมัดไว้!
“ป้าจวง! มัดแน่นขนาดนี้จะแกะยังไงวะเนี่ย!” เอื้องขวัญสบถลั่น มือไม้สั่นเทาพยายามแกะปมผ้าโจงกระเบนที่เอว
ยิ่งรีบยิ่งช้า ยิ่งปวดยิ่งแกะไม่ออก เหงื่อเม็ดโป้งไหลเข้าตาจนแสบไปหมด
“คุณหนู! ให้บ่าวเข้าไปช่วยไหมเ้าคะ!” เสียงป้าจวงะโถามจากด้านนอก
“ไม่ต้อง! ห้ามเข้ามานะ! ใครเข้ามาฉันกัดลิ้นตายจริงๆ ด้วย!”
เอื้องขวัญรวบรวมสมาธิครั้งสุดท้าย นึกถึงตอนแก้สมการโครงสร้างสะพานแขวน... ใจเย็นๆ... ดึงเส้นนี้... สอดเส้นนั้น...
พรึ่บ!
ปมผ้าหลุดออก! ์โปรด!
เธอรีบถลกผ้าขึ้นกองไว้ที่เอว แล้วนั่งยองๆ ลงบนร่องไม้อย่างระมัดระวัง พยายามทรงตัวบนรองเท้าแตะไม้ที่ไม่คุ้นเคย ขาสั่นพั่บๆ เหมือนเ้าเข้า
... (ขอตัดภาพเพื่อรักษาอรรถรสและภาพพจน์นางเอก) ...
ผ่านไปชั่วก้านธูปไหม้ (หรือประมาณ ๕ นาทีแห่งความทรมาน)
เอื้องขวัญเดินโซซัดโซเซออกมาจากเวจ สภาพเหมือนทหารผ่านศึกที่เพิ่งรอดตายจากสมรภูมิ หน้าซีดเผือด ผมเผ้ายุ่งเหยิง
นังจุกรีบยื่นขันน้ำลอยดอกมะลิให้ล้างมือ เอื้องขวัญรับมาล้างแบบถูสบู่ (ที่ยังไม่มี มีแต่มะกรูดเผา) จนมือแทบถลอก
“คุณหนู... สบายตัวแล้วใช่ไหมเ้าคะ?” ป้าจวงถามอย่างเป็ห่วง
เอื้องขวัญหันกลับไปมองเพิงหมาแหงนด้านหลังด้วยสายตาอาฆาตแค้น ั์ตาลุกโชนไปด้วยไฟแห่งการปฏิวัติ
“ป้าจวง... ไปเตรียมกระดาษกับปากกามาให้ฉัน”
“จะเอามาทำกระไรหรือเ้าคะ?”
“ฉันจะวาดแบบแปลน! ฉันสาบานต่อหน้าฟ้าดินเลยว่า... นี่จะเป็ครั้งสุดท้ายที่ฉันจะเหยียบย่างเข้าไปในหลุมนรกนั่น! ฉันจะสร้าง ‘ส้วมคอห่าน’ ให้พวกป้ารู้จัก เดี๋ยวนี้!”
เสียงประกาศก้องของวิศวกรสาวดังกังวานไปทั่วสวนกล้วย ทำเอานกกาแตกตื่นบินว่อน
ป้าจวงกับนังจุกมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่เข้าใจว่า “คอห่าน” คือตัวอะไร แล้วจะเอาคอของห่านมาทำส้วมทำไม?
แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเธอรู้แน่ๆ คือ... นับจากวันนี้ไป เรือนปั้นหยาหลังนี้จะไม่มีวันสงบสุขเหมือนเดิมอีกแล้ว!
