บทที่ 1 : สหายร่วมห้องผู้มาพร้อมกับกลิ่นอายสังหาร
บรรยากาศภายใน 'โถงลงทะเบียน' ของสำนักศึกษาหลวงเทียนซานนั้นวุ่นวายเสียยิ่งกว่าตลาดสด
เหล่าบัณฑิตหนุ่มจากทั่วสารทิศต่างพากันเบียดเสียดแย่งชิงกันตรวจสอบรายชื่อและรับกุญแจห้องพัก บ้างก็จับกลุ่มคุยโวเื่ชาติตระกูล บ้างก็บ่นอุบอริยเื่อากาศที่ร้อนอบอ้าว
ถังอวี้หลาน ในคราบ ถังอวี้เฟิง ยืนตัวลีบอยู่ตรงมุมห้อง พยายามใช้พัดกระดาษบังใบหน้าครึ่งหนึ่งตลอดเวลา นางรู้สึกเหมือนตัวเองเป็ลูกแกะที่หลงเข้ามาในฝูงหมาป่า กลิ่นเหงื่อไคลของบุรุษเพศที่ลอยคลุ้งในอากาศทำให้นางต้องกลั้นหายใจจนหน้าแดงก่ำ
"สกุลถัง... ถังอวี้เฟิง!"
เสียงเรียกชื่อจากอาจารย์ผู้คุมทะเบียนดังขึ้น นางสะดุ้งเฮือก รีบก้าวเท้าเข้าไปที่โต๊ะลงทะเบียนอย่างรวดเร็ว
"ขะ... ขอรับ! ข้าน้อยถังอวี้เฟิงมารายงานตัวขอรับ!" นางดัดเสียงให้ห้าวทุ้มที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามกดความประหม่าไว้ภายใต้อกเสื้อที่รัดแน่น
อาจารย์เฒ่าผู้มีหนวดเคราสีดอกเลาเงยหน้าขึ้นมองนางผ่านแว่นขยาย ไล่สายตามองั้แ่หัวจรดเท้าด้วยแววตาประหลาดใจระคนเวทนา ก่อนจะก้มลงมองบัญชีรายชื่อสลับกับป้ายไม้ในมือ
"อืม... เ้าเองรึที่สอบเข้ามาได้ในลำดับท้ายสุดของการรับสมัครรอบพิเศษ?" อาจารย์พึมพำเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียด "ช่างโชคร้าย... เอ้ย ช่างโชคดีเสียจริงนะพ่อหนุ่ม"
"โชคร้ายหรือขอรับ?" อวี้หลานทวนคำอย่างงุนงง
"โชคดีสิ! ข้าหมายถึงโชคดี!" อาจารย์เฒ่ารีบแก้คำ แต่มือไม้กลับสั่นเทายามยื่นป้ายไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรส่งให้นาง "ปีนี้หอพักเต็มหมดแล้ว เหลือเพียงห้องว่างใน 'เรือนเหมันต์' เท่านั้น นี่คือกุญแจห้องของเ้า... จงรักษาตัวให้ดี เอ้ย รักษาความสะอาดให้ดี!"
อวี้หลานรับกุญแจมาอย่างงงๆ นางสังเกตเห็นสายตาของเหล่าศิษย์พี่ที่ช่วยงานทะเบียนมองมาที่นางด้วยความตื่นตะลึง บางคนถึงกับยกมือทาบอกแล้วซุบซิบกัน
"เรือนเหมันต์? นั่นมันเรือนพักระดับสูงสำหรับพวกเชื้อพระวงศ์ไม่ใช่รึ?" "เ้าเด็กหน้าขาวนั่นต้องไปอยู่เรือนนั้นจริงหรือ? ข้าได้ข่าวว่า 'ท่านผู้นั้น' เหมาเรือนนั้นไว้เกือบทั้งหลังแล้วนี่นา" "สงสัย์คงริษยาความหน้าตาดีของมันกระมัง ถึงส่งไปเป็เครื่องสังเวย..."
เสียงซุบซิบเ่าั้ทำให้อวี้หลานขนลุกซู่ แต่นางไม่มีเวลามาใส่ใจ นางรีบคว้าห่อผ้าสัมภาระใบเก่าแนบอกแล้วรีบเดินจ้ำอ้าวออกจากโถงทะเบียนทันที เป้าหมายคือรีบเอาของไปเก็บและสำรวจสถานที่ที่นางจะต้องใช้ซุกหัวนอน (และซ่อนความลับ) ตลอดหนึ่งปีนับจากนี้
. .
เรือนเหมันต์ สมกับชื่อของมัน
ตั้งแยกตัวออกมาจากกลุ่มหอพักอื่น อยู่บนเนินเขาเล็กๆ ท่ามกลางป่าไผ่เขียวชอุ่ม บรรยากาศเงียบสงบและร่มรื่นผิดหูผิดตา ตัวเรือนสร้างด้วยไม้เนื้อหอมราคาแพง มีศาลาริมน้ำและทางเดินหินอ่อนที่ขัดจนเงาวับ
อวี้หลานยืนอ้าปากค้างอยู่หน้าเรือน "นี่ข้า... จะได้นอนที่นี่จริงๆ หรือ?"
นางนึกภาพว่าตนเองต้องไปนอนเบียดเสียดในห้องพักแคบๆ กับชายฉกรรจ์สี่ห้าคน กลิ่นเท้าเหม็นคลุ้งและเสียงกรนสนั่นหวั่นไหว แต่ภาพตรงหน้ากลับเป็์ชัดๆ! ห้องพักที่นี่กว้างขวาง ดูเป็ส่วนตัว และที่สำคัญ... เงียบมาก
"์เมตตาสกุลถังแล้ว!" นางยิ้มกว้างจนลืมตัว เผลอะโโลดเต้นเบาๆ ก่อนจะรีบไขกุญแจห้องหมายเลข 'หนึ่ง' ที่อยู่ด้านในสุด
แกร๊ก...
ประตูไม้แกะสลักเปิดออก เผยให้เห็นภายในห้องที่กว้างขวางราวกับตำหนักย่อมๆ พื้นไม้ปูพรมเปอร์เซียลวดลายงดงาม มีเตียงนอนขนาดใหญ่สองเตียงตั้งอยู่คนละฟากห้อง คั่นกลางด้วยฉากกั้นไม้ฉลุลายเมฆมงคล เครื่องเรือนทุกชิ้นล้วนเป็ของชั้นเลิศ
อวี้หลานโยนห่อผ้าลงบนเตียงฝั่งซ้ายอย่างมีความสุข นางะโทิ้งตัวลงบนฟูกนุ่มนิ่ม สูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ ของกำยานราคาแพง
"รอดแล้ว... ข้ารอดแล้ว! มีฉากกั้นห้องด้วย แบบนี้ข้าก็แอบเปลี่ยนเสื้อผ้าได้สบาย!"
นางพลิกตัวไปมาอย่างเริงร่า จินตนาการถึงชีวิตอันสุขสบายในรั้วสำนักศึกษา จนกระทั่ง...
ตึง!
เสียงประตูห้องถูกถีบ... ไม่สิ ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกผนังดังสนั่น ทำให้อวี้หลานสะดุ้งโหยงรีบดีดตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรงด้วยความใ
ที่หน้าประตูห้อง ปรากฏร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านบังแสงตะวันยามบ่าย
เขาสวมชุดลำลองสีขาวพิสุทธิ์ที่ไม่มีรอยยับแม้แต่นิดเดียว ผมยาวสลวยถูกรวบเก็บอย่างเรียบร้อยด้วยเกี้ยวทองคำ แต่สิ่งที่ทำให้อากาศในห้องเย็นะเืลงฉับพลันคือ... ดวงตาคมกริบคู่นั้น
ดวงตาที่นางเพิ่งสบตาไปเมื่อครู่ที่หน้าประตูสำนัก!
ท่านอ๋องเซี่ยหยางจิน!
อวี้หลานอ้าปากค้าง หัวใจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม "ทะ... ท่าน..."
เซี่ยหยางจินก้าวเข้ามาในห้องอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวเงียบกริบราวกับแมวย่อง สายตาของเขากวาดมองไปรอบห้องด้วยความรังเกียจ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของนางที่นั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเตียง
"ใครอนุญาตให้เ้าเข้ามา?" น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง แต่บาดลึกไปถึงกระดูกดำ
อวี้หลานรีบกระวีกระวาดลงจากเตียง คุกเข่าลงกับพื้นทันที "ขะ... ข้าน้อย ถังอวี้เฟิง ขอรับ! อาจารย์ฝ่ายทะเบียนแจ้งว่าห้องพักเต็มหมดแล้ว จึงส่งข้าน้อยมาพักที่ห้องนี้... นี่กุญแจขอรับ!"
นางชูมือที่สั่นเทาซึ่งกำกุญแจไว้ยื่นไปข้างหน้า
เซี่ยหยางจินปรายตามองกุญแจดอกนั้นเพียงแวบเดียว คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาไม่ได้รับกุญแจไปดู แต่กลับหยิบผ้าเช็ดหน้าไหมสีขาวออกมาปิดจมูก
"เ้าตาเฒ่านั่น... กล้าดีอย่างไรถึงส่งตัวสกปรกเช่นเ้าเข้ามาในอาณาเขตของข้า" เขาพึมพำด้วยความหงุดหงิด
"ตะ... ตัวสกปรก?" อวี้หลานก้มมองตัวเอง เสื้อผ้าของนางแม้จะเก่าซีด แต่ก็ซักมาอย่างดีจนสะอาดสะอ้าน จะมีก็เพียงฝุ่นจากการเดินทางเล็กน้อยเท่านั้น
"ลุกขึ้น" เขาออกคำสั่ง
อวี้หลานรีบลุกขึ้นยืน แต่ขายังคงสั่นพั่บๆ
เซี่ยหยางจินเดินเข้ามาใกล้นาง จนอวี้หลานได้กลิ่นหอมเย็นๆ เหมือนกลิ่นหิมะแรกฤดูจากกายเขา นางเผลอก้าวถอยหลังไปชนขอบเตียง
"ฟังให้ดี เ้าสวะ" เขาเอ่ยช้าๆ ชัดๆ "ข้าไม่สนว่าเ้าจะเป็ใคร หรือใช้เส้นสายใดเข้ามาอยู่ที่นี่ แต่ในเมื่อเข้ามาแล้ว จงจำกฎของข้าไว้ให้ขึ้นใจ"
เขาใช้นิ้วเรียวยาวชี้ไปที่ฉากกั้นกลางห้อง
"หนึ่ง... พื้นที่ฝั่งขวาของฉากกั้นคือเขตหวงห้าม ห้ามเ้าก้าวล่วงแม้แต่ครึ่งก้าว ห้ามแตะต้องข้าวของของข้า ห้ามทำเสียงดัง และห้ามหายใจรดข้า"
อวี้หลานพยักหน้ารัวๆ เหมือนไก่จิกข้าวสาร "ขะ... ขอรับ!"
"สอง..." สายตาของเขาเลื่อนลงมามองที่หน้าอกของนางแวบหนึ่ง ทำเอาอวี้หลานเผลอยกมือขึ้นกอดอกโดยสัญชาตญาณ
"ข้าเกลียดกลิ่นสาบคนจนและกลิ่นเหงื่อ ก่อนจะเข้าห้องนี้ทุกครั้ง เ้าต้องชำระล้างร่างกายให้สะอาดเสียก่อน อย่าได้เอาเชื้อโรคจากข้างนอกเข้ามาเพาะพันธุ์ในห้องของข้า"
"สะ... ทราบแล้วขอรับ"
"และสาม..." เซี่ยหยางจินยื่นหน้าเข้ามาใกล้ จนอวี้หลานเห็นเงาสะท้อนของตนเองในดวงตาสีนิลคู่นั้น "อย่าได้คิดจะทำตัวสนิทสนม หรือหวังพึ่งบารมีข้า หากเ้าสร้างปัญหาแม้แต่นิดเดียว... ข้าจะโยนเ้าออกไปนอนกับม้าในคอกทันที เข้าใจหรือไม่?"
"เข้าใจแจ่มแจ้งเลยขอรับ!" อวี้หลานตอบเสียงดังฟังชัด อยากจะร้องไห้ออกมาเต็มแก่
เซี่ยหยางจินทำเสียง 'ฮึ' ในลำคอ ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อ เดินผ่านหน้านางไปยังฝั่งของตนเอง ราวกับนางเป็อากาศธาตุ
อวี้หลานถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แข้งขาอ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงกองกับพื้น อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้สงสัยเื่ที่นางเป็ผู้หญิง... เขาแค่เกลียดขี้หน้านางเท่านั้นเอง
แต่ทว่า...
"เเล้วนั่นเ้าจะยืนบื้ออยู่ทำไม?"
เสียงทุ้มดังขึ้นอีกครั้ง ทำเอาอวี้หลานสะดุ้ง
เซี่ยหยางจินหันกลับมามองนาง พลางเลิกคิ้วสูง "ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าข้าเกลียดคนตัวเหม็น? ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้!"
"อะ... อาบน้ำ?" อวี้หลานทวนคำเสียงหลง หน้าซีดเผือด
"ใช่ ห้องอาบน้ำอยู่ด้านหลัง ไปขัดสีฉวีวรรณเสียให้หมดคราบไคล... หรือเ้าต้องให้ข้าช่วยถอดเสื้อผ้าให้?"
ดวงตาของท่านอ๋องฉายแววคุกคาม พร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาหานางอีกครั้ง
ความฉิบหายมาเยือนแล้ว! ถังอวี้หลานยืนตัวแข็งทื่อ สมองหมุนจี๋ นางจะอาบน้ำได้อย่างไรในเมื่อผ้าพันหน้าอกยังรัดแน่นอยู่แบบนี้! และที่สำคัญ... ห้องอาบน้ำในเรือนนี้ดูท่าทางจะไม่มีกลอนประตูเสียด้วย!
"ขะ... ข้ายังไม่..."
"ไป!"
เสียงตวาดก้องกังวาน ทำให้อวี้หลานต้องกลืนคำแก้ตัวลงคอ รีบคว้าผ้าเช็ดตัววิ่งเข้าห้องอาบน้ำไปอย่างรวดเร็ว โดยมีสายตาจับผิดของพยัคฆ์ร้ายจ้องมองแผ่นหลังบางของนางไปจนลับสายตา
นี่มันไม่ใช่์... นี่มันนรกขุมที่สิบแปดชัดๆ! ถังอวี้หลานอยากจะกรีดร้องให้ลั่นสำนักศึกษา... มารดามันเถอะ! ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย!
