“ศัตรูมีจำนวนมากและแข็งแกร่งกว่าเรา หากเราบุกเข้าไปอย่างไม่ยั้งคิด จะเป็พวกเ้าที่ตายก่อนที่จะได้เห็นบ่อ”
เฉินถั่วถงไม่สนใจสามีผู้เข้าใจยาก นางก้าวไปข้างหน้า หยุดชาวบ้านที่้าจะใช้กำลัง
“แล้วฮูหยินเฉินจะให้เราอยู่เฉยๆ รึ ข้าไม่ยอมหิวน้ำจนตายหรอก?” ชาวบ้านคนหนึ่งที่ถือเคียวถางหญ้าพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ราวกับจะบอกว่า “สตรีอย่างเ้า มีสิทธิ์อะไรมายุ่งเื่ของผู้ชาย?”
แต่ไม่นานนัก เมื่อออร่าอันทรงพลังและแข็งแกร่งของเฉินถั่วถงแผ่ออกมา เพียงแค่หันไปมอง ร่างของชายคนนั้นก็รู้สึกแข็งค้าง ราวกับว่าตัวเองถูกโยนลงไปในถ้ำน้ำแข็ง คำพูดติดอยู่ในลำคอ
ไม่เพียงแต่ชายคนนั้น แต่ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็ััได้ถึงพลังอันทรงอานุภาพอันร้ายกาจ หลบสายตาและก้มหน้าต่ำไม่กล้ามองนางตรงๆ
เมื่อเห็นว่าทุกคนเงียบลงแล้ว เฉินถั่วถงก็เปิดปากพูดว่า
“หากจะบุกต้องมีแผน และพวกเ้าต้องฟังคำสั่งของข้าทุกระเบียบนิ้ว”
“...”
หลังจากพูดจบ นางก็เรียกสมาชิกในทีมทั้งหมด รวมทั้งเฉินอ่าวผู้เป็สามีและเฉินต้าลูกชายคนโตของนาง ซึ่งรวมทั้งหมดแล้วมีจำนวนที่พอจะสู้ได้ไม่ถึงสิบ นางมอบหมายงานให้พวกเขาตามลำดับ ซึ่งส่วนใหญ่จะถือกิ่งไม้ทำหน้าที่เป็มนุษย์โล่
เฉินถั่วถงไม่ได้คาดหวังว่าชาวบ้านจะเข้าใจเหตุผลของนางในการจัดการเื่เหล่านี้ ดังนั้นนางจึงบอกพวกเขาไปตรงๆ ว่าพวกเขาต้องทำอะไรและทำไมถึงทำอย่างนั้น
คำสั่งง่ายๆ นั้นได้ผล เฉินอ่าวและเฉินต้าเป็คนลอบโจมตี นางคุมเชิงดูสถานการณ์โดยรวม ส่วนที่เหลือจะรวมตัวเพื่อต้านกลุ่มคนด้วยแถว แม้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะไม่รู้ว่าแผนนี้จะใช้ได้หรือเปล่า แต่พวกเขาที่ถูกสายตาพิฆาตมอง ก็ต้องยอมรับแผนนี้ท่องจำอย่างขึ้นใจไม่กล้าถามอีก
หลังจากจัดกำลังหลักเสร็จแล้ว เฉินถั่วถงก็มองไปที่ผู้หญิงและเด็กๆ มอบหน้าที่ให้ฮูหยินหยู่และสตรีแซ่ชิวพาเด็กๆ ที่เหลือไปอีกตำแหน่ง
สุดท้าย เมื่อมองไปที่เฉินเหนียนอู่และเฉินอวี๋ลูกชายของตน นางก็ถามอย่างจริงจังว่า
“พวกเ้าปกป้องตัวเองได้หรือไม่?”
เฉินอวี๋พยักหน้า และเฉินเหนียนอู่ก็พยักหน้าเช่นกัน ทั้งสองพี่น้องแสดงให้เห็นว่าไม่มีปัญหาอะไร
“เอาล่ะ เ้าพาเด็กและผู้หญิงที่อ่อนแอหาที่ซ่อนเงียบๆ ส่วนคนที่เหลือ หยิบอาวุธและโล่ไม้แล้วตามข้ามา!”
โล่ไม้ที่พูดเป็แค่ท่อนไม้สั้นๆ ที่มัดรวมกันเท่านั้น เฉินถั่วถงโบกมือแล้วก็วิ่งตรงไปยังสระน้ำอย่างรวดเร็วไม่หันหลังกลับ
การกระทำที่เด็ดขาดและรวดเร็วของนางในการทิ้งเด็กไปโดยไม่ให้คำอธิบายใดๆ ทำให้ฮูหยินแซ่หยู่และสตรีแซ่ชิวตกตะลึง
ส่วนเฉินอวี๋ เขาก็ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ ในที่สุดก็ได้รับการปฏิบัติเหมือนผู้ใหญ่จากแม่แล้ว
ถึงแม้จะมีผู้คนมากมายอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่ไม่รู้ว่าทำไม เขายังคงมีความศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมในแม่ของตัวเอง
เฉินอวี๋กับเฉินเหนียนอู่ส่งสัญญาณให้ฮูหยินหยู่และคนอื่นๆ ตามมา สองพี่น้องทำตัวราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อย ใช้ไม้เท้าที่เฉินถั่วถงเหลาให้แหลมแหวกกอหญ้า เดินขึ้นไปยังเนินแห่งหนึ่งที่มีพงหญ้าสูง
แม้แต่เด็กชายหกเจ็ดขวบที่เดินตามหลังพวกเขาก็สงบ ไม่แสดงความกังวลใดๆ ต่อสถานการณ์ที่จะเกิด
สตรีแซ่ชิวที่ร่างกายอ่อนแอและรับหน้าที่ดูแลเด็กๆ รู้สึกประหลาดใจ ที่เห็นเด็กน้อยผอมแห้งแซ่เฉินแสดงท่าทางออกมาเหมือนผู้นำ ส่งผลให้ลูกของนางและเด็กคนอื่นๆ ที่พลัดหลงได้รับอิทธิพลไปด้วย
พวกเขากำหนดให้มาแอบอยู่ในพงหญ้า ไม่นาน เสียงการต่อสู้ดุเดือดก็ดังมาจากที่โล่งใต้เนิน
จากเสียงร้อง ดูเหมือนจะมีคนได้รับาเ็ มีเสียงต่อสู้ปะทะกันจนทำให้เฉินอวี๋รู้สึกตึงเครียด
ที่ซ่อนเป็กอหญ้าสูงและหนามาก แม้ว่าเฉินอวี๋จะยืนอยู่ตรงนั้น เขาก็ยังไม่สามารถเขี่ยหญ้าออกเพื่อมองฉากต่อสู้ด้านล่างได้
“ระวัง มีเสียงวิ่งมาทางพวกเรา”
ได้ยินเสียงวิ่งอยู่ไม่ไกลนัก พวกเขาไม่สามารถบอกได้ว่าเป็มิตรหรือศัตรู จึงไม่มีใครกล้าลุกออกจากที่ซ่อน ทำได้เพียงอดทนต่อความทรมานที่มองไม่เห็น
อีกด้านเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
ขณะที่กลุ่มผู้ใหญ่ รอ่เวลาที่คนเ่าั้ไม่มีอาวุธอยู่ในมือ แต่ใครจะไปคิด ว่าอยู่ๆ ก็มีคนในกลุ่มพวกเขาวิ่งพรวดออกไปด้วยความเร็ว
คนแรก คือเฉินต้าที่ดวงตาแดงก่ำ เหมือนว่าเขาจะได้กลิ่นเืลอยมาจากจุดที่คนเ่าั้กำลังแล่เนื้อปลา สิ่งนี้ถึงจะตั้งตัวไม่ทัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้เฉินถั่วถงและเฉินอ่าวใสักเท่าไหร่ ทั้งคู่คาดไว้แล้ว ว่าบุตรชายคนโตของตัวเองจะเกิดอาการคลั่งผิดมนุษย์เมื่อได้กลิ่นโลหิต
แต่ที่ทำให้ทั้งคู่ใคือร่างที่สอง ซึ่งวิ่งขนานข้างบุตรชายคนโต เขาไม่ใช่คนจากกลุ่มชาวบ้านหนานโจว แต่เขาคือท่านตาผู้ชราที่นุ่งด้วยกางเกงขนไก่
ร่างกายเล็กๆ เหี่ยวหลังค่อมนั้นดูผิดจากรูปลักษณ์ที่เห็นมากๆ ศัตรูสองคนที่ยืนขวางทาง พวกเขาก็ถูกชายชราวิ่งชนจนกระเด็น
เฉินต้าวิ่งไปอาวลวาดเพื่อชิงเนื้อดิบนั้นพอจะเข้าใจได้ แต่ที่เฉินอ่าวและเฉินถั่วถงนั้นพูดไม่ออก คือการที่ชายชรารีบวิ่งออกไป ไม่ใช่การวิ่งไปหาแหล่งน้ำหรือแย่งอาหารที่คนเ่าั้ปรุงและทำอยู่ แต่เขาดันวิ่งไปหยุดที่หน้ากองไฟ แล้วก็เริ่มต้นเต้นระบำทันที
“โว้!! โว้!! โว้!! โว้!!”
“...”
เสียงตบปากร้องเป็จังหวะ พร้อมท่าทางเต้นยกและเขย่งขาชูมือ ไม่ใช่แค่ศัตรูที่ตั้งตัวไม่ทันและใเท่านั้น ที่อยู่ๆ ก็ปรากฏคนแก่ๆ โผล่ออกมาจากหลังป่า
กลุ่มคนจากหนานโจวก็ผงะต่อฉากนี้เช่นกัน เพราะไม่นึกว่าสิ่งนี้จะต่างจากแผนที่เคยวางไว้ ว่าจะแอบโจมตีคนที่มีอาวุธอย่างเงียบๆ ก่อน
ด้วยสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ แต่เฉินถั่วถงก็เห็นว่าศัตรูแตกตื่นและวุ่นวายแล้วเช่นกัน ถึงจะต่างจากแผนเดิม แต่ความวุ่นวายนี้ก็มาพร้อมกับโอกาส นางไม่อยากพลาดจึงโบกมือให้ทุกคนลงมือเดียวนี้
“บุกได้”
“ย๊ากกก”
“เพื่อแหล่งน้ำ”
“เพื่อแหล่งน้ำ”
“ทุบตีพวกม๊านนนนน”
“...”
“...”
เกิดการต่อสู้
เฉินต้านั้นดึงและรั้งคนที่มีกำลังส่วนใหญ่ไว้แล้ว และการต่อสู้สำหรับเฉินอ่าวก็ไม่ใช่เื่ใหม่ ถึงจะไม่มีกระบี่ แต่ด้วยแส้ไม้ที่ค่อนข้างเหนียวหาได้ระหว่างทาง เขาก็สามารถพาดและจัดการคนด้วยการเฆี่ยนตี พลิ้วไหวรวดเร็วชุดไม่เปื้อนฝุ่น ไม่มีศัตรูคนไหนััหรือแตะต้องชายเสื้อของเขาได้เลยสักคน
ทำเอาหยู่เจ๋อและชาวบ้านนับถือทักษะต่อสู้ของเฉินอ่าวมาก แต่พอมองไปยังเฉินถั่วถง หัวใจของพวกเขาก็ทั้งทึ่งและหวาดกลัว ภายใต้ธนูในมือของนาง แทบจะไม่มีใครรอดหรือลูกศรพลาดเป้าเลยสักดอก
พวกเขาที่ตั้งใจจะต่อสู้แลกชีวิต ทำได้แต่ยืนและรวมกลุ่มจับคู่ กอดศัตรูทีละคนให้ล้มลงพื้นแล้วรุมทุบตี
พวกเขาล้มหนึ่งคนได้ แต่ครอบครัวแซ่เฉินจัดการได้เป็สิบๆ พอเงยหน้าขึ้นและปาดเหงื่อ มองหาศัตรูคนถัดไป ผู้ชายร่างโตเกือบยี่สิบคนแต่เดิม ก็ล้มร้องโอดโอยวิ่งหนีแตกกระเจิง
ฉากตรงหน้า ทำให้หยู่เจ๋อและชาวบ้านหนานโจวได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่อย่างโง่งม
ว่าตกลงแล้ว
พวกเขามีประโยชน์ต่อศึกนี้จริงๆ หรือเปล่า?
“...”
“...”
