บทที่ 164 ไม่มีเขาหนิงชุยเฟิงอีกต่อไป
อีกประการหนึ่ง เขาหนิงชุยเฟิงไม่ได้พ่ายแพ้ถึงขั้นจะดำเนินต่อไปไม่ไหว ขอเพียงมีท่านอาจารย์กับอาจารย์ลุงอยู่ตรงนี้ ถึงตอนนี้จะยังไม่มีวิธีการรับมือกับตระกูลลู่ แต่สักวันหนึ่งจะต้องมีโอกาสอย่างแน่นอน หากจากไปทั้งอย่างนี้ก็คงจบสิ้นของจริงแล้ว ซึ่งบรรดาศิษย์ทั้งหลายไม่อยากปล่อยมือจากกิจการที่สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากเช่นนี้
“อาจารย์ ถึงตระกูลลู่จะเป็ฝ่ายได้เปรียบชั่วคราว แต่ก็ไม่จำเป็จะต้องละทิ้งรากฐานที่สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากมิใช่หรือ พวกเราเพียงแต่ต้องเก็บตัวเงียบสักพักเพื่อเฝ้ารอโอกาสที่เหมาะสม เท่านี้ก็ผงาดกลับขึ้นมามีอำนาจได้อีกครั้งแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเื่ที่พวกเรายังมีตำหนักมหาเทพหนุนหลัง ต่อให้ตระกูลลู่จะบ้าอำนาจสักเพียงใดก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้ เพราะหากเป็เช่นนั้นจะถือเป็การขัดผลประโยชน์ของตำหนักมหาเทพ คาดว่าพวกเขาคงไม่ปล่อยให้ตระกูลลู่ครองอำนาจแต่เพียงผู้เดียว!”
“ใช่แล้ว อีกอย่างพวกเราก็ยังมีพรรคพวกอยู่ ตระกูลเมิ่ง วังเทพอัคคีแล้วไหนจะตระกูลขนาดเล็กอีกจำนวนไม่น้อย หากผนึกขุมกำลังทั้งหมดก็ไม่ต้องหวาดกลัวตระกูลลู่สักนิด!”
หวันต่านเยวี่ยหันมองท่าทีของศิษย์แต่ละคน ด้วยรู้ว่าพวกเขายังไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์และความร้ายกาจของนายน้อยตระกูลลู่ จึงแค่นเสียงเ็าว่า “พวกเ้าคิดว่าตระกูลลู่รับมือง่ายนักหรือ? พวกเ้าคิดว่าการเก็บตัวในเขาหนิงชุยเฟิงไม่ออกไปไหน ไม่สนใจเื่ราวภายนอกก็สุขสบายไร้กังวลแล้วหรือ? ต่อให้ตระกูลลู่จะห่วงชื่อเสียงหน้าตาและไม่มาหาเื่พวกเราถึงหน้าสำนัก แต่ลูกศิษย์มากมายถึงเพียงนี้จะเก็บตัวอยู่ในเขาโดยไม่กินไม่ดื่ม ไม่บำเพ็ญเพียร ไม่ปรุงโอสถได้หรือ?”
ศิษย์อันดับสองซุนหยวนหลี่กล่าวอย่างไม่พอใจ “สิ่งที่ท่านอาจารย์ลุงกล่าวมาข้าย่อมทราบดี เพียงแต่เขาหนิงชุยเฟิงของพวกเรามีทรัพย์สินที่สั่งสมมานานหลายร้อยปี ต่อให้ไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง ก็น่าจะมีกินมีใช้ไปอีกร้อยกว่าปีมิใช่หรือ! อีกอย่างใช่ว่าพวกเราจะงอมืองอเท้าไม่ทำสิ่งใด อย่างมากก็เพียงหลบเลี่ยงพวกตระกูลลู่สักเก้าสิบลี้[1]!”
“ใช่ๆ ท่านอาจารย์ จากนี้ไปขอเพียงพวกเรายอมถอยสักเล็กน้อย ตระกูลลู่ย่อมไม่บีบคั้นให้พวกเราอับจนหนทาง พวกเรายังมีโอกาสอยู่!”
เสิ่นตานเจวี๋ยรู้สึกผิดหวังกับการแสดงออกของศิษย์เหล่านี้เล็กน้อย ดูเหมือน่หลายร้อยปีมานี้พวกเขาจะอยู่แต่ใต้ปีกของตน มีฐานะสูงส่ง ไม่เคยต้องประสบความลำบากตรากตรำใด ยามนี้ถึงได้กล้าฝากความหวังเอาไว้กับศัตรู ก่อนหน้านี้ถึงเขาหนิงชุยเฟิงจะไม่เคยเปิดศึกากับตระกูลลู่อย่างแท้จริง แต่โดยหลักการแล้วมันร้ายแรงกว่าการเข่นฆ่ากันด้วยคมหอกคมดาบเสียอีก หากเขาหนิงชุยเฟิงยอมใช้โอกาสนี้ถอนตัวออกไปคงไม่เป็ไร แต่หากยังดื้อด้านจะอยู่ต่อ จะเป็การชักนำภัยร้ายมาหาตัวอย่างแท้จริง
แม้เทียนตูจะเป็เพียงสถานที่แห่งหนึ่งในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดเ่าั้ไม่เคยอยู่ในสายตาของเขาอย่างแท้จริงสักครั้ง แต่กระนั้นตระกูลใหญ่ก็ยังเป็ตระกูลใหญ่ วิธีการและความคิดของตระกูลใหญ่เ่าั้เหตุใดเขาจะไม่รู้ หากพวกเขายอมอยู่เฉยก็แล้วไปเถิด แต่หากเมื่อใดที่ลงมือขึ้นมาจะต้องเด็ดขาดรวบรัด ไม่มีทางเปิดโอกาสให้โต้ตอบขัดขืนได้อย่างแน่นอน
ดังนั้นความคิดความอ่านของบรรดาศิษย์ทั้งหลายจึงทำให้เสิ่นตานเจวี๋ยรู้สึกผิดหวังยิ่งนัก ทว่าวูบหนึ่งเขารู้สึกโทษตนเองด้วย เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาใช้ชีวิตสุขสบายไร้อุปสรรคมากเกินไป หลังจากนี้ดูเหมือนจะต้องเคี่ยวเข็ญพวกเขาให้มากสักหน่อย มิเช่นนั้นความเย่อหยิ่งจองหองเช่นนี้จะกลายเป็สันดานติดตัว ต่อให้หนีพ้นการกดข่มของตระกูลลู่ได้ ทว่าในภายภาคหน้าอาจนำพาความตายมาสู่ตนเองอยู่ดี
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ข้าตัดสินใจดีแล้ว หากพวกเ้าตัดใจจากรากฐานของที่นี่ไม่ได้ เช่นนั้นก็จงอยู่ที่นี่ต่อไปเถิด!” เสิ่นตานเจวี๋ยเอ่ยเสียงเ็า
พอโดนท่านอาจารย์เอ่ยตอกหน้าเช่นนี้ บรรดาศิษย์ทั้งหลายก็พากันนิ่งอึ้ง การรั้งอยู่ต่อที่นี่ดูเหมือนจะเป็ความคิดที่ดี มีอำนาจกุมกิจการอันยิ่งใหญ่นับว่าดูมีเกียรติยิ่งนัก ทว่าพอลองคิดถึงภาระความรับผิดชอบและอันตรายที่ต้องเผชิญแล้ว ทุกคนก็ได้แต่นิ่งเงียบ แม้พวกเขาจะไม่ยินยอมพร้อมใจสักเพียงใด แต่พวกเขาก็มิได้โง่เขลา แม้แต่ท่านอาจารย์ยังถูกบีบคั้นจนต้องออกจากเทียนตู แล้วพวกเขาจะอยู่ต่ออย่างปลอดภัยไร้กังวลได้อย่างไร?
หวันต่านเยวี่ยลอบถอนหายใจเบาๆ ก่อนหน้านี้ยังคิดอยู่ว่าศิษย์เหล่านี้เป็คนที่พอใช้ได้ ทว่าพออยู่ต่อหน้าผลประโยชน์แล้ว พวกเขาก็โดนความโลภและความวู่วามเข้าครอบงำ เมื่อต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด พวกเขากลับมาท้อแท้หมดหวังอีก แล้วอย่างนี้ในภายภาคหน้าจะเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร!
แต่เื่บางอย่างต้องพูดให้ชัดเจน “หากข้าเดาไม่ผิด นายน้อยตระกูลลู่ผู้นั้นจะต้องมีผู้ยิ่งใหญ่ที่ปราดเปรื่องด้านการปรุงโอสถคอยชี้แนะอยู่เื้ั มิเช่นนั้นด้วยอายุของเขาแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็มิควรมีฝีมือเก่งกาจถึงขั้นนี้ พวกเ้าก็เห็นแล้วว่าทักษะของลู่อวี่นั้นสูงส่งเพียงใด ข้ากับอาจารย์ของพวกเ้ามิได้ดูถูกฝีมือของตนเอง แต่ในความเป็จริงแล้ว พวกเราสองคนรวมกันก็ยังมีความรู้แตกฉานในด้านโอสถไม่เท่านายน้อยตระกูลลู่ผู้นั้น แล้วเื้ัของเขายังมีผู้สูงส่งท่านนั้นอยู่อีก”
เซินหยวนชิงและบรรดาลูกศิษย์คนอื่นๆ ได้เห็นฝีมือการปรุงโอสถของลู่อวี่ในงานชุมนุมโอสถเทียนอวิ๋นกับตา เพียงนึกย้อนถึงเหตุการณ์ในยามนั้น พวกเขาก็ยังตกตะลึงไม่แปรเปลี่ยน แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเื้ัของนายน้อยตระกูลลู่จะยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ จึงอดหันไปมองหน้ากันเงียบๆ ไม่ได้ ก่อนที่ซุนหยวนหลี่จะทนไม่ไหวเอ่ยว่า “สามารถสั่งสอนลู่อวี่จนกลายเป็อัจฉริยะเช่นนี้ได้ คนผู้นั้นมิควรไร้ชื่อเสียงเรียงนาม แต่เหตุใดถึงไม่เคยได้ยินว่ามีคนร้ายกาจเช่นนั้นอยู่ในเทียนตูเลยเล่า!”
ต่อให้ซุนหยวนหลี่จะหยิ่งทะนง แต่ก็ต้องยอมรับว่าลู่อวี่เป็อัจฉริยะอย่างแท้จริง ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝั่งยังแก่งแย่งชิงดีกันอยู่ ไม่มีทางยอมรับความสามารถของอีกฝ่ายและทำลายศักดิ์ศรีของตนเองอย่างแน่นอน ทว่าตอนนี้แม้แต่ท่านอาจารย์ยังยอมรับความพ่ายแพ้ พวกเขาจึงยอมรับว่าลู่อวี่เป็อัจฉริยะจริงๆ
เสิ่นตานเจวี๋ยนึกประหลาดใจมากเช่นเดียวกัน ลู่อวี่กลายเป็นักปรุงโอสถขั้นสี่ได้อย่างไรภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี เขาก้าวหน้าได้รวดเร็วมากเกินไปจนน่าเหลือเชื่อ รวดเร็วเสียจนน่าสะพรึงกลัวและเกินกว่าที่คาดคิดไว้ เขาคิดจนสมองแทบะเิก็ยังคิดไม่ออกว่าปรมาจารย์ปรุงโอสถคนใดกันแน่ที่อยู่เื้ัของลู่อวี่ผู้นั้น ด้วยความรอบรู้และเส้นสายของเขา ขอเพียงเป็ปรมาจารย์ปรุงโอสถที่มีชื่อเสียงในเทียนตู ถึงจะไม่เคยพบหน้าก็ต้องเคยได้ยินชื่อเสียงกันมาบ้าง แต่ในเทียนตูไม่มีคนเช่นนั้นอยู่ มิเช่นนั้นเหตุใดเขาถึงต้องดั้นด้นมาก่อตั้งสำนักไกลถึงเทียนตูด้วยเล่า เช่นนั้นจะไม่ถือเป็การหาเื่ใส่ตัวหรือ!
ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงเบนสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยไปทางศิษย์พี่ของตนเอง หรือว่าศิษย์พี่ของเขาจะล่วงรู้สิ่งใดมา?
หวันต่านเยวี่ยเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก จึงกล่าวว่า “มีความเป็ไปได้เพียงสองประการ ประการแรกคือนายน้อยตระกูลลู่เป็ปรมาจารย์ปรุงโอสถที่กลับชาติมาเกิด ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงได้ระลึกชาติเองทั้งที่พลังยุทธ์ยังไม่ถึงขั้นเกิดเทพเ้า เพียงแต่ความเป็ไปได้ในข้อนี้มีไม่มากนัก แต่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้น”
“แล้วประการที่สองเล่า?” เสิ่นตานเจวี๋ยถาม
“ประการที่สองคงต้องเล่ากันยาวแล้ว” หวันต่านเยวี่ยใคร่ครวญสักพักแล้วเอ่ยว่า “ศิษย์น้องน่าจะไม่ได้กลับไปที่สำนักร้อยกว่าปีได้แล้วกระมัง แต่ถึงจะเป็เช่นนั้นเ้าก็น่าจะรู้ว่ามีสุดยอดปรมาจารย์ปรุงโอสถอยู่ผู้หนึ่ง ได้รับการขนานนามว่า ‘จอมเทพโอสถ’ ระหว่างที่กำลังทะลวงผ่านพลังยุทธ์ขั้นหวนสู่สัจธรรม เขากลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในระหว่างที่กำลังผ่านด่านเคราะห์์!”
“จอมเทพโอสถ?” ไม่เพียงแต่เสิ่นตานเจวี๋ย แต่เซินหยวนชิงและบรรดาศิษย์น้องของเขาที่ได้ยินเช่นนั้นก็หลุดอุทานออกมาเช่นกัน
“เป็ไปไม่ได้ มิใช่ว่าท่านจอมเทพโอสถถูกทัณฑ์์โจมตีจนดับสลายทั้งกายหยาบและจิติญญาไปแล้วหรือ เหตุใดถึงมาโผล่ที่เทียนตูแห่งนี้ได้เล่า?” เสิ่นตานเจวี๋ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เป็ไปไม่ได้หรือ?” หวันต่านเยวี่ยย้อนถาม ก่อนจะส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “คนที่คิดเช่นเ้ามีอยู่ไม่น้อย ทว่าท่านอาจารย์กับผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายกลับไม่คิดเช่นนั้น พวกเขาเชื่อว่าท่านจอมเทพโอสถยังไม่ตาย เพียงหายสาบสูญไปก็เท่านั้น หากจะพูดถึงความรอบรู้และพลังการฝึกปรือ คิดว่าคนเ่าั้ด้อยกว่าเ้าอย่างนั้นหรือ”
“ท่านกำลังจะบอกว่า จอมเทพโอสถคือคนที่อยู่เื้ันายน้อยตระกูลลู่ นี่จะน่าเหลือเชื่อและบ้าบอมากเกินไปแล้ว! แต่หากผู้ที่อยู่เื้ัเขาคือจอมเทพโอสถจริงๆ เช่นนั้นเื่ทุกอย่างก็สมเหตุสมผลแล้ว การที่พวกเราพ่ายแพ้ไม่นับว่าเป็เื่แปลกใด! จอมเทพโอสถ! เขาคือตัวตนระดับตำนานเล่าขาน ใช้เวลาเพียงสองร้อยปีบำเพ็ญเพียรจากพลังยุทธ์ขั้นต่ำสุด จนกลายเป็ปรมาจารย์ปรุงโอสถขั้นหวนสู่สัจธรรม ใครบ้างจะไม่รู้สึกเลื่อมใส!” เสิ่นตานเจวี๋ยกล่าวอย่างตกตะลึง
หวันต่านเยวี่ยเอ่ยว่า “นี่เป็เพียงข้อสันนิษฐานของข้าเท่านั้น ความจริงเป็อย่างไรไม่อาจพิสูจน์ได้”
แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร หลังจากได้ยินสิ่งที่หวันต่านเยวี่ยพูดออกมาแล้ว เสิ่นตานเจวี๋ยก็รู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อยทีเดียว จึงหันกลับไปบอกบรรดาลูกศิษย์ว่า “พวกเ้าสี่คนไปเรียกรวมพลศิษย์ทั้งหมดมา คนที่เต็มใจจะติดตามข้ากลับไปก็จงเก็บข้าวของให้เรียบร้อย หลังจัดการกิจการทั้งหมดของเขาหนิงชุยเฟิงเสร็จสิ้นแล้ว พวกเราจะออกเดินทางทันที ใครไม่อยากติดตามข้าไปก็ไม่เป็ไร ข้าจะมอบทรัพยากรจำนวนหนึ่งให้พวกเขา จากนั้นก็ให้พวกเขาแยกย้ายกันไปก่อตั้งสำนักของตัวเอง หลังพวกเราจากไปแล้ว ตระกูลลู่คงไม่ลงมืออย่างโเี้กับเขาหนิงชุยเฟิงที่หมดสิ้นอำนาจไปแล้ว บอกให้พวกเขาทำตัวดีๆ เอาเถิด!”
ยามนี้เสิ่นตานเจวี๋ยไม่อยากไปเผชิญหน้ากับบรรดาลูกศิษย์เ่าั้แล้ว เขารู้สึกเหนื่อยล้าจึงเดินตรงกลับไปที่ห้องสงบจิตของตนเองเพื่อบำเพ็ญเพียร ส่วนเื่จัดการดูแลกิจการทั้งหมดก็ยกให้เป็หน้าที่ของลูกศิษย์เ่าั้ ตัวเขานั้นเก็บของสำคัญเอาไว้ในแหวนลับเรียบร้อยแล้ว สามารถพกติดตัวไปได้ตลอดเวลาไม่จำเป็ต้องจัดเก็บอีก หลังจากเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยก็ออกเดินทางได้ทันที
มีผู้คนจำนวนมากที่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเขาหนิงชุยเฟิง เดิมทีหลังจากหวันต่านเยวี่ยกับเสิ่นตานเจวี๋ยออกจากงานชุมนุมโอสถเทียนอวิ๋นไปอย่างน่าสมเพช ขุมกำลังน้อยใหญ่ทั้งหลายก็เริ่มจับตามองพวกเขาแล้ว เพราะคนของเขาหนิงชุยเฟิงขึ้นชื่อเื่ความใจแคบ มีแค้นต้องชำระ คราวนี้พวกเขาถูกตระกูลลู่ทำให้ต้องอับอายอย่างหนัก ไม่แน่ว่าหลังจากคนของเขาหนิงชุยเฟิงกลับไปแล้ว อาจจะหาทางเอาคืนตระกูลลู่ก็เป็ได้
ตระกูลที่มีความสนิทสนมกับเขาหนิงชุยเฟิงพอสมควรถึงขั้นส่งสายสืบไปหยั่งเชิงสถานการณ์ พยายามหาคำตอบให้ได้ว่าเขาหนิงชุยเฟิงมีท่าทีอย่างไร เพียงแต่คนที่พวกเขาส่งไปถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปด้านใน ดังนั้นจึงสืบข่าวคราวอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น จึงบอกไม่ได้ว่าการที่เขาหนิงชุยเฟิงขายกิจการทิ้งเป็กลยุทธ์ถอยเพื่อรุก หรือเป็การยกธงขาวยอมรับความพ่ายแพ้อย่างแท้จริง
เจียงเซ่าเต๋อ ประมุขตระกูลเจียงหลังจากทราบท่าทีของเขาหนิงชุยเฟิงแล้ว ก็เรียกผู้เฒ่าที่ไปร่วมงานชุมนุมโอสถเทียนอวิ๋นในครั้งนั้นมาเข้าพบทันที หลังจากสอบถามเื่ราวอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เขาก็ต้องถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
ครั้งก่อนตระกูลลู่กับตระกูลเจียงขัดแย้งกันเื่ผลประโยชน์ในเป่ยหยวน แม้ว่าในท้ายที่สุดแล้วทั้งสองตระกูลจะอยู่ภายใต้การควบคุม จนไม่ได้เกิดความเสียหายร้ายแรงมากนัก แต่ตระกูลเจียงก็เป็ฝ่ายเสียเปรียบอยู่ไม่น้อย เบื้องหน้าตระกูลเจียงกับตระกูลลู่เหมือนจะสงบศึกต่อกันแล้ว ทว่าในความเป็จริงตระกูลเจียงเคยประชุมหารือกันว่าจะใช้กลยุทธ์ค่อยๆ รุกล้ำกลืนกิน โดยมุ่งเป้าไปที่ตลาดเซียนขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ภายในเทียนตู อันเป็ที่ตั้งกิจการดั้งเดิมของตระกูลลู่ และใช้ข้ออ้างทางการแข่งขันเปิดตลาดเซียนจำนวนมากขึ้นในบริเวณใกล้ๆ แม้ขนาดของตลาดจะยังเทียบชั้นกับตระกูลลู่ไม่ได้ แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่าจึงสามารถดึงดูดนักพรตได้จำนวนไม่น้อย
ทว่าตอนนี้ตระกูลลู่เอาชนะเขาหนิงชุยเฟิงได้อย่างขาดลอย ถึงขั้นที่าาโอสถเสิ่นตานเจวี๋ยทอดทิ้งกิจการรากฐานที่สร้างมาและย้ายถิ่นฐาน แสดงให้เห็นชัดเจนว่าตระกูลลู่มีความแข็งแกร่งด้านโอสถมากเพียงใด หากตระกูลเจียงยังคิดจะมีเื่ขัดแย้งกับตระกูลลู่ต่อไป เกรงว่าภายภาคหน้าจะส่งผลร้ายแรงต่อกิจการของตระกูลเจียงเสียเอง
ทุกคนต่างทราบดีว่าหากเขาหนิงชุยเฟิงล่มสลาย ตระกูลลู่จะกลายเป็เ้าแห่งการปรุงโอสถของเทียนตู เดิมทีพวกเขาขายโอสถที่คุณภาพดีในราคาที่สามารถจับต้องได้ แต่ตอนนี้พวกเขาไม่มีคู่แข่งคนสำคัญอย่างเขาหนิงชุยเฟิงแล้ว ตระกูลลู่จึงเหมือนเสือติดปีก[2] ส่วนแบ่งทางการตลาดของพวกเขามีมากกว่าเขาหนิงชุยเฟิงในยุคแรกเริ่มเสียอีก อาจถึงขั้นเป็ตลาดผูกขาดในเร็ววัน
“เอาละ ถ่ายทอดคำสั่งไปให้ผู้เฒ่าใหญ่ ตลาดเซียนที่เปิดใกล้กับตระกูลลู่ สถานที่ใดที่ยกเลิกกิจการได้ก็ยกเลิกเถิด สถานที่ใดยกเลิกไม่ได้ก็จงอย่าไปหาเื่ทะเลาะกับตระกูลลู่ ยามนี้เหตุการณ์ไม่เหมือนเมื่อครั้งอดีตแล้ว เมื่อไม่มีเขาหนิงชุยเฟิงคอยคานอำนาจ พวกเราก็ไม่สามารถต่อกรกับตระกูลลู่ได้ง่ายๆ อีกต่อไป เช่นนั้นแล้ว จงอย่าไปหาเื่พยัคฆ์ร้ายอย่างตระกูลลู่เพียงเพื่อตระกูลเล็กๆ พรรค์นั้นเลย!”
“ท่านประมุขปราดเปรื่องยิ่งนัก ผู้น้อยจะรีบสั่งการลงไปประเดี๋ยวนี้ขอรับ!” ผู้เฒ่าท่านนี้หลังจากเห็นการปรุงโอสถของนายน้อยตระกูลลู่กับตา ก็รู้สึกว่าทางที่ดีควรจะผูกมิตรกับตระกูลลู่เอาไว้ ทว่าเขาเป็คนฐานะต่ำต้อย คำพูดจึงไม่มีน้ำหนักมากพอ หากเป็นอกตระกูลแล้วก็ยังพอมีหน้ามีตาอยู่บ้าง แต่หากเป็ในตระกูลแล้วเขาแทบไม่มีสิทธิ์มีเสียงใด
ตระกูลใหญ่ที่เหลือก็มีคำสั่งไปยังกิจการต่างๆ ของตนเองว่าหากเกิดความขัดแย้งกับตระกูลลู่ จะต้องประนีประนอมและยอมถอยให้อีกฝ่าย มิใช่เพราะพวกเขาหวาดกลัวต่อตระกูลลู่ แต่เพื่อแสดงการยอมรับว่าอิทธิพลของตระกูลลู่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม ในขณะเดียวกันก็แสดงความเป็มิตรให้อีกฝ่ายเห็น ในภายภาคหน้ายามเจรจาซื้อขายโอสถกับตระกูลลู่จะได้ราบรื่นไร้อุปสรรค
ทันทีที่ตระกูลลู่ทราบความเคลื่อนไหวของเขาหนิงชุยเฟิง ลู่เหว่ยจุนก็หารือร่วมกับผู้เฒ่าภายในตระกูลว่า ในเมื่อเขาหนิงชุยเฟิงถอนตัวออกไปแล้ว พวกเขาก็ไม่จำเป็จะต้องไล่ต้อนกดดันอีกฝ่ายแล้ว กิจการของเขาหนิงชุยเฟิงก็ปล่อยให้ขายได้ในราคาที่ค่อนข้างสูงไปเถิด ถือว่าเป็การถอยให้ของตระกูลลู่ จะได้ไม่ถูกคนตราหน้าว่าตระกูลลู่ปล้นชิงตามไฟ[3]
หลังจากเกิดเื่ในคราวนี้ขึ้น อำนาจของตระกูลลู่จะผงาดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย นักพรตทั้งหมดในเทียนตูต่างรับรู้โดยทั่วกันว่าเขาหนิงชุยเฟิงที่ยืนหยัดอยู่ในเทียนตูมาหลายร้อยปี จนได้รับขนานนามว่าเป็แดนศักดิ์สิทธิ์แห่งโอสถของเทียนตู ถูกตระกูลลู่เล่นงานจนพ่ายแพ้ย่อยยับไปแล้ว ในภายภาคหน้ากิจการโอสถทั้งหมดของเทียนตูจะตกอยู่ในกำมือของตระกูลลู่ ทำให้ตระกูลลู่พุ่งทะยานจากหนึ่งในตระกูลชั้นล่างของเจ็ดตระกูลใหญ่ กลายเป็ตระกูลใหญ่สามอันดับแรก และในภายภาคหน้าอาจกลายเป็ขุมกำลังที่มีอิทธิพลเทียบเคียงกับตำหนักมหาเทพก็เป็ได้
การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้มีสาเหตุมาจากนายน้อยตระกูลลู่ ศิษย์ที่ถูกขับไล่จากเขาหนิงชุยเฟิงในอดีต คุณชายเสเพลอันดับหนึ่งแห่งเทียนตู แน่นอนว่าทุกวันนี้บรรดาผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรทั้งหลายไม่มีใครคิดเช่นนั้นแล้ว ครานี้ผู้ใดบ้างจะไม่พูดถึงนายน้อยตระกูลลู่ด้วยความเลื่อมใส?
ในขณะเดียวกันลู่อวี่ก็กักตัวฝึกบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง แม้การมีพลังยุทธ์ในขั้นฟันฝ่าั้แ่อายุเท่านี้จะถือว่าเป็บุคคลสำคัญในบรรดาคนรุ่นราวคราวเดียวกันแล้ว ทว่าสำหรับลู่อวี่ที่ชาติก่อนเคยก้าวไปถึงขั้นหวนสู่สัจธรรมได้ภายในเวลาสองร้อยปี กลับรู้สึกว่าตนเองฝึกบำเพ็ญได้เชื่องช้าไปสักเล็กน้อย แม้ชีวิตนี้จะไม่คิดก้าวเดินในเส้นทางแห่งการปรุงโอสถ ไม่สามารถใช้สรรพคุณของโอสถมาเร่งระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียรของตัวเองได้อีก แต่ด้วยเหตุนี้เอง เวลาที่ใช้ในการบำเพ็ญเพียรย่อมต้องเพิ่มมากตามไปด้วย มิฉะนั้นกว่าจะเลื่อนขั้นพลังได้แต่ละที บอกไม่ได้เลยว่าจะต้องใช้เวลาบำเพ็ญเพียรนานเพียงใด!
การกักตัวครานี้ นอกจากลู่อวี่จะฝึกฝน ‘เคล็ดวิชาไท่ซั่งฮุ่นหวันเจินฝ่า’ ทุกวันแล้ว ยังจัดระเบียบความรู้ทั้งหมดในชาติก่อนและวางแผนการบำเพ็ญเพียรให้ตัวเองด้วย ก่อนหน้านี้นอกจากเขาจะฝึกฝนเคล็ดวิชาไท่ซั่งฮุ่นหวันเจินฝ่าที่เป็เคล็ดวิชารากฐานของการฝึกฝนแล้ว เคล็ดวิชาอื่นๆ ก็หยิบออกมาใช้ตามความ้าในขณะนั้น ยามที่ฝึกบำเพ็ญเพียรก็ทำตามความพอใจเป็หลัก และเมื่อไร้แบบแผนที่แน่นอน ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงไม่ค่อยดีนัก
อย่าง ‘เก้ากระบี่ไร้เทียมทาน’ แม้จะเป็เคล็ดวิชาที่ทรงอานุภาพยิ่งนัก แต่นั่นก็เป็เคล็ดวิชาของผู้ฝึกกระบี่ และแม้ว่าเคล็ดวิชาไท่ซั่งฮุ่นหวันเจินฝ่าจะมีความจุสูงมาก แต่ก็สำแดงอานุภาพได้มากสุดเพียงเจ็ดถึงแปดส่วนจากแต่เดิม ถึงแม้มันจะดูไม่ต่างกันมากนัก แต่การต่อสู้ระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรด้วยกันก็เป็ศึกที่จะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะการต่อสู้ที่ว่องไวดุจสายฟ้าแลบนั้น ข้อผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียวก็ตัดสินความเป็ตายได้
ถึงแม้ว่าลู่อวี่จะล้มเลิกการฝึกเคล็ดวิชากระบี่นี้ไปแล้ว แต่ก็ใช่ว่าเก้ากระบี่ไร้เทียมทานจะไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง เพราะอย่างไรมันก็เป็ถึงหนึ่งในเคล็ดวิชารากฐานของตระกูลโบราณ และหลายสิ่งหลายอย่างที่บรรจุอยู่ในนั้นก็ควรค่าแก่การศึกษา โดยเฉพาะวิชากระบี่สี่แขนง ‘กระบี่ทะลวงฟ้า’ ‘กระบี่เซียวเหยา’ ‘กระบี่แยกแสง’ และ ‘กระบี่เสียงสายฟ้า’ ความเข้าใจในวิชากระบี่เหล่านี้ยังเป็สิ่งจำเป็สำหรับลู่อวี่ยามต้องใช้กระบี่บิน ด้วยการตัดส่วนที่ไม่จำเป็ทิ้งไป จะช่วยให้เขาใช้งานมันได้อย่างลื่นไหลและทรงพลังมากยิ่งขึ้น
สุดท้ายลู่อวี่ก็ใช้เวลาเกือบหนึ่งปีเพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชากระบี่ทั้งสี่ใหม่ั้แ่ต้นจนเสร็จสมบูรณ์ จนกระทั่งสามารถใช้เคล็ดวิชาเหล่านี้ได้อย่างคล่องแคล่ว แล้วยังสำแดงอานุภาพได้ร้ายกาจกว่าเดิมด้วย
จากนั้นลู่อวี่ก็จัดระเบียบ ‘วิชาทดแทนสิบสอง’ ที่ตนเองเชี่ยวชาญมากที่สุดในชาติก่อน คัดกรองเคล็ดวิชาสิบสองอย่างอันซับซ้อนให้เหลือเพียงแปดอย่าง โดยแบ่งออกเป็ วิชาหยิน วิชาหยาง วิชาสายฟ้า วิชาสุทธิ วิชาพัวพัน วิชาสะท้าน วิชาเบี่ยงเบน และวิชาประสาน
วิชาทั้งแปดนี้นอกจากจะใช้งานเพียงเอกพจน์ได้แล้ว ยังสามารถนำมาผสมผสานรวมกันได้ด้วย ซึ่งสามารถปรับใช้ได้ทั้งการปรุงโอสถและการต่อสู้
ทว่าวิชาทั้งแปดอย่างนี้แม้จะได้ชื่อว่าเป็ ‘วิชา’ ก็หมายความว่าเป็วิธีการประยุกต์ใช้แบบพิเศษแปดชนิด สามารถใช้กับพลังปราณและพลังเวทได้ หรือจะใช้กับทักษะอาวุธก็ย่อมได้ ความวิเศษของมันคือการปรับใช้ได้ดั่งใจ้า ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว
ชาติก่อนเขามีฐานะเป็ถึงปรมาจารย์ปรุงโอสถขั้นหวนสู่สัจธรรม แม้จะไม่ค่อยมีประสบการณ์ด้านต่อสู้ แต่ก็ใช่ว่าจะโง่เขลาเบาปัญญา มิเช่นนั้นเขาจะกลายเป็จอมเทพโอสถที่ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้าได้อย่างไร? ครั้งนี้นอกจากจัดการวิธีประยุกต์ใช้ทางด้านปรุงโอสถแล้ว เขายังขยายไปทางด้านการต่อสู้ด้วย เพียงแต่ประสบการณ์การต่อสู้ของลู่อวี่ในชาตินี้มีเพียงน้อยนิด เทียบไม่ได้เลยกับบรรดานักพรตที่ออกไปเผชิญหน้ากับความเป็ความตายและพยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่บ่อยครั้ง ด้วยเหตุนี้การจะจัดระเบียบ ‘วิชาทดแทนแปด’ ให้สมบูรณ์ได้นั้น ลู่อวี่ยังต้องใช้เวลาอีกยาวนาน
เคล็ดวิชาสี่อย่างที่เกิดจากพรแสวงของลู่อวี่ซึ่งพัฒนาแกร่งกล้าขึ้นตามขอบเขตพลังที่เพิ่มสูงของลู่อวี่ย่อมไม่อาจละทิ้งได้ แม้ว่านอกจาก ‘นิ้วทะลวงฟ้า’ ที่เป็เคล็ดวิชาสายโจมตีแล้ว เคล็ดวิชาที่เหลือล้วนเป็สายสนับสนุนทั้งสิ้น แต่ลู่อวี่เชื่อว่าเคล็ดวิชาทั้งสามนี้จะต้องเป็ประโยชน์อย่างยิ่ง
ยังมีเคล็ดวิชาหลบหนีอีก ก่อนหน้านี้ลู่อวี่ฝึกฝนเคล็ดวิชา ‘แสงหลบหนีลวงตา’ ประเภทหนึ่ง แม้จะเป็เคล็ดวิชาลับที่สืบทอดมาแต่โบราณ ทว่าส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการเร่งเดินทาง ไม่ค่อยมีประโยชน์กับการต่อสู้มากนัก แม้ว่าชาติที่แล้วลู่อวี่รวบรวมเคล็ดวิชาเอาไว้จำนวนไม่น้อย แต่กลับไม่มีเคล็ดวิชาหลบหนีที่ดีมากไปกว่านี้เลย เขาจึงต้องปล่อยไปก่อนชั่วคราว เคล็ดวิชาหลบหนีที่คุณภาพด้อยกว่านี้เขาไม่นึกอยากจะฝึกฝน มิใช่ว่าเขาเื่มาก ทว่ามันเป็การสิ้นเปลืองเวลาโดยใช่เหตุ
กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ ลู่อวี่ก็กักตัวบำเพ็ญเพียรอยู่นานเกือบสองปีกว่า ก่อนหน้านี้พลังยุทธ์บ่มเพาะของลู่อวี่แตะขีดจำกัดของ่ปลายขั้นฟันฝ่าแล้ว แต่ไม่ว่าจะบำเพ็ญเพียรอย่างไร ก็ยังไร้วี่แววความสำเร็จในการทะลวงฝ่าขั้นพลังยุทธ์ ไหนเลยจะคาดคิดว่าหลังจากลู่อวี่จัดระเบียบวิชาความรู้ในชาติก่อนของตนเองเรียบร้อย มองหลายสิ่งหลายอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง กลับทำให้ปราการไร้รูปที่ััจับต้องไม่ได้ ซึ่งขัดขวางการเลื่อนขั้นของเขาก่อนหน้านี้เกิดการคลายตัว
ลู่อวี่ที่ได้มาเพราะทราบว่ามันเป็สัญญาณของการทะลวงฝ่าขั้นพลังยุทธ์ เขาจึงละทิ้งทุกอย่างแล้วเข้าสู่ภาวะการฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างเต็มตัว พยายามทะลวงผ่านขอบเขตไปให้ได้ ในขณะเดียวกันก็หยิบโอสถวิเศษที่ช่วยในการทะลวงฝ่าขั้นพลังยุทธ์ออกมาวางใกล้ๆ มือหนึ่งขวด ซึ่งเขาเตรียมโอสถขวดนี้เอาไว้ล่วงหน้านานมากแล้ว ตัดสินใจกับตัวเองว่าอย่างไรครั้งนี้ก็ต้องฝ่าขั้นพลังยุทธ์ขั้นตงซวนให้ได้
เมื่อใดที่ลู่อวี่ทะลวงฝ่าพลังยุทธ์ขั้นตงซวนได้ เขาจะกลายเป็หนึ่งในนักพรตระดับสูงของเทียนตู นอกจากพลังต่อสู้จะเพิ่มสูงขึ้นมากแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างที่ก่อนหน้ามิอาจทำได้ก็จะสามารถเริ่มดำเนินการได้จริง
เดิมทีด้วยคุณสมบัติของลู่อวี่ การที่เขาสามารถฝึกบำเพ็ญจนมีพลังยุทธ์ใน่ปลายของขั้นฟันฝ่าได้ั้แ่อายุยี่สิบปีก็นับว่าปาฏิหาริย์มากแล้ว แต่ใครใช้ให้ลู่อวี่ในเวลานี้เป็ถึงปรมาจารย์ปรุงโอสถเล่า! โอสถบำรุงร่างกายทุกแขนง โอสถช่วยในการบำเพ็ญเพียรทุกรูปแบบ แล้วยังมีเคล็ดวิชาจำนวนมหาศาลกับประสบการณ์การฝึกฝนจากชาติก่อนอีก ขอเพียงเป็ผู้ที่มีมันสมองสักหน่อย ย่อมฝึกฝนบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับเดียวกับเขาได้อย่างง่ายดาย
คนภายนอกมองเข้ามาจะคิดว่านายน้อยตระกูลลู่เป็อัจฉริยะที่หาตัวจับได้ยาก มีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่รู้ว่าตนเองเพียงใช้ประโยชน์จากการกลับชาติมาเกิดใหม่ ตอนนี้เขากำลังพึ่งบุญเก่าอย่างเต็มรูปแบบ หากบุญเก่าหมดลงเมื่อไร ความเร็วในการบำเพ็ญของเขาก็คงจะลดลงอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
่นี้ตระกูลลู่ก็มิได้เว้นว่าง แม้ลู่อวี่จะกักตัวฝึกบำเพ็ญเพียร แต่ลู่หงิกับลู่เหว่ยเฉินที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้เศษเสี้ยวเล็กๆ จากลู่อวี่โดยตรง ก็เป็นักปรุงโอสถขั้นห้าที่ความสามารถด้านการปรุงโอสถก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แม้จะยังห่างชั้นจากการเป็นักปรุงโอสถขั้นสี่อยู่มากโข แต่กระนั้นพวกเขาสองคนก็สามารถปรุงโอสถขั้นห้าได้มากกว่าสามชนิดขึ้นไป กล่าวได้ว่าต่อให้ทั้งสองคนออกจากเทียนตู ก็ยังเป็นักปรุงโอสถขั้นห้าผู้ทรงคุณค่าอย่างแท้จริง
เมื่อมีนักปรุงโอสถขั้นห้าที่ทรงคุณค่าเช่นนี้อยู่ถึงสองคน ความสามารถของนักพรตตระกูลลู่จึงทะยานสูงไม่หยุดพักตลอด่สองสามปีที่ผ่านมา คนในเมืองเทียนอวิ๋นล้วนเคยชินกันหมดแล้ว บนูเาเทียนฉยงของตระกูลลู่ ในทุกๆ สิบวันถึงครึ่งเดือนจะต้องมีคนทะลวงฝ่าขั้นพลังยุทธ์หนึ่งครั้ง และเมื่อได้อัญเชิญทัณฑ์์มา จากนั้นถึงจะมีข่าวลือออกมาว่าใครในตระกูลลู่ที่สามารถทะลวงฝ่าขั้นพลังยุทธ์ได้ และทะลวงฝ่าถึงขั้นพลังใด
่แรกๆ ยังมีคนทอดถอนใจว่า “ตระกูลลู่ล้วนมีแต่ผู้เก่งกาจมากความสามารถ!” หรือไม่ก็เอ่ยด้วยความอิจฉาว่า “สมแล้วที่เป็ตระกูลที่อยู่มานานนับพันปี!”
แต่พอนานวันไป เมื่อมีคนในตระกูลทะลวงฝ่าขั้นพลังยุทธ์ได้บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะคนในเมืองเทียนอวิ๋นหรือคนที่เคยเดินทางมา ต่างก็รู้สึกเคยชินกันไปหมด เห็นแล้วก็ไม่รู้สึกแปลกใจอะไร มีเพียงคนที่เพิ่งเคยมาเยือนเมืองเทียนอวิ๋นครั้งแรกที่ยังแตกตื่นใกันอยู่
หากจะพูดถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากสุดก็คงไม่พ้นเมืองเทียนอวิ๋น
คราแรกจุดประสงค์ดั้งเดิมที่ตระกูลลู่ย้ายมาตั้งรากฐานที่เมืองเทียนอวิ๋น ก็เพื่อจัดแจงที่ทางทำมาหากินให้สมาชิกตระกูลที่ไร้พร์ด้านการบำเพ็ญเพียร ต่อมาเมืองแห่งนี้กลับสงบสุขปลอดภัยเพราะมีตระกูลลู่คุ้มครอง ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ จึงย้ายเข้ามาตั้งรกรากกันบางส่วน ยิ่งเวลาผ่านไปนาน จำนวนประชากรก็ยิ่งเพิ่มพูน เมืองเทียนอวิ๋นจึงมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็เมืองใหญ่ที่มีพื้นที่นับพันลี้
แต่ถึงจะเป็เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด แต่ในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลาย กลับมองเห็นเมืองแห่งนี้เป็เพียงสถานที่ที่มีชาวบ้านธรรมดาอาศัยอยู่มากก็เท่านั้น สำหรับนักพรตที่เหาะเหินเดินอากาศ และฝึกบำเพ็ญเพียรเพื่อชีวิตยืนยาวอันเป็ะแล้ว สถานที่เช่นนี้จะมีหรือไม่มีก็มิได้สำคัญอะไร หากมิใช่เพราะูเาเทียนฉยงที่อยู่ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเทียนอวิ๋น เป็สถานที่บำเพ็ญเพียรของตระกูลลู่ เมืองเทียนอวิ๋นก็แทบจะไม่อยู่ในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียร
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ไม่ต้องพูดถึงงานชุมนุมโอสถเทียนอวิ๋นที่ตระกูลลู่จัดขึ้นก่อนหน้านี้ ที่สร้างชื่อเสียงให้เมืองเทียนอวิ๋น จนกลายเป็ตลาดซื้อขายโอสถวิเศษที่เลื่องชื่อ แล้วยังมีจัตุรัสอวี้เ้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเทียนตูอยู่ในเมืองแห่งนี้อีก เพราะต่อให้เป็ ‘เมืองเทียนตูเซียน’ ภายใต้ตำหนักมหาเทพที่มีขนาดใหญ่สุดในเทียนตู กิจการค้าขายโอสถยังไม่ยอดเยี่ยมเท่ากับเมืองเทียนอวิ๋นแห่งนี้
ดินแดนทางใต้ ณ ตระกูลเมิ่ง
ประมุขตระกูลเมิ่ง เมิ่งจั่งชุน กำลังนั่งเผชิญหน้ากับผู้เฒ่าใหญ่เมิ่งเสินทงอยู่ภายในศาลาแห่งหนึ่ง
“แปลว่าเขาหนิงชุยเฟิงถอนตัวไปแล้ว? คิดไม่ถึงจริงๆ ครั้งก่อนที่เข้าร่วมงานเลี้ยงยาอายุวัฒนะของเขาหนิงชุยเฟิง เสิ่นตานเจวี๋ยยังมั่นอกมั่นใจอยู่เลยว่าจะกดตระกูลลู่ไว้ใต้ฝ่าเท้าได้ ผ่านไปพริบตาเดียวเขากลับเป็ฝ่ายถูกเล่นงานจนล่มจม” เมิ่งจั่งชุนขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะเอ่ยอย่างท้อแท้ใจ
“มันก็ช่วยไม่ได้ เ้าเด็กตระกูลลู่ผู้นั้นมันร้ายกาจเกินไป หากรู้แต่แรกว่าเขาจะสร้างผลงานยอดเยี่ยมเช่นนี้ ตอนนั้นข้าคงไม่ฉีกหน้าตระกูลลู่ แล้วยังคิดจะสังหารฝ่ายนั้นอีก มาตอนนี้จะพูดอะไรก็สายเกินไปแล้ว ตระกูลลู่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ ได้ยินมาว่าเ้าเฒ่าที่ใกล้ลงโรงของตระกูลลู่ผู้นั้นได้รับยายืดอายุขัย จนตอนนี้ใกล้จะทะลวงฝ่าพลังยุทธ์ขั้นเกิดเทพเ้าแล้ว”
“อืม ในเมื่อตอนนี้ตระกูลลู่กำลังมีอิทธิพลยิ่งใหญ่ ตระกูลเมิ่งของพวกเราก็ควรจะหลบเลี่ยงอันตรายชั่วคราว อย่าได้ปะทะกับตระกูลลู่อีก!”
[1] ถอยให้เก้าสิบลี้ หมายถึงการยอมถอยให้ฝ่ายตรงข้าม ไม่เข้าไปสู้รบตบมือด้วย
[2] คนที่มีพลังอำนาจอยู่แล้ว ได้รับอำนาจมากขึ้นกว่าเดิม
[3] หมายถึงฉวยโอกาสซ้ำเติมคนที่กำลังประสบเคราะห์ร้าย
