เล่มที่ 4 บทที่ 104 ลอบทำร้าย
เมื่อไม่มีแรงกดดันจากแร่จิงซ่าแล้ว หลินเฟยก็รู้สึกเหมือนกับได้ปลดโซ่ตรวนออก ทำให้เขาสามารถเหาะกระบี่ได้เร็วขึ้นถึงสามเท่า จากนั้นจึงบินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ตาเฒ่าบอกไว้ ครึ่งชั่วยามผ่านไป เขาก็มาถึงบึงโคลนแห่งหนึ่ง
ตาเฒ่าบอกไว้ว่าหลังจากผ่านบึงโคลนไปประมาณสองร้อยลี้จะเจอกับหน้าผาสูงชัน ซึ่งบนหน้าผานั้นจะมีน้ำตกที่ไหลเชี่ยว ส่วนดาวตกที่พุ่งลงมาก็ร่วงลงสู่ทะเลสาบใต้ผาน้ำตกแห่งนี้นั่นเอง
“คงใกล้ถึงแล้วล่ะ” ระหว่างที่เหาะกระบี่ หลินเฟยก็พลางสังเกตบึงโคลนรอบๆไปด้วย
ขณะที่กำลังคิดวิธีตามหาดาวตกเมื่อเดินทางไปถึงที่หมายอยู่นั้น อยู่ดีๆเขาก็รู้สึกถึงกระแสลมสายหนึ่งที่พุ่งเข้ามา
“บังอาจนัก!”
หลินเฟยที่เหาะกระบี่อยู่ไม่คิดหลบแม้แต่น้อย แต่กลับโคจรพลังปล่อยปราณกระบี่อิ๋นเหวินออกมา ทันใดนั้นกระแสไอเย็นก็ปกคลุมไปทั่ว ไม่นานก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของเหล่าอสุรกายที่อยู่ด้านหลัง คาดว่าหัวของพวกมันคงถูกแช่เป็น้ำแข็งก่อนจะแตกละเอียดกลายเป็เศษน้ำแข็งชิ้นเล็กชิ้นน้อย ด้วยพลังของปราณกระบี่อิ๋นเหวินนี้เอง...
หลังจากบั่นคออสุรกายไปกว่าสิบตน หลินเฟยจึงเก็บปราณกระบี่เข้าร่างตามเดิม ขณะที่กำลังเคลื่อนตัวจากไปนั้น เขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติขึ้นมาอีกครั้ง...
“มีกับดักอย่างนั้นหรือ...” ถึงแม้หลินเฟยจะไม่ได้หันกลับไปมอง แต่เขาก็มั่นใจได้ว่าจะต้องมีเื่ไม่ชอบมาพากลแฝงอยู่แน่นอน
ในที่สุดก็โผล่ออกมาจนได้
ขณะที่หลบหลีกออกมาจากเขตแดนแสงสีทองนั้น แม้แต่อสุรกายขั้นกุ่ยหวังและปีศาจขั้นเยาหวังเองก็ยังไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ แล้วอสุรกายตนนี้กลับรู้ได้อย่างไร?
ไม่นานนัก...
ขณะที่หลินเฟยกำลังจมอยู่ในภวังค์ ก็ได้มีกระแสลมเย็นจู่โจมมาทางด้านหลังของเขา
“บัดซบ!”
หลินเฟยใจหายวาบ เพราะอสุรกายพวกนี้คิดจะเข้ามาสิงสู่ร่างของเขา หลินเฟยจึงรีบโคจรพลังปล่อยปราณกระบี่ไท่อี๋ออกมา ทันใดนั้นแสงสีทองอันศักดิ์สิทธิ์ก็สว่างวาบขึ้น พริบตาต่อมาก็มีเสียงร้องโหยหวนดังตามมาอีก ก่อนที่เงาดำสายหนึ่งจะร่วงหล่นไปจากร่างของหลินเฟย เมื่อตกลงสู่พื้นก็กลายเป็กระแสลมสายหนึ่งที่กำลังจะสลายหายไปในอากาศ
“คิดจะหนีอย่างนั้นหรือ?”
‘คิดหรือว่าจะหนีข้าพ้น?’
ปราณกระบี่ไท่อี๋หดม้วนและพุ่งไปหาหมอกควันดำที่กำลังจะหนี ไม่นานก็กลายสภาพเป็โซ่ตรวน พันธนาการหมอกดำกลุ่มนั้นเอาไว้อย่างแ่า หลังจากเห็นอีกฝ่ายถูกจับได้แล้ว หลินเฟยก็โคจรพลังปล่อยปราณกระบี่ทงโยวออกมา ภายในพริบตานั้นเอง ปราณกระบี่สีดำสูงนับสิบจ้างก็ปรากฏขึ้น...
ในตอนแรกอสุรกายที่หนีลงบึงโคลนนั้น สามารถอาศัยพลังหยินภายในบึงโคลนทำให้เคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น แต่เมื่อปราณกระบี่สีดำปรากฏขึ้นมา ไอหยินรอบๆก็ถูกดูดกลืนไปจนหมด ทำให้อสุรกายที่กำลังหนีถูกตรึงไว้จนขยับไม่ได้ หลินเฟยเริ่มบงการปราณกระบี่ทงโยวอีกครั้ง เพียงครู่เดียวก็สามารถมัดเอาไว้อย่างแ่าไม่เหลือทางใดที่จะรอดออกไปได้อีก...
“ขอดูหน่อยเถอะ ว่าเป็ตัวอะไรกันแน่” ตอนที่ปราณกระบี่ทงโยวกำลังลอยกลับมา หลินเฟยก็บงการให้อักขระหยินหลีปล่อยดินิถู่ออกมาเพื่อโอบล้อมอสุรกายที่เขาจับมาไว้
อักขระกระบี่หยินหลีที่กลืนกินพลังหยินจากป่าอสูรจนเต็มอิ่ม บัดนี้สามารถเรียกใช้ดินิถู่ได้อีกครั้ง
พลังของมันในตอนนี้ ไม่ใช่แค่ทำให้หลับอย่างเดียวอีกต่อไป...
เมื่ออสุรกายปริศนาัักับดินิถู่เขาก็หลับใหลไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับฝีมือเทียนกุ่ยในตอนนั้น แทบจะเรียกได้ว่าแตกต่างกันสิ้นเชิง และที่สำคัญ เพียงแค่ส่งสัญญาณเล็กน้อยเท่านั้น ดินิถู่สีดำเหล่านี้ก็ค่อยๆสูบไอหยินของอสุรกายที่จับได้เพื่อนำมาหล่อเลี้ยงตัวมันเอง หลินเฟยคิดไว้ว่าไม่เกินสามวันอสุรกายตนนี้จะต้องถูกดินิถู่สูบไอหยินไปจนหมดแน่ๆ
“เดี๋ยวก่อน นั่นอะไร...”
ขณะที่กำลังจะปล่อยให้ดินิถู่เกาะกินไอหยินให้หนำใจนั้น หลินเฟยก็พบว่าสิ่งที่สูบออกมา ไม่ได้มีแค่ไอหยินเท่านั้น แต่ยังมีภาพประหลาดบางอย่างกำลังฉายออกมาอีกด้วย...
ในตอนนี้มีภาพมากมายฉายสลับไปมา ั้แ่ภาพของบัณฑิตยากจนคนหนึ่งที่สอบจอหงวนได้ และในวันที่ประกาศผลสอบ ก็ตรงกับวันมงคลสมรสของเขา ทุกอย่างที่ดูราวกับความฝันนี้ ประดังเข้ามาที่เื่ราวของบัณฑิตคนนี้ในคราวเดียวกัน ทว่าในคืนมงคลของเขานี้เอง ก็ได้มีกลุ่มโจรเข้ามาปล้นชิง คนในจวนถูกฆ่าตายจนหมด สุดท้ายบัณฑิตผู้นี้ก็ตายตาไม่หลับ ไม่ยอมไปผุดไปเกิด กลายเป็ิญญาอาฆาตล่องลอยไปมาอยู่บริเวณรังโจร...
จนสุดท้ายบัณฑิตผู้นี้ก็ชำระแค้นได้สำเร็จ เดิมทีหลังจากกลุ่มโจรตายไป เขาก็ควรจะต้องสลายตัวเองไปเกิดใหม่แล้ว แต่เขากลับบังเอิญพบตำราโบราณเล่มหนึ่งเข้า
ตำราเล่มนี้มีชื่อว่าตำรากัดกร่อนกระดูก เดิมทีพวกโจรได้ตำราเล่มนี้มาโดยบังเอิญ ตอนแรกพวกโจรคิดว่ามันเป็ตำราวิชาทั่วๆไป จึงแย่งกันฝึกฝน แต่ดันพากันถูกธาตุไฟเข้าแทรกจนตายไปหมด หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าฝึกอีก และบัณฑิตผู้นี้เองก็ไม่ได้รู้เื่ที่เกิดขึ้นเช่นกัน ิญญาอาฆาตนี้ ยังคงสภาพอยู่ได้ด้วยแรงแค้น จึงไม่มีทั้งจิติญญาหรือการรับรู้หลงเหลืออยู่ หลังจากที่เขาได้ตำราเล่มนี้มา ก็พยายามฝึกฝนเคล็ดวิชาที่บันทึกไว้
และก็เป็เช่นนี้อยู่หลายร้อยปี...
กระทั่งวันหนึ่งเขาบรรลุจนเบิกปัญญาขึ้นมาได้ ทำให้กลายเป็อสุรกายขั้นกุ่ยจู๋ตนนี้นั่นเอง
แต่บัดนี้มันก็มีเพียงปัญญาเล็กน้อยเท่านั้น ยังคงมีเื่อีกมากมายที่ไม่เข้าใจ แต่ิญญาอาฆาตตนนี้กลับรู้เพียงอย่างเดียวว่าตำราเล่มนี้มีความสำคัญยิ่งกว่าอะไร จึงทำได้แต่ฝึกฝนอย่างเอาเป็เอาตาย...
และภาพต่อมาที่ปรากฏก็คือ่เวลาที่ิญญาตนนี้บำเพ็ญเคล็ดวิชาตามที่บันทึกไว้ สุดท้ายก็โชคดีได้บรรลุเป็อสุรกายขั้นกุ่ยเจี้ยงสำเร็จ
“เอ๊ะ นี่มัน...” สักพักก็ปรากฏเป็ร่างหนึ่งที่เขาคุ้นเคย
หลี่ฉุน...
ภาพที่ปรากฏก็คือตอนที่หลี่ฉุนกับซ่งจื่อเป้ยกำลังลาดตระเวนในหุบเขากระบี่ และหลี่ฉุนก็ดันถูกอสุรกายเข้าสิง...
“เ้าหลี่ฉุนนี่โชคดีไม่เบาเลยแฮะ ขนาดโดนสิงร่าง แต่ก็ยังไม่ตาย...” จากนั้นภาพก็ตัดไปตอนที่ซ่งจื่อเป้ยหยิบยันต์ขับไล่ออกมา เมื่อเห็นดังนั้นหลินเฟยก็อดที่จะถอนหายใจไม่ได้ เพราะคนที่ถูกอสุรกายหรือปีศาจเข้าสิงนั้น ในสิบคนจะมีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่รอดมาได้ ถึงแม้จะรอดมาได้ แต่สติก็คงจะไม่สมประกอบดังเดิม แต่สำหรับหลี่ฉุนกลับไม่เป็เช่นนั้น ถือว่าเป็กรณีหายากเลยทีเดียว
หลังจากนั้นหลินเฟยก็รู้สึกถึงความผิดปกติขึ้นมา...
“แต่ก็ไม่น่าจะมีอะไรนี่นา...”
ทว่าภาพต่อมาที่ปรากฏ กลับเป็หลี่ฉุนที่กำลังติดต่อกับิญญาร้ายตนนี้...
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ
หลี่ฉุนเป็คนเรียกิญญาตนนี้ให้มาหาเอง พอเห็นดังนั้นหลินเฟยก็อดที่จะขมวดคิ้วแน่นขึ้นมาไม่ได้
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
