หลิ่วิเยวี่ยไม่สะทกสะท้าน ก้าวเท้าตรงไปหาเ้าเยี่ยนเหมยท่ามกลางเสียงโห่ร้องลั่นสนั่นของคนในตระกูลเ้าที่กรูเข้ามาหมายทำร้ายและถูกเหวี่ยงลอยออกไป เืสาดกระเซ็น เสียงเส้นเอ็นขาดดังเปรี๊ยะ หลายคนสิ้นลมหายใจคาที่
จางเฟิงหยางตั้งสติได้ ก่อนจะปล่อยเสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว
เขาเป็ยอดฝีมือขั้นสูงสุดของขอบเขตผนึกดารา แต่เขากลับถูกหญิงสาวตบหน้า นี่ถือเป็การดูิ่ศักดิ์ศรีอย่างร้ายแรง
“เ้ากล้าตบข้า ตายเสีย!”
ร่างกายของจางเฟิงหยางปล่อยพลังเย็นะเืออกมาท่ามกลางเสียงคำรามกึกก้อง เสาอากาศเก้าต้นหมุนวนรอบตัวเขาอย่างรวดเร็วดั่งพิษร้าย เขาราวกับงูพิษที่พุ่งเข้าหาหลิ่วิเยวี่ย มือขวาของเขากลายเป็กรงเล็บแหลมคม ตรงดิ่งไปที่ลำคอของนาง
“ข้าจะตัดแขนเ้า!”
เสียงของหลิ่วิเยวี่ยเ็าไร้ความปรานี ด้วยพลังของนาง การจะสังหารจางเฟิงหยางนั้นง่ายดายยิ่งนัก แต่ชายผู้นี้คือศัตรูผู้สังหารบิดาของหนิงเทียน นางจึงไม่อยากลงมือแทน
เพียงโบกมือ อากาศรอบตัวก็สั่นะเื พลังอันหนาวเหน็บปะทุออกมา
จางเฟิงหยางส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างสุดแสนเ็ป แขนทั้งสองข้างของเขาถูกพลังอันน่าสะพรึงกลัวสั่นะเืจนแหลกสลาย สูญเสียแขนทั้งสองไปในพริบตา
“โอ๊ย! โอ๊ย! มือข้า!”
ร่างของจางเฟิงหยางบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป ทั้งใและโกรธแค้น ชายหนุ่มผู้เคยหยิ่งยโสกลับรู้สึกเย็นวาบไปทั่วหัวใจ เพิ่งตระหนักว่าความเก่งกาจของซูิเยวี่ยอยู่เหนือระดับที่เขาจะต้านทานได้
หลิ่วิเยวี่ยไม่สนใจใยดีกับชีวิตของจางเฟิงหยาง เป้าหมายของนางคือเ้าเยี่ยนเหมย หญิงชั่วร้ายที่ใจดำดั่งงูพิษ ผู้เป็ต้นเหตุให้มารดาของนางต้องตาย
เมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดเซียวของจางเฟิงหยาง เ้าเยี่ยนเหมยก็เริ่มหวาดกลัว
“เ้า...เ้าจะทำอะไร? ซูอวิ๋นลูกสาวข้าเป็ถึงยอดฝีมือขอบเขตเปลี่ยนผ่าน ยังเป็ศิษย์ของปรมาจารย์ในสำนัก หากเ้ากล้าแตะต้องข้าแม้เส้นผมเดียว นางจะไม่ปล่อยเ้าไว้แน่!”
หลิ่วิเยวี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันโกรธเกรี้ยว “อภัยหรือ? ั้แ่เด็กจนโตนางยังรังแกข้าไม่สาแก่ใจหรือไร? ตอนนั้นซูอู่หมั้นหมายข้ากับหนิงเทียน ทว่าเพียงนางถือกำเนิด เพียงนางลืมตาดูโลกก็แย่งชิงทุกอย่างไปจากข้า หลังจากนั้นข้าซื้อเสื้อผ้าใหม่ทีไร นางก็จะริบไปเป็ของตนเองทุกที นางรังแกข้าทุกครั้ง ท่านไม่เพียงแต่ไม่ตำหนินาง กลับลงโทษข้าแทน เื่นี้ท่านลืมเลือนไปแล้วหรือไร?”
เ้าเยี่ยนเหมยโกรธจัดจนหน้าแดง “เ้า...เ้าพูดจาเหลวไหล! อย่าเข้ามานะ...อ๊าก!”
หลิ่วิเยวี่ยตวัดมือฟาดอย่างแรง ส่งผลให้ร่างของเ้าเยี่ยนเหมยลอยคว้างกลางอากาศก่อนที่จะร่วงลงบนพื้น ใบหน้าของนางบวมเป่งจนแทบจำไม่ได้
เืสีแดงสดไหลอาบใบหน้าของเ้าเยี่ยนเหมย ดวงตาของนางฉายแววเดือดดาล ราวกับปีศาจร้ายที่พร้อมจะขย้ำทุกสิ่ง
“เ้าเด็กเหลือขอ ข้าจะเอาชีวิตเ้า!”
เ้าเยี่ยนเหมยเปิดถุงมิติหยิบยันต์ออกมาหนึ่งแผ่น เขียนชื่อซูอวิ๋นด้วยโลหิตก่อนจะจุดไฟเผา
นี่เป็ยันต์สื่อสาร เพียงจุดไฟซูอวิ๋นก็จะรู้ว่ามารดาตกอยู่ในอันตราย และรีบมาช่วย
หลิ่วิเยวี่ยยืนมองอย่างเงียบงัน ใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
นางอยากตบตีเ้าเยี่ยนเหมยเหลือเกิน แต่สุดท้ายก็อดใจไว้
เพื่อล้างแค้นให้มารดา นางมีเหตุผลเพียงพอ แต่เ้าเยี่ยนเหมยมิได้ฆ่าเพียงมารดาของนาง แต่นางยังฆ่าบิดาของหนิงเทียนด้วย
แค้นนี้ใครจะเป็ผู้ทวงคืน เป็สิ่งที่หลิ่วิเยวี่ยกำลังใคร่ครวญอยู่ในขณะนี้
หากนางสังหารเ้าเยี่ยนเหมย ในภายหลังหนิงเทียนจะโกรธเคืองนางหรือไม่? ความขัดแย้งระหว่างพวกเขาจะยิ่งทวีคูณหรือไม่?
ใจของหลิ่วิเยวี่ยเ็ปเหลือเกิน นางไม่้าให้บุคคลที่นางรักที่สุดกลายเป็ศัตรูคู่อาฆาตกับนางตลอดไป
ยันต์กระดาษในมือของเ้าเยี่ยนเหมยเผาไหม้จนหมดสิ้น เสียงลมร้ายคำรามก้องไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน
จางเฟิงหยางััได้ถึงบางสิ่ง เขารีบรุดไปข้างกายเ้าเยี่ยนเหมย จ้องมองหลิ่วิเยวี่ยด้วยสายตาโหดร้าย ชายหนุ่มเอ่ยคำพูดอันเต็มไปด้วยความเกลียดชังว่า “เมื่อศิษย์น้องซูอวิ๋นมาถึง เ้าจะต้องตายอย่างทรมาน!”
“ซูอวิ๋น? ข้ารอเ้าอยู่”
หลิ่วิเยวี่ยย่างเท้าเข้ามา ตวัดมือฟาดลงบนใบหน้าของชายสองคนเสียงดังฉาด ใบหน้าของพวกเขาบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป ร่างกายล้มกลิ้งไปมาบนพื้นดินอย่างน่าสมเพช
คนในหมู่บ้านตระกูลเ้าต่างตกตะลึงและโกรธแค้น เมื่อเห็นภาพนี้ หลายคนก็หวาดกลัว รีบหนีตายไปคนละทิศละทาง
หลิ่วิเยวี่ยไม่ได้ฆ่าคนบริสุทธิ์โดยไร้เหตุผล นางมุ่งเป้าไปที่ตัวการสำคัญเท่านั้น
ทันใดนั้น บนท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านตระกูลเ้า ลายอักษรเรืองแสงปรากฏขึ้น พลังงานของเขตแดนกระจายออกไป ดึงดูดความสนใจของหลิ่วิเยวี่ย จางเฟิงหยาง และเ้าเยี่ยนเหมย
เพียงชั่วพริบตาร่างของสตรีงามก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า นางคือซูอวิ๋น ในที่สุดอดีตคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลซูก็ได้พบกับคุณหนูรองผู้เป็น้องสาวอีกครั้ง
“อวิ๋นเอ๋อร์... ฮือๆ เ้ามาเสียที แม่เกือบถูกนางคางคกนี่ตีตายแล้ว เ้าต้องล้างแค้นให้แม่นะ!”
เ้าเยี่ยนเหมยร่ำไห้คร่ำครวญ ราวกับถูกข่มเหงอย่างสุดแสนสาหัส
ซูอวิ๋นกวาดสายตามองอย่างเ็า เมื่อสบตากับซูิเยวี่ย นางก็พลันตะลึงงัน
“เป็เ้า!”
“ข้าเอง”
สายตาเยียบเย็นของหลิ่วิเยวี่ยจ้องมองนาง ดวงตาของทั้งสองประสานกันกลางอากาศ
หลังจากห่างกันไปเกือบปี ทั้งสองกลับมาพบกันอีกครั้ง ทว่าสถานะกลับกลายเป็ศัตรูต่อกัน
“เ้าเป็คนทำร้ายมารดาของข้าหรือ?”
ซูอวิ๋นรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ตอนที่ซูิเยวี่ยหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย นอกจากซูอู่แล้ว นางและมารดาก็แทบไม่สนใจชีวิตและความตายของอีกฝ่ายเลย
แต่ตอนนี้เพียงไม่ถึงปีซูิเยวี่ยกลับกลายเป็ผู้บำเพ็ญ จะไม่ให้ซูอวิ๋นใได้อย่างไร?
“สิบหกปีก่อนแม่ของข้าถูกสังหาร และนางคือผู้บงการอยู่เื้ั”
ซูอวิ๋นเอ่ยเสียงเย็น “เ้าพูดจาเหลวไหล มีหลักฐานอะไรมายืนยันหรือไม่?”
“เ้าจวิ้นเต๋อคือหนึ่งในสองผู้ร้ายจากเหตุการณ์เมื่อปีนั้น และข้าได้สังหารเขาแล้ว”
ซูอวิ๋นโกรธจัด ก่อนจะตวาดลั่น “ซูิเยวี่ย เ้าทำร้ายมารดาข้า ทั้งยังสังหารลุงรองของข้า เ้าเบื่อชีวิตแล้วหรืออย่างไร?”
ใบหน้าของหลิ่วิเยวี่ยแดงก่ำด้วยความโกรธ
“เ้ายังคงเอาแต่ใจเหมือนเดิม คิดว่าโลกทั้งใบต้องหมุนรอบตัวเ้า คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็ของเ้า ถามหน่อยว่าเ้ามีสิทธิ์อะไร!”
ซูอวิ๋นเอ่ยอย่างหยิ่งยโส “ข้าเหนือกว่าเ้าทุกประการ ข้าปลุกร่างเหมันต์ซานหยินได้ ได้เข้าสังกัดกับสำนักหานเทียน และเป็ถึงศิษย์สายตรง อีกทั้งยังมีรูปโฉมงดงามดั่งบุปผา ปัญญาเฉียบแหลม เ้าสู้ข้าไม่ได้สักด้าน!”
เ้าเยี่ยนเหมยพูดเสียงดัง “อวิ๋นเอ๋อร์พูดถูก เ้าลูกผสมต่ำต้อยนี่เทียบเ้าไม่ได้แม้แต่เศษโคลน!”
จางเฟิงหยางเอ่ยอวย “ศิษย์น้องซูงามดั่งเทพธิดา เป็หญิงงามอันดับหนึ่งของสำนักเรา ใช้เวลาไม่ถึงปีก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเปลี่ยนผ่าน หาผู้ใดในดินแดนหยวนซิงเปรียบได้ยาก ซูิเยวี่ย เ้านั้นเทียบไม่ติดเลย แม้แต่จะเทียบรองเท้าเ้าก็ยังไม่คู่ควร!”
“เก่งกล้าสามารถ? ยามถูกหนิงเทียนเล่นงานจนหัวซุกหัวซุน หนีตายอย่างน่าอับอาย ความเก่งกาจของเ้าหายไปไหนหมด?”
หลิ่วิเยวี่ยหัวเราะเยาะ สายตาของนางทำเอาซูอวิ๋นโกรธแค้น
หนิงเทียนเปรียบดั่งหนามแหลมทิ่มแทงใจซูอวิ๋น และเป็ฝันร้ายที่ไม่อาจลืมเลือน
หลิ่วิเยวี่ยเอ่ยถึงหนิงเทียนเพียงประโยคเดียว ไฟโทสะในใจซูอวิ๋นจึงโหมกระหน่ำ
“หุบปากเดี๋ยวนี้!”
“โกรธจนหน้าแดงแล้วหรือ? ความเย่อหยิ่งของเ้าหายไปไหน? ความโอหังของเ้าหายไปไหน? ถูกหนิงเทียนตบจนสิ้นคราบแล้วหรือไร? ไม่ใช่เ้าดูถูกหนิงเทียนอยู่เสมอหรือ? ไม่ใช่เ้าคิดว่าตัวเองเก่งกว่าเขาอยู่เสมอหรือ? เหตุใดจึงพ่ายแพ้ต่อหนิงเทียนอยู่ทุกครั้งเล่า?”
“เ้าอยากตาย!”
ซูอวิ๋นปรากฏขึ้นในพริบตา มือของนางยกขึ้นฟาดไปบนใบหน้าของหลิ่วิเยวี่ยอย่างฉับพลัน
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ปริแยกมิติออกจากกันด้วยความเร็วอันน่าตกตะลึงของซูอวิ๋น
เ้าเยี่ยนเหมยกำหมัดแน่น ส่งเสียงร้องะโว่า “ตีมันให้ตาย! ตีนางหญิงเลวผู้นี้ให้สิ้นซาก!”
จางเฟิงหยางส่งเสียงโห่ร้อง “ศิษย์น้องซู เ้าจงเร่งพลังเข้าปะทะบดขยี้ศัตรูให้สิ้นคราบจนต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิต!”
แววตาของหลิ่วิเยวี่ยเ็าลง พลังปราณในร่างพลุ่งพล่านพร้อมสวนกลับทันที ทว่าสัญชาตญาณนักสู้กลับบอกให้นางถอยหลังหลบหลีก
ฝ่ามือของซูอวิ๋นทรงพลังทว่ากลับพลาดเป้า หัวใจของนางเต้นรัวด้วยความไม่สบายใจ ร่างกายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ท่ามกลางสายน้ำแข็งที่หนาวเหน็บราวกับเสาหินที่ตั้งตระหง่าน
หลิ่วิเยวี่ยไม่ได้ฉวยโอกาสเข้าโจมตี แต่กลับจ้องมองซูอวิ๋นด้วยสายตาที่แหลมคมดั่งคมกระบี่ที่เฉียบคม น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเกลียดชัง “เ้าพูดว่าเ้าเก่งกว่าข้า นั่นเป็เพราะข้าให้โอกาสเ้าต่างหาก”
เ้าเยี่ยนเหมยตวาดเสียงด่า “เ้าพูดจาเหลวไหล! เ้ามีจุดไหนที่เทียบได้กับอวิ๋นเอ๋อร์ของข้า?”
“นั่นสิ เ้าเอาอะไรมาเทียบกับศิษย์น้องซูได้?”
แม้จางเฟิงหยางจะไม่สามารถเอาชนะหลิ่วิเยวี่ยได้ แต่เขาเชื่อว่าซูอวิ๋นนั้นเก่งที่สุด
“อยากรู้เช่นนั้นหรือ? ข้าบอกเ้าก็ได้!”
หลิ่วิเยวี่ยมองซูอวิ๋น ดวงตาเต็มไปด้วยความเยาะหยันและดูถูก
“ประการแรก ข้ามาจากตำหนักดาวเหนือและเป็ศิษย์ซิงซิว สำนักหานเทียนเทียบได้หรือ?”
ซูอวิ๋นได้ยินเช่นนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไป ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความแค้นเคือง “เ้าคือซิงซิวหรือ?”
บนดินแดนหยวนซิง ซิงซิวนั้นหยิ่งยโส ขณะที่หยวนซิวนั้นโอหัง เพียงพิจารณาจากสถานะแล้ว ซิงซิวมักจะดูถูกหยวนซิวอยู่เสมอ
เหนืออื่นใด ตำหนักดาวเหนือยังเป็หนึ่งในสามแดนศักดิ์สิทธิ์ของซิงซิวและอยู่ในสำนักชั้นหนึ่ง ขณะที่สำนักหานเทียนเป็เพียงสำนักหยวนซิวชั้นสอง ความแตกต่างนั้นช่างเห็นได้ชัด
จางเฟิงหยางตกตะลึง เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าหลิ่วิเยวี่ยจะเป็ผู้บำเพ็ญซิงซิวแห่งตำหนักดาวเหนือ
เ้าเยี่ยนเหมยด่าทอ “ผู้บำเพ็ญซิงซิวแล้วอย่างไร? เ้าหน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้ เ้าจะเทียบกับอวิ๋นเอ๋อร์ได้อย่างไร?”
“ข้าอัปลักษณ์? ฮ่าๆ”
หลิ่วิเยวี่ยหัวเราะเสียงดัง แววตาของนางเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
“แล้วมิใช่หรือ?”
ใจของเ้าเยี่ยนเหมยร้อนรน นางไม่ยอมให้เ้าเด็กหน้าเหม็นผู้นี้มีอันจะเหนือกว่าลูกสาวของนางเป็อันขาด!
“นับั้แ่ข้าอายุแปดขวบ ซูอู่ก็บังคับให้ข้าแต่งตัวอัปลักษณ์ เ้าคิดจริงหรือว่าซูอวิ๋นมีรูปโฉมดั่งเทพธิดา?”
ประโยคนี้เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและแค้นฝังใจของหลิ่วิเยวี่ย นางระบายความอัดอั้นตันใจที่เก็บไว้มานานออกมาจนหมดสิ้น
นางลบเลือนเครื่องประทินโฉมบนใบหน้า เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง ใบหน้างามดั่งหยกราวกับแกะสลักจากสรวง์ เพียงชั่วพริบตา บรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์และสง่างามของนางก็กลบกลืนความงามของซูอวิ๋นจนมลายสิ้นไป
จางเฟิงหยางตกตะลึงงัน ซูอวิ๋นทั้งโกรธทั้งแค้น นางไม่คาดคิดมาก่อนว่าความงามของหลิ่วิเยวี่ยจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกอับอาย แสงรัศมีจากนางนั้นเจิดจ้าจนซูอวิ๋นไม่กล้าเงยหน้ามอง
แววตาของเ้าเยี่ยนเหมยฉายแววริษยาและคลุ้มคลั่ง นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแค้นเคืองว่า “ช่างเหมือนนางปีศาจจิ้งจอกนั่นเสียจริง! อวิ๋นเอ๋อร์ เ้าไปฉีกหน้ามันเสีย!”
ซูอวิ๋นรับคำด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “ท่านแม่โปรดวางใจ ข้าจะไม่ให้มันได้ใจนานหรอก”
ความริษยานั้นถ่ายทอดทางสายเื เ้าเยี่ยนเหมยมีใจคอคับแคบ ซูอวิ๋นก็เช่นกัน
พี่สาวที่นางเคยดูถูกั้แ่เด็ก ผู้นี้ถูกตราหน้าว่ามีรูปโฉมดั่งปีศาจ กลับกลายเป็หญิงงามไร้เทียมทานดั่งเทพธิดา ซูอวิ๋นจะทนรับความจริงข้อนี้ได้อย่างไร!
“เ้ายังอยากเปรียบเทียบอะไรกับข้าอีกหรือไม่?”
ทั้งฐานะ หน้าตา และความงามล้วนเป็รองหลิ่วิเยวี่ย สิ่งนี้ทำให้ซูอวิ๋นโกรธแค้นจนแทบคลั่ง
จางเฟิงหยางเอ่ยขึ้นว่า “ศิษย์น้องซูเป็ศิษย์ปรมาจารย์ ระดับการฝึกฝนย่อมอยู่เหนือเ้า”
“แค่ขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นสอง มีอะไรให้โอ้อวดนัก?”
หลิ่วิเยวี่ยสามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงขอบเขตและและพลังปราณของซูอวิ๋นได้อย่างรวดเร็ว
เ้าเยี่ยนเหมยเอ่ยเสียงเย็นว่า “เพียงขั้นแรกก็กดเ้าจนเงยหน้ามองไม่ขึ้นได้แล้ว นับประสาอะไรกับข้าในขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นสอง”
“อย่าทะนงตนจนเกินไป ข้าก็อยู่ในขอบเขตเปลี่ยนผ่านเช่นกัน แต่ข้าเป็ดาวคู่ประสานธาตุ เพียงมือเดียวก็ปราบเ้าให้คุกเข่าก้มหัวได้!”
สายลมปราณของหลิ่วิเยวี่ยอันทรงพลังแผ่ขยาย บิดเบือนอากาศจนสั่นไหว หมู่บ้านตระกูลเ้าทั้งหมดถูกกลบเป็ผืนดินในพริบตา ลมกระโชกแรงพัดพาหิมะ สร้างความหวาดหวั่นให้กับผู้คนด้วยพลังอำนาจที่แผ่ออกมา
“ดาวคู่ประสานธาตุ? เ้าคือผู้ฝ่าด่านจากตำหนักดาวเหนือเมื่อเร็วๆ นี้!”
สีหน้าของซูอวิ๋นซีดขาวลงอย่างเห็นได้ชัด เหตุการณ์การฝ่าด่านทัณฑ์์ของหลิ่วิเยวี่ยสร้างความฮือฮาไปทั่วโลก ดึงดูดความสนใจจากเหล่าปรมาจารย์ผู้ทรงอำนาจมากมาย
“ใช่ ข้าเอง ความโอหังและความเก่งกล้าของเ้าในสายตาข้าล้วนไร้ค่า!”
หลิ่วิเยวี่ยทะยานขึ้นสู่ฟ้าราวกับสายฟ้าฟาด พลังปราณพวยพุ่งดั่งสายน้ำเชี่ยวสร้างปรากฏการณ์ประหลาด เก้าดาวล้อมสุริยาปรากฏ กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมา ทำให้เ้าเยี่ยนเหมยทรุดลงนั่งกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ขณะที่จางเฟิงหยางก็ตกตะลึง รีบหนีไปด้วยความหวาดกลัว
ซูอวิ๋นเบิกตากว้างด้วยความโกรธ ะโว่า “เ้าคิดว่าเ้าเป็หนิงเทียนหรืออย่างไร? เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นแรกยังกล้ามาท้าทายข้า!”
“ท้าทาย? เ้าคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่นักหรือไร?”
หลิ่วิเยวี่ยตบฝ่ามือออกไป เก้าดาวล้อมสุริยาวนรอบตัว หนึ่งในดวงดาวนั้นสว่างไสวเป็พิเศษ เชื่อมต่อกับหอคอยพลังภายในร่างกาย แล้วปล่อยคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัว
พลังปราณของหลิ่วิเยวี่ยดั่งสายฟ้าฟาด รวดเร็วและรุนแรง ทำลายล้างทุกสิ่ง ทำให้ซูอวิ๋นไม่มีเวลาหลบหนี
“หยุดบ้าได้แล้ว!”
เสียงะโก้องกังวานของซูอวิ๋นดังกึกก้อง หมัดของนางพุ่งออก พลังน้ำแข็งอันเยือกเย็นแผ่ปกคลุมทั่วร่างกาย มุ่งหมายจะหยุดยั้งกาลเวลา
หมัดของทั้งสองฝ่ายปะทะกัน หลิ่วิเยวี่ยยืนนิ่งเฉยอย่างไม่สะทกสะท้าน แต่ซูอวิ๋นกลับถอยหลังอย่างรุนแรง แขนขวาของนางแหลกละเอียด เสียงร้องโหยหวนด้วยความโกรธแค้นดังก้องไปทั่ว!
