“ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ แต่เป็อ๋องรุ่ย” เสี่ยวหลี่เสียงสั่น “ท่านอ๋องรุ่ย หลงเว่ย แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเสด็จมาที่นี่พ่ะย่ะค่ะ ทหารหน้าตำหนักขาอ่อนลงไปกองกับพื้นหมดแล้ว”
ซูซินชะงักแก้วช็อกโกแลต “อ๋องรุ่ยน้องชายฮ่องเต้ ผู้กุมอำนาจทหาร หรือที่เขาเรียกกันว่า 'ั์น้ำแข็ง' แห่งราชสำนัก”
“มาเร็วกว่าที่คิดแฮะ” ซูซินพึมพำ นางนึกถึงสายลับเมื่อคืน “แสดงว่าสนใจสินค้าของเราจริงๆ สินะ”
“จัดสถานที่” ซูซินสั่งการเสียงเรียบ “ชุนหลัน เก็บตุ๊กตาหมีกับของกุ๊กกิ๊กออกไปให้หมด เอาเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่มาตั้ง ปรับโหมดห้องรับแขกให้ดูขรึมและเป็ทางการที่สุด”
เพียงชั่วอึดใจ ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะอ่อนสีดำขลิบทองก็ก้าวเข้ามาในตำหนัก บรรยากาศในห้องเย็นวาบลงทันที ไม่ใช่เพราะพัดลมไอเย็น แต่เพราะรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากบุรุษผู้นี้
อ๋องรุ่ยหลงเว่ย มีใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลัก แต่แววตาเ็าดุจน้ำแข็งขั้วโลก เขากวาดตามองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดสายตาที่เด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน
“ถวายพระพรท่านอาเพคะ” ซูซินลุกขึ้นย่อกายถวายความเคารพอย่างงดงาม (ซ้อมมาดี)
อ๋องรุ่ยไม่ยิ้มตอบ เขาเดินมาหยุดที่หน้าโต๊ะ แล้ววางสิ่งของสิ่งหนึ่งลงดังปึก
มันคือขวดแก้วบรรจุน้ำสีดำ 'โคล่า' ที่พร่องไปเพียงนิดเดียว
“เ้าสิ่งนี้” อ๋องรุ่ยตรัสเสียงทุ้มต่ำ “ข้าลองจิบดูแล้วรสชาติมันเหมือนยาพิษที่หวานเลี่ยน แถมยังกัดลิ้นข้าจนชา นี่คือวิธีต้อนรับญาติผู้ใหญ่ของเ้ารึ ซูซิน”
ซูซินมองขวดโคล่าแล้วลอบกลืนน้ำลาย
“เวรกรรม ลืมไปว่าคนยุคนี้ไม่เก็ทความ 'ซ่า' ของคาร์บอเนต”
“หามิได้เพคะ ท่านอา” ซูซินยิ้มสู้ “อาการซ่าที่ลิ้นนั้นคือ 'ิญญาแห่งความรื่นรมย์' ที่กำลังเต้นระบำต่างหากเพคะ หากท่านอาดื่มอึกใหญ่ๆ แล้วปล่อยลมออกมาจากท้อง ท่านจะรู้สึกสบายตัวอย่างยิ่ง”
อ๋องรุ่ยหรี่ตามองนาง “ข้าไม่ได้มาเพื่อคุยเื่น้ำดำนี่ ข้ามาเื่อาวุธ”
เขาโน้มตัวลงมา ค้ำมือกับโต๊ะ จ้องตาซูซินเขม็ง
“สายลับของข้ารายงานว่าเ้ามีเนตรอัคคีที่ยิงแสงได้ และะเิแสงที่ทำให้ตาบอด บอกข้ามาตามตรงซูซิน เ้าไปเอาของอันตรายพวกนี้มาจากไหน”
บรรยากาศตึงเครียดจนชุนหลันแทบจะเป็ลม แต่ซูซินกลับรู้สึกตื่นเต้น
“นี่ไม่ใช่การสอบสวน นี่คือการสอบถามราคาของลูกค้ากลุ่มกองทัพ”
“ท่านอาเพคะ” ซูซินประสานมือไว้บนโต๊ะ แววตาเปลี่ยนจากเด็กน้อยเป็นักเจรจา
“ของเล่นพวกนั้นเป็แค่ของเด็กเล่น เอาไว้ไล่ขโมยกระจอกสำหรับแม่ทัพผู้เกรียงไกรอย่างท่านอา ท่านปู่เซียนมีของที่ 'เหมาะสม' กว่านั้นเยอะเพคะ”
“ของเด็กเล่น?” อ๋องรุ่ยเลิกคิ้ว “แสงที่ทำให้ยอดฝีมือของข้าตาบอดไปครึ่งค่อนคืน เ้าเรียกว่าของเด็กเล่นรึ งั้นอะไรคือของจริง”
ซูซินแสยะยิ้ม “ระบบขอเข้าหมวดอุปกรณ์เดินป่าและยุทธวิธี”
นางเลือกสินค้าที่คลาสสิกที่สุด แต่ทรงพลังที่สุดในยุคาโบราณ ไม่ใช่ปืน ไม่ใช่ะเิ (เดี๋ยวประวัติศาสตร์เปลี่ยนเร็วไป) แต่คือข้อมูลข่าวสาร
[แลกซื้อ กล้องส่องทางไกลตาเดียว กำลังขยาย 12x50 เกรดกันน้ำ กันกระแทก - ราคา 80 แต้ม]
แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นในมือซูซิน ปรากฏเป็กระบอกสีดำด้าน หุ้มยางกันลื่น ดูทันสมัยและดุดัน
“นี่คือสิ่งใด” อ๋องรุ่ยถาม สายตาจับจ้องวัตถุประหลาดนั้น
“เชิญท่านอาลองทอดพระเนตรเพคะ” ซูซินยื่นกล้องส่องทางไกลให้
“นี่คือ 'เนตรพันลี้' มันจะทำให้ท่านเห็นศัตรู ก่อนที่ศัตรูจะเห็นท่าน”
อ๋องรุ่ยรับไปอย่างระแวง น้ำหนักของมันกระชับมือ
“ใช้ยังไง”
“ยกขึ้นส่องที่ตาข้างหนึ่ง แล้วหมุนวงแหวนตรงนี้เพื่อปรับระยะชัดเพคะ ลองส่องไปที่หอคอยประตูวังฝั่งนู้นดูสิเพคะ” ซูซินชี้ไปที่กำแพงวังที่อยู่ห่างออกไปเกือบสองกิโลเมตร
อ๋องรุ่ยเดินไปที่หน้าต่าง ยกกระบอกสีดำขึ้นส่อง วินาทีแรกเขาเห็นแต่ความพร่ามัว
“ข้าไม่เห็นอะไรเลย นอกจากสีมัวๆ”
“หมุนวงแหวนเพคะ หมุนช้าๆ” ซูซินกำกับ
อ๋องรุ่ยหมุนวงแหวนโฟกัสทันใดนั้น ภาพที่เบลอก็ชัดเจนขึ้นชัดขึ้นจนคมกริบ
เขาเห็นทหารยามบนป้อมประตูวัง ไม่ใช่แค่เห็นตัว แต่เห็น 'สีหน้า' ของทหารยามคนนั้น เห็นว่าทหารยามกำลังแอบแคะขี้มูก
อ๋องรุ่ยลดกล้องลงทันทีด้วยความใ แล้วมองไปที่ป้อมด้วยตาเปล่า ด้วยตาเปล่าเขาเห็นเป็เพียงจุดเล็กๆ เท่านั้น แต่เมื่อยกกล้องขึ้นส่องใหม่เขาเห็นทหารคนเดิมกำลังดีดขี้มูกทิ้ง
“เป็ไปไม่ได้” แม่ทัพใหญ่พึมพำ มือที่ถือกล้องสั่นเล็กน้อย
“ระยะไกลปานนี้ข้าเห็นแม้กระทั่งขนจมูกมัน”
นี่มันยิ่งกว่าเวทมนตร์ ในสนามรบหากเขาสามารถมองเห็นการจัดทัพของข้าศึกได้ชัดเจนขนาดนี้ โดยที่ข้าศึกยังมองไม่เห็นเขา ชัยชนะย่อมอยู่ในกำมือ
อ๋องรุ่ยหันขวับมาหาซูซิน แววตาที่เคยเ็าบัดนี้ลุกโชนด้วยไฟแห่งความปรารถนา
“ซูซินสิ่งนี้เ้ามีกี่อัน”
“ของวิเศษย่อมมีจำกัดเพคะ” ซูซินเล่นตัวตามหลัก “ท่านปู่เซียนบอกว่าการมอบ 'ความได้เปรียบ' ให้ใครคนใดคนหนึ่งมากเกินไป อาจเสียสมดุล์”
“10 หีบ” อ๋องรุ่ยโพล่งขึ้นมา “ทองคำ 10 หีบ แลกกับเนตรพันลี้นี่หนึ่งอัน”
ซูซินตาลุกวาว แต่ต้องเก็บอาการ “ท่านอาเื่เงินทองไม่ใช่ประเด็นสำคัญ (แต่ก็สำคัญนะ) ประเด็นคือหากท่านอาได้เนตรพันลี้นี้ไป ท่านอาต้องสัญญาอย่างหนึ่งกับหลาน”
“สัญญาอะไรว่ามา จะให้ข้าไปเด็ดหัวแม่ทัพแคว้นไหน ข้าทำให้ได้เดี๋ยวนี้” อ๋องรุ่ยกำกล้องแน่น ไม่ยอมปล่อย
“ไม่ต้องโหดร้ายขนาดนั้นเพคะ” ซูซินยิ้มหวาน “หลานแค่้า 'ตราคุ้มครอง'”
นางเดินเข้าไปใกล้ท่านอาผู้ทรงอำนาจ
“หลานทำธุรกิจเล็กๆ ในวัง ย่อมมีคนอิจฉา มีคนอยากกลั่นแกล้ง (เช่นลูกเมียท่านอาบางคน) หลาน้าหลักประกันว่าไม่ว่าใครหน้าไหน ก็ห้ามมารังแก 'เดอะซีนิธ' ของหลานท่านอาพอจะช่วยหลานได้ไหมเพคะ”
นี่คือการซื้อผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดิน
อ๋องรุ่ยหัวเราะในลำคอ “หึๆ เด็กคนนี้ร้ายกาจยิ่งกว่าเสนาธิการทหารของข้าเสียอีก”
เขาปลด 'ป้ายหยกพยัคฆ์คำราม' ที่ห้อยอยู่ที่เอวป้ายแสดงอำนาจสั่งการทหารสูงสุดโยนลงบนโต๊ะ
“เอาไป” อ๋องรุ่ยตรัส “ใครกล้าแตะต้องร้านค้าของเ้า หรือแม้แต่ขวางทางเดินเ้าให้เอาป้ายนี้ฟาดหน้ามัน แล้วบอกว่าข้าอ๋องรุ่ยอนุญาต”
[ติ๊ง ภารกิจลับ หาผู้สนับสนุนทางทหารสำเร็จ]
[รางวัล 500 แต้ม]
[ปลดล็อกสินค้า อุปกรณ์เดินป่าและยุทธวิธี]
ซูซินหยิบป้ายหยกขึ้นมาประคองด้วยสองมือ
“ขอบพระทัยเพคะท่านอา อ้อ…ส่วนเื่กล้องนั้นแถมผ้าเช็ดเลนส์ไมโครไฟเบอร์ให้ด้วยนะเพคะ บริการหลังการขาย”
อ๋องรุ่ยยิ้มมุมปาก เป็รอยยิ้มแรกที่ซูซินได้เห็น “ดี วันหลังข้าจะมาใหม่ เตรียมของเล่นสำหรับกองทัพไว้ให้ข้าอีก ข้าชักจะถูกใจท่านปู่เซียนของเ้าเสียแล้ว”
แม่ทัพใหญ่เดินออกจากตำหนักไป พร้อมกับกล้องส่องทางไกลที่ห้อยคอ (ดูขัดกับชุดเกราะโบราณอย่างยิ่ง แต่เท่ะเิ) ทหารหน้าตำหนักมองเ้านายตัวเองด้วยความงุนงง
ซูซินมองส่งท่านอา แล้วหันมามองป้ายหยกในมือ
“เรียบร้อย ฮ่องเต้หนุนหลังเื่เงิน อ๋องรุ่ยหนุนหลังเื่อำนาจ”
นางะโขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ ชูมือขึ้นฟ้า
“ทีนี้ใครจะกล้าหือกับซีอีโอซูซินแห่งเดอะซีนิธอีก”
แต่ทว่าความวุ่นวายยังไม่จบสิ้น เมื่อชุนหลันเดินเข้ามาพร้อมจดหมายซองสีทอง
“องค์หญิงเพคะมีเทียบเชิญจากสำนักราชบัณฑิตเพคะ พวกเขาบอกว่า อยากเชิญองค์หญิงไปประลองปัญญาในงานชุมนุมนักปราชญ์ประจำปี”
ซูซินเลิกคิ้ว “ประลองปัญญา? กับเด็กแปดขวบเนี่ยนะ?”
“ดูเหมือนว่าปากกาไฮไลต์ขององค์หญิง จะไปกระตุกหนวดพวกบัณฑิตเข้าแล้วเพคะ”
ซูซินแสยะยิ้ม “ประลองปัญญางั้นรึได้เดี๋ยวแม่จะเอา 'แท็บเล็ต' ไปฟาดหน้าให้หงายเงิบกันทั้งสำนักเลยคอยดู”
……….
ณ ลานหินหน้าสำนักราชบัณฑิต ซึ่งเป็ศูนย์รวมเหล่านักปราชญ์ผู้ทรงภูมิความรู้ที่สุดในแคว้นฉิน บรรยากาศเช้านี้ตึงเครียดราวกับสนามรบ
เพียงแต่ไม่มีดาบ ไม่มีธนู มีเพียง “พู่กัน” และ “ฝีปาก” เท่านั้นที่เป็อาวุธ
“มาแล้วรึแม่ค้าตัวน้อย”
เสียงแหบพร่าแต่ทรงอำนาจดังมาจากหัวโต๊ะประธาน 'มหาบัณฑิตโม่' ชายชราหนวดเครายาวเฟื้อยสีดอกเลา ผู้ดำรงตำแหน่งเ้าสำนักและอาจารย์ปู่ของเหล่าขุนนาง จ้องมองผู้มาเยือนด้วยสายตาดูแคลนภายใต้คิ้วหนา
ซูซินในชุดบัณฑิตตัวจิ๋ว (ที่สั่งตัดพิเศษเมื่อคืน) เดินอาดๆ เข้ามาในสนามประลอง นางสวม 'แว่นตากรอบดำไม่มีเลนส์' (ราคา 5 แต้ม - เพื่อเสริมลุคเด็กเรียน) ที่ทำให้ดูเฉลียวฉลาดเกินวัย
ข้างกายมีองค์ชายรัชทายาทหยางเจี้ยนเดินตามมาด้วยสีหน้ากังวล และที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ VIP คืออ๋องรุ่ยหลงเว่ย ที่นั่งกอดอกมองด้วยความสนุกสนาน (พร้อมกล้องส่องทางไกลคล้องคอ)
“คารวะท่านมหาบัณฑิตโม่” ซูซินประสานมือ “ได้ยินว่าท่านอยากเสวนากับข้าเื่ 'หลักการแสวงหาความรู้' หรือเ้าคะ”
“เสวนา?” มหาบัณฑิตโม่แค่นหัวเราะ “ข้าเพียงแต่อยากสั่งสอนเด็กที่บังอาจนำ 'สีสันฉูดฉาด' และ 'อวิชชา' เข้ามามอมเมาองค์รัชทายาทต่างหาก การเรียนรู้ต้องเกิดจากการท่องบ่นและทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่การใช้ทางลัด”
เหล่าลูกศิษย์สำนักบัณฑิตพากันพยักหน้าหงึกหงัก สนับสนุนอาจารย์
ซูซินขยับแว่นตา “อ้อพวกอนุรักษนิยม ที่กลัวเทคโนโลยีจะมาแทนที่ตัวเองสินะ”
“ทางลัดหรือทางตรงไม่สำคัญเท่ากับว่าถึงเป้าหมายหรือไม่” ซูซินตอบเสียงเรียบ “หากท่านมั่นใจในภูมิปัญญาโบราณ ก็ลองทดสอบข้าดูสิเ้าคะ”
“สามหาว” องค์ชายคนหนึ่งลุกขึ้น “เ้าเป็เพียงเด็กแปดขวบ จะมารู้อะไรเื่ฟ้าดิน”
“งั้นก็เริ่มเลย” มหาบัณฑิตโม่ยกมือห้ามลูกศิษย์
“ข้าจะถามเ้าสามข้อ หากเ้าตอบได้ ข้าจะยอมรับใน 'ของเล่น' ของเ้า แต่ถ้าไม่ได้ เ้าต้องเลิกขายของเหลวไหลในวัง และคุกเข่าขอขมาต่อรูปปั้นขงจื๊อ”
“ตกลง” ซูซินยิ้มมุมปาก “แต่ถ้าข้าชนะท่านต้องอนุญาตให้ข้าเปิด 'มุมหนังสือ์' ในสำนักบัณฑิต และพวกท่านทุกคนต้องสมัครสมาชิกรายปี”
