แม้ว่าอาหารทั้งสามอย่างตั้งใช้เวลาในการทำอยู่พักใหญ่ แต่เป็เพราะเหออันเพิ่งกลับมาถึง พวกเขาจึงไม่มีใครร้อนใจกลับลงไปทำงานในนา ทุกคนจึงรออาหารมื้อเที่ยงอย่างไม่เร่งรีบ
ด้วยเหตุนี้กว่าที่ทุกคนจะได้นั่งกินข้าวด้วยกัน เวลาก็เลยเที่ยงไปแล้วพักหนึ่ง
“ปลาราดพริกจานนี้อร่อยกว่าที่ข้าเคยกินที่หอชมจันทร์ในเมืองหลวงเสียอีก”
กินปลาราดพริกไปคำหนึ่ง เหออันก็เอ่ยชมขึ้นมา เหอหยวนกับเหอตงจึงพากันคีบปลาราดพริกมาชิมคนละคำแล้วหันไปมองเหอชาง
“ซินซินเป็คนทำ”
คำพูดของเหอชางทำให้สายตาทั้งสี่คู่ย้ายมาที่ตัวหม่าเจี่ยซิน นางจึงเหลือบมองพวกเขาตาปริบๆ
“พวกท่านชอบก็ดีแล้ว”
รสมือทำอาหารของตนเองดีมากแค่ไหน หมาเจี่ยซินย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ มิเช่นนั้นชาติก่อนน่าจะสามารถเปิดร้านอาหารเพื่อสุขภาพที่มีชื่อเสียงเลื่องลือได้อย่างไร
เพียงแต่เ้าของร่างเดิมนั้นไม่มีทักษะฝีมือทางด้านนี้ ตลอดทั้งชีวิตสิบกว่าปีที่ผ่านมาเคยกินปลาราดพริกที่พี่ชายซื่อมาจากตัวอำเภอเพียงสองครั้งเท่านั้น เมื่อถูกเหออันเอ่ยชมเช่นนี้หม่าเจียซินจึงไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะ
นางไม่ได้กลัวว่าพวกเขาจะสังเกตพบว่าตนเองไม่ใช่เ้าของร่าง เพราะคนในตระกูลเหอที่พอจะคุ้นเคยกับนางอยู่บ้างมีเพียงเหอชางเท่านั้น แต่ระดับความคุ้นเคยก่อนหน้านี้ของเขาและเ้าของร่างยังคงห่างไกลจากคำว่ารู้จักกันเป็อย่างดี
สิ่งที่ทำให้หม่าเจี่ยซินเป็กังวลใจจึงเป็เื่การพูดโกหก เพราะหากไม่ได้ตระเตรียมให้ดีเสียก่อน คนที่ไม่ชอบพูดโกหกเช่นนางย่อมไม่อาจคิดคำตอบขึ้นมาให้พวกเขาในทันทีทันใดได้
อย่างเช่นตอนนี้ เพียงแค่ถูกเอ่ยชมเื่อาการ หม่าเจี่ยซินก็ไม่รู้ว่าสมควรจะพูดอย่างไรแล้ว
“หลายวันมานี้อาหารที่พวกเรากิน ก็ได้เ้าช่วยน้องสี่ทำกระมัง”
เหอตงเอ่ยขึ้นมาด้วยความสงสัย ทั้งๆ ที่แน่ใจไปแล้วมากกว่าแปดส่วน เพราะเห็นได้ชัดเจนว่าพักนี้รสชาติของอาหารอร่อยขึ้นมาก ไม่ได้จืดชืดจนจำต้องทนกินอีกต่อไป
แน่นอนว่าเหอชางน้องสี่ของเขาทำอาหารเป็ แล้วก็เป็หลายอย่าง เพียงแต่รสมือการปรุงอาหารของพวกเขานั้นราวกับมีความบกพร่องมาั้แ่เกิด หากไม่จืดเกินไปก็มักจะเค็ม หากไม่เค็มก็ขม ดังนั้นอาหารทุกมื้อที่พวกเขาทำจึงพูดได้คำเดียวว่า จำใจกินเพื่อเอาชีวิตรอดเท่านั้น
“อาหารที่เ้าทำอร่อยมาก”
เหอหยวนเอ่ยชมด้วยอีกคน หม่าเจี่ยซินที่ไม่คิดว่าจะได้รับการชื่นชมจากพวกเขาเพราะอาหารเพียงไม่กี่จาน จึงรู้สึกดีใจและขัดเขินจนแทบจะลืมกินอาหารไปแล้ว
“ข้าก็ชอบอาหารที่เ้าทำเช่นกัน”
เหอชางกล่าวด้วยรอยยิ้ม สายตาที่ไม่ปิดบังความชื่นชมและความชอบของเขาทำเอาหม่าเจี่ยซินรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วใบหน้า นางจึงมีอาการทำอะไรไปชั่วขณะ
“ชอบก็ดีแล้ว อย่าพูดอีกเลย รีบกินเถอะ”
หม่าเจี่ยซินบอกพวกเขา แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าว เหออันที่จับจ้องนางอยู่หัวเราะออกมาอย่างไร้เสียง ก่อนจะหันไปต่อสู้กับพี่ชายและน้องชายเพื่อแย่งอาหารจานปลาราดพริก
แล้วก็เป็อาหารอีกมื้อหนึ่ง ที่ทุกคนกินกันจนหมดเกลี้ยง ยามเอาถ้วยชามไปล้าง เหอชางกับหม่าเจี่ยซินจึงไม่จำเป็ต้องล้างเศษอาหารออกเลย
ทุกครั้งเมื่อเหออันกลับมาจากข้างนอก เขามักจะขนสิ่งของต่างๆ ที่จำเป็ต่อชีวิตประจำกลับมาบ้านเสมอ ทั้งของกินของใช้อย่างพวกธัญญาพืช เกลือและเครื่องปรุง หรือสิ่งของจำพวกเครื่องนุ่มห่มล้วนมีทั้งสิ้น
ครั้งนี้ก็เช่นกัน เหออันขนสิ่งของกลับมาด้วยมากมายและยังมีสิ่งของของสตรีอีกกองหนึ่งเพิ่มขึ้นมาด้วย
หลังกินอาหารมื้อเที่ยงแล้ว เหออันก็เอาของใช้ในชีวิตประจำวันแยกออกไปเก็บ ก่อนจะแจกจ่ายสิ่งของที่นำกลับมาให้แต่ละคนจนครบถ้วน แม้แต่หม่าเจี่ยซินก็ยังได้ห่อผ้าห่อหนึ่งที่เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ของสตรีมาเช่นกัน นอกจากนี้นางยังได้รับผ้าอีกหลายพับเพื่อนำไปตัดเย็บเสื้อผ้าของตนเอง
ปีนี้หลิวซื่อไม่สบาย ไม่สามารถลุกขึ้นมาทำงานในบ้านรวมถึงงานฝีมือของสตรีได้ เสื้อผ้าอาภรณ์ของทุกคนในครอบครัวเหออันจึงซื้อมาจากด้านนอก ผ้าที่เหออันนำกลับมาเขาจึงมอบให้หม่าเจี่ยซินนำไปตัดเย็บเสื้อผ้าให้ตนเองเท่านั้น
เพียงแต่รสนิยมของบุรุษผู้นี้ช่างดียิ่งนัก เห็นได้ชัดว่าผ้าทั้งหมดล้วนเป็ผ้าคุณภาพดี แต่สีสันของมันกลับไม่เหมาะที่จะนำมาตัดเย็บเสื้อผ้าสตรีเลยสักผืน
แต่ถึงจะเป็เช่นนั้นหม่าเจี่ยซินก็ยังคงขอบคุณเหออันด้วยความซาบซึ้ง แม้ผ้าหลายพับที่ได้รับจะไม่ถูกใจนาง แต่มีให้ใช้ย่อมดีกว่าไม่มีให้ใช้ ดังนั้นหลังได้รับสิ่งของกองใหญ่ นางจึงหอบกลับขึ้นไปบนห้องอย่างมีความสุข
ยามบ่ายเหอหยวน เหอตงและเหอชางพากันกลับไปลงนาอีกครั้ง ส่วนเหออันนั้นหายไปอยู่เป็เพื่อนมารดาของเขา ในบ้านจึงเหลือเพียงหม่าเจี่ยซินที่กำลังเก็บข้าวเก็บของที่เหออันนำกลับมาให้เข้าที่เข้าทาง
หลังเก็บของเสร็จ นางถึงได้กลับห้องไปหยิบผ้าทั้งห้าพับมานั่งพิจาณาแล้วเลือกพับที่สีอ่อนที่สุดมาตัดเย็บเอี๊ยมตัวในให้ตนเองก่อนเป็อันดับแรก
นอกจากอาหารแล้ว พวกงานฝีมือต่างๆ หม่าเจี่ยซินก็สามารถทำได้เช่นกัน การตัดเย็บเสื้อผ้าจึงไม่ได้เป็ปัญหาใหญ่อะไรสำหรับนาง เมื่อเลือกผ้าออกมาได้แล้วนางจึงเริ่มวัดสัดส่วนของร่างนี้แล้วตัดผ้าออกมาหลายชิ้น
อุปกรณ์ตัดเย็บที่หม่าเจี่ยซินใช้ล้วนเป็ของที่ยืมมาจากหลิวซื่อ นางจึงหยิบผ้าอีกพับที่มีสีเข้มหน่อยออกมาตัดเอี๊ยมให้หลิวซื่ออีกสองชิ้น จากนั้นร่างบางที่กำลังขยันขันแข็งกับการเย็บผ้าก็จดจ่ออยู่กับการตัดเย็บเอี๊ยมตลอดทั้งบ่าย
ใช้เวลาไปมากกว่าสิบวัน ในที่สุดสามพี่น้องสกุลเหอก็เกี่ยววัชพืชในนาทั้งห้าสิบหมู่จนแล้วเสร็จ เย็นวันนี้เหอหยวน เหอตง เหออันและเหอชางจึงพากันไปเล่นน้ำในลำธารอย่างผ่อนคลาย
ส่วนอาหารมื้อเย็นของวันนี้หม่าเจี่ยซินรับมาทำเองทั้งหมด เพราะเธออยากให้เหอชางได้ผ่อนคลายบ้าง หลังที่เขาเหนื่อยจากการทำงานในนามาหลายวันแล้ว
ตกค่ำเมื่อเหอคังและเหอเจากลับมา หม่าเจี่ยซินกับสมาชิกครอบครัวเหอที่ขาดเพียงเหอเจาหยวนผู้เป็ปู่ก็มานั่งกินอาหารมื้อนี้ด้วยกันอย่างคึกครื้น
หลิวซื่อที่ฝืนลุกมานั่งร่วมโต๊ะด้วย มองภาพที่ทุกคนในครอบครัวอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าแล้วพลันน้ำตาซึมด้วยความตื้นตัน เพราะสองสามปีมานี้บุตรชายของนางไม่ได้กลับบ้านมาพร้อมหน้าเช่นนี้นานแล้ว
เหออันออกไปค้าขายข้างนอก เหอชางออกไปร่ำเรียนหนังสือ พวกเขาสองคนปกติจะกลับมาบ้านเพียงปีละครั้งสองครั้ง แต่ละครั้งก็อยู่เพียงไม่กี่วันแล้วจากไป
ส่วนเหอหยวนแม้เขาจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เป็ส่วนมาก แต่ทุกปีหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวในนาผ่านพ้นไป เขาจากบ้านไปนานหลายเดือนเพื่อติดตามอาจารย์ของเขาไปเรียนรู้การรักษาโรคและช่วยคน
บุตรชายทั้งสี่ของนางคนที่ไม่ค่อยออกไปไหนจึงมีเพียงเหอตง เพราะเขาชื่นชอบวรยุทธ์จึงร่ำเรียนจากผู้เป็บิดาไม่จำเป็ต้องออกไปเสาะหาอาจารย์ที่ไหน
“ท่านแม่ กินเนื้อชิ้นนี่สิขอรับ ซินซินตุ๋นจนเปื่อยรสชาติดีเป็อย่างยิ่ง”
เหอชางคีบเนื้อชิ้นหนึ่งไปวางในชามของมารดาแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม หลิวซื่อจึงมองบุตรชายคนเล็กด้วยความเอ็นดู นางวางตะเกียบแล้วยกขึ้นไปลูบศีรษะของเขาเบาๆ
“เห็นพวกเ้ากลับมาพร้อมหน้าเช่นนี้ แม่มีความสุขมากจริงๆ”
หลิวซื่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม นางมองบุตรชายคนเล็กเสร็จก็เลื่อนสายตาไปมองบุตรชายคนรอง จากนั้นก็ไปมองไปที่บุตรชายคนที่สามก่อนจะมองไปยังบุตรชายคนโต
“ท่านแม่ เป็ข้าอกตัญญู หลังจากนี้ข้าจะกลับมาบ่อยๆ ดีหรือไม่”
เหออันพูดด้วยความรู้สึกผิด เพราะในบรรดาพี่น้อง เขาคือคนที่ไม่ค่อยได้กลับบ้าน กลับมาแต่ละครั้งก็จำต้องรีบกลับไปดูแลกิจการ ในแต่ละปีจึงมีเวลาอยู่กับมารดาไม่กี่วันเท่านั้น
“แม่ไม่ได้ว่าเ้า เพียงแต่เห็นครอบครัวของเราอยู่กันพร้อมหน้า แม่จึงพูดเช่นนี้เพราะมีความสุขมากเท่านั้น”
น้ำเสียงของหลิวซื่ออ่อนโยนเป็อย่างยิ่ง แววตาทั้งสองข้างที่ผ่านกาลเวลามานานหลายสิบปีเต็มไปด้วยความรักและภาคภูมิใจในตัวบุตรชายทั้งสี่
“เช่นนั้นข้าจะกลับมาบ่อยๆ ท่านแม่จะได้มีความสุขมากๆ”
“ไม่จำเป็หรอก พวกเ้าล้วนมีเื่ที่ต้องทำ นานๆ กลับมาสักครั้งให้แม่ได้ชื่นใจก็เพียงพอแล้ว อีกอย่างในบ้านยังมีอาตง มีเขาอยู่ข้าก็มีความสุขเช่นกัน”
“ใช่แล้ว แม่ของพวกเ้าพูดถูกแล้ว มีอะไรที่พวกเ้าอยากทำก็รีบไปทำเถอะ ความเยาว์วัยนั้นล่วงไปแล้วก็เลยไปเลย ไม่อาจย้อนกลับมาได้อีก ดังนั้นอย่าได้มาเสียเวลากับแม่ของพวกเ้าและพวกข้าของคนเลย ถึงในบ้านไม่มีอาตงก็ยังมีข้ากับพ่อรองของพวกเ้าอยู่อยู่ดี”
“พี่ใหญ่พูดถูก ยามหนุ่มข้ากับเขาล้วนเคยขึ้นเหนือล่องใต้ ประสบพบเจอกับเื่ราวมากมาย พ่อเล็กของพวกเ้าเคยเก่งกาจถึงขั้นเป็แม่ทัพนำทหารนับหมื่นออกรบ ดังนั้นพวกเ้าจงออกไปแสวงหาเส้นทางของตนเอง รอจนอายุสี่สิบ ถึงเวลานั้นค่อยกลับมา”
หลิวซื่อ เหอคัง เหอเจาเอ่ยคนละประโยคสอนบุตรชายทั้งสี่ด้วยทัศคติที่เปิดกว้างจนหม่าเจี่ยซินรู้สึกแปลกใจ ยิ่งนางได้ยินได้เห็นได้รู้จักคนสกุลเหอมากขึ้นเท่าไหร่ นางก็ยิ่งรู้สึกว่าพวกเขาล้วนไม่ใช่ครอบครัวของคนธรรมดาที่มาอาศัยอยู่ในป่า
เพียงแต่สาเหตุที่ทำให้คนสกุลเหอต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่คืออะไรนั้น หม่าเจี่ยซินยังไม่มีคำตอบ
“ฟังที่บิดาทั้งสองของพวกเ้าพูด รีบแต่งซินซินเข้ามาในตระกูลของเราซะ แล้วพานางออกไปใช้ชีวิตให้ทั่วใต้หล้า เวลายี่สิบปีนั้นพวกเ้าคิดว่านานนักรึ อย่าได้เสียเวลาไปกับความลังเลอันไร้ความหมายอีกเลย อยากทำสิ่งใดก็ไปขวานขวายสิ่งนั้น จากนั้นก็รีบมีลูกหลานสืบทอดสกุลสักสามสี่คน ตอนแก่พวกเ้าจะได้ไม่เสียใจ”
ยิ่งพูดรอยยิ้มของหลิวซื่อก็ยิ่งกว้าง เพียงแต่คำพูดของนางทำให้หม่าเจี่ยซินยิ้มไม่ออกแล้ว
___________________________________
ปล่อย E-book เลยดีไหม
เมื่อไหร่ยอดหัวใจจะถึงร้อย แง๊
ขอบคุณที่ติดตามค่ะ อย่าลืมกดหัวใจ กดติดตามและคอมเม้นท์ด้วยนะคะ
