1 เค่อต่อมาที่ด้านนอกเรือนรับรอง (*1 เค่อ 15นาที)
“ให้องค์หญิงนอนพักในที่โปร่งอากาศถ่ายเทสะดวก เดินเล่นในร่มไม้และสวนได้แต่ห้ามวิ่งกลางแดด โชคดีที่องค์หญิงเป็โรคนี้ในตอนที่ยังเด็ก แค่ปรับเปลี่ยนอาหารกินอนาคตก็หายขาดได้ หากชักช้ารอจนโต การแก้ไขโรคนี้คงยากที่จะรักษา”
“บอกพ่อครัวหลวงเน้นอาหารธาตุเหล็กจำพวกเนื้อแดง ตับ เครื่องใน และผักใบเขียวเข้ม ของจำพวกวิตามินอย่างธัญพืชไม่ขัดสีก็ควรเน้น แต่ตอนมีอาการห้ามให้นมวัวเป็อันขาดเพราะเป็ของแสลงต่อโรคกลีบดอกบัวเหี่ยว”
“...”
หลังจากปล่อยให้นางในสองคนดูแลองค์หญิงอู่หลิงต่อ จิ้งหยวนที่ออกมารอที่ข้างนอกห้องก็หันไปพูดกับขันทีหนุ่มและขันทีน้อยทั้งสอง
ทำเอาขันทีต่างวัยสามคนมองหน้ากันสลับไปมาทำตัวไม่ถูก เหตุการณ์ในวันนี้มันน่าเหลือเชื่อและพลิกความเข้าใจของพวกเขาไปจนหมด
แต่ก่อนตอนที่องค์หญิงน้อยอาการกำเริบ ต้องใช้หมอเป็สิบๆ คนและใช้เวลาไปหลายวันกว่าจะเดินได้หายดี แต่เพียงท่านโหวผู้ยิ่งใหญ่คนนี้จัดการ ด้วยเวลาแค่ 1 กะลาคว่ำน้ำ กลับทำให้อาการขององค์หญิงที่หนักกว่าครั้งไหนๆ หายไปและหลับสนิทได้ในชั่วพริบตา
จนไม่รู้ว่าพวกเขาในตอนนี้พอจะมีสติอยู่กับเนื้อกับตัวและตั้งใจฟังสิ่งที่จิ้งหยวนแนะนำอยู่หรือเปล่า เพราะเพียงแค่เขาพูดจบ จิ้งหยวนก็เดินไปที่ศาลาริมน้ำนั่งชมนกชมปลา รอการเรียกตัวไปเข้าเฝ้าพระสนม ไม่ได้สนใจสิ่งที่เขาทำลงไปเมื่อกี้เลยสักนิดว่ามันน่าใมากแค่ไหนในโลกที่ขาดความรู้เื่การรักษา
เหมือนจะจบแต่ก็เกิดบางสิ่ง
ขณะที่จิ้งหยวนนั้งชมนกชมไม้ที่ริมสระรอการเรียกตัวไปเข้าเฝ้า ทันใดนั้น ก็มีชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของจิ้งหยวน
ในเวลาเดียวกัน ก้อนหินก็ถูกโยนลงไปในสระจนทำให้น้ำกระเซ็นเป็ระลอกจนทำให้เสื้อผ้าของจิ้งหยวนเปียก
แม้แต่แก้มยังเปื้อนไปด้วยน้ำสกปรกและเศษโคลน
ก่อนที่ชายคนนั้นจะเดินช้าๆ เข้ามาหาจิ้งหยวน โค้งคำนับพร้อมรอยยิ้ม แสร้งพูดด้วยความประหลาดใจด้วยภาษาต้าชวีที่ไม่ค่อยชัดแต่ก็ฟังออกพอรู้เื่ว่า
“อุ๊ย มือข้าลื่น”
“ขอโทษจริงๆ ที่ข้าไม่เห็นท่านโหว จนเผลอโยนหินลงน้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ”
จิ้งหยวนขมวดคิ้วแล้วหันกลับมามองคนที่เข้ามาใหม่ ก่อนที่เขาจะเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งแต่งตัวต่างออกไปจากคนต้าชวี จากนั้นภายใต้ความทรงจำเก่าของจิ้งหยวนคนก่อนก็อยากจะร้องะโออกมาสุดเสียงจริงๆ ว่า
มึงใครว่ะ?
“...”
จิ้งหยวนไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับชายตรงหน้ามาก่อน แต่ยังไม่ทันที่จิ้งหยวนจะได้พูดอะไร ขันทีหนุ่มซึ่งััได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ดีก็รีบก้าวขาออกมา
“ท่านผู้นี้..คือคุณชายปั่นกอง สมาชิกที่ติดตามคณะทูตทูโบใช่หรือไม่ โปรดช่วยออกจากเขตเรือนรับรองนี้ด้วยขอรับ ไม่เช่นนั้น อย่ามาโทษบ่าวหากจะรายงานเื่นี้ต่อองค์จักรพรรดิ”
แม้ว่าขันทีหนุ่มจะไม่ได้รู้จักกับจิ้งหยวนเป็การส่วนตัว แต่เขาก็พอเข้าใจอารมณ์ร้ายของจิ้งหยวนได้บ้าง
ขันทีหนุ่มสังเกตเห็นแล้วว่าจิ้งหยวนไม่กลัวขุนนางคนใดในอาณาจักร คำพูดขององค์ชายบางคนก็ไม่สนและไม่เคยไว้หน้า ต่อให้เป็คนหนึ่งในคณะทูต สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าก็ยากจะคาดเดา
ปั่นกองได้ยั่วยุท่านโหวในตอนนี้ หากอีกฝ่ายไม่รีบขอโทษ เกรงว่าเื่วันนี้คงไม่จบลงได้ง่ายๆ แถมมีความเป็ไปได้สูงที่จะเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ ที่อาจเป็เหตุให้เกิดการพิพาทระหว่างสองดินแดน
นั่นเป็เหตุที่ขันทีหนุ่มรีบพูดขึ้นเพื่อแก้ไขสถานการณ์
น่าเสียดาย โดยธรรมชาติแล้วในฐานะบ่าวรับใช้ ขันทีหนุ่มไม่สามารถพูดแทนปั่นกองขอร้องคณะทูตได้
“เ้าพูดอะไรนะ เ้าอยากให้ข้าขอโทษเขาอย่างนั้นเหรอ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของขันทีหนุ่ม ปั่นกองก็หันกลับมาด้วยความประหลาดใจพูดด้วยภาษาต้าชวี แล้วส่ายหัวแล้วพูดออกมาว่า
“ขันทีหนุ่ม เ้าคงเข้าใจสถานการณ์ผิดไปแล้ว เ้าเคยเห็นข้าทำให้ท่านโหวขุ่นเคืองั้แ่เมื่อไหร่กัน? ทำไมข้าต้องขอโทษเขาด้วย?”
ปั่นกองไม่ขอโทษมีแต่จะเยาะเย้ย
ไม่ว่าจะในแง่ของตัวตนหรือสถานะก็สูงกว่าจิ้งหยวนหลายระดับ
ถ้าเขาในฐานะทูตขอโทษคนที่ไม่แม้จะเป็เชื้อพระวงศ์หรือขุนนางในราชสำนัก ทุกคนในดินแดนทูโบคงหัวเราะเยาะเขาแน่ถ้าข่าวนี้แพร่ออกไป
“ท่านโหว ทำไมท่านไม่พูดอะไรเลยล่ะ?”
ปั่นกองจ้องมองจิ้งหยวนด้วยสีหน้าเยาะเย้ย จากนั้นก็โอบแขนจิ้งหยวนไว้ข้างหน้าพูดอย่างติดตลกว่า “ถ้าท่านรู้สึกว่าข้ารังแก ทำไมไม่ไปหาฝ่าาและยื่นเื่ร้องเรียนต่อข้าในตอนนี้ เอาเลยสิ เอาเลย”
ปั่นกองยั่วยุและสนับสนุนจิ้งหยวนสุดขีด
สิ่งนี้ทำให้ขันทีหนุ่มไม่มีความสุขอย่างยิ่ง อาการขององค์หญิงน้อย้าความสงบเพื่อพักผ่อน แต่ตอนนี้กับมีไอ้คณะทูตจากดินแดนเล็กๆ เทือกเขาสูงมาสร้างความวุ่นวาย
สำหรับการยั่วยุ นั่นก็เพราะปั่นกองรู้มาก่อนว่าตอนนี้จิ้งหยวนกับจักรพรรดิอู่เิกำลังขัดใจต่อกัน
จิ้งหยวนคือลูกชายของจิ้งเหวิ่น ครั้งหนึ่งเคยไล่ชาวทูโบและสังหารคนของพวกเขาไปหลายพันในาใหญ่ ในเมื่อมีโอกาสแก้แค้นลูกชายเพียงหนึ่งเดียวของยอดขุนพลของต้าชวีสักครั้ง มีหรือที่เขาผู้ซึ่งมีความแค้นเก่าอยู่แล้วจะกล้าปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือ
ดังนั้นเมื่อวันนี้ตอนที่เขาออกมาจากท้องพระโรงและพบจิ้งหยวนกำลังนั่งเล่นอยู่ริมสระ เขาก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา แล้วโยนก้อนหินลงน้ำเพื่อจงใจทำให้เขาอับอาย
แต่หลังจากได้ยินคำพูดยั่วยุของปั่นกอง จิ้งหยวนก็ปัดเศษฝุ่นและโคลนออกเสื้อผ้าของเขาด้วยสีหน้าที่เฉยเมย
“ออกไปตามที่ขันทีบอกเสีย นี่คือคำเตือนดีๆ ก่อนที่มันจะทำให้เ้าอับอาย!”
เหตุผลที่จิ้งหยวนไม่ส่งเสียงใดๆ ออกมาเมื่อกี้ เป็เพราะอีกฝ่ายน่าจะเป็ทหาร ร่างกายกำยำกว่าจิ้งหยวนอยู่มาก
เมื่อถึงเวลาต่อสู้ จิ้งหยวนถามตัวเองว่าเขาคงไม่สามารถเอาชนะปั่นกองได้ง่ายๆ เพราะยังไงร่างกายที่ฝึกผ่านสนามรบ ก็ไม่ใช่สิ่งที่คุณชายผู้บอบบางที่เอาแต่เที่ยวจะรับมือไหว
ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาไปร้องเรียนกับจักรพรรดิเพราะเื่เล็กน้อยเช่นนี้ จะเป็การประเมินศักดิ์ศรีของจิ้งหยวนต่ำเกินไป
เขามีจิตสำนึกจากโลกยุคใหม่ ความกลัวต่อจักรพรรดิจึงนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับคนในโลกใบนี้ที่อยู่มาั้แ่เกิด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนิสัยแย่ๆ ของเ้าของร่างเดิม แต่ให้จักรพรรดิจะมายืนด่าอยู่ต่อหน้า มุมมองของเขาก็แค่การยืนตำหนิของคนในฐานะลุงคนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่เ้าชีวิต
อีกอย่างในทางส่วนตัว จิ้งหยวนมีวิธีการแก้แค้นนับไม่ถ้วน แต่เขาไม่ใช่คนประเภทที่จะแก้แค้นทันทีแต่จะแก้เผ็ดทุกอย่างเก็บรวบยอดภายหลังในรวบเดียว
แต่ว่า เมื่อปั่นกองได้ยินคำพูดของจิ้งหยวน เขาก็อดหัวเราะไม่ได้ โน้มตัวไปข้างหน้าและพูดเยาะเย้ยต่อว่า “ท่านโหว อย่าบอกนะว่าท่านจะไปหาฝ่าาแล้วมาบ่นเื่ข้าจริงๆ? เอาเลยสิ เอาเลย?”
เมื่อเห็นท่าทางดื้อรั้นของจิ้งหยวน ปั่นกองก็ยิ้มอย่างมีความสุข
เขาไม่กลัวว่าจิ้งหยวนจะยื่นเื่ร้องเรียน และเขาก็ไม่กลัวว่าจิ้งหยวนจะดำเนินการใดๆ ด้วย
เพราะจิ้งหยวนที่รูปร่างผอมเพรียวคงไม่สามารถเอาชนะหรือคุกคามเขาได้ และแม้ว่าจิ้งหยวนจะไปร้องเรียนกับจักรพรรดิจริงๆ แต่ในใจจักรพรรดิในตอนนี้ จิ้งหยวนก็เป็แค่คนไร้ค่าที่มีดีแค่สร้างความวุ่นวาย
“มาเลยท่านโหว มาตีข้าสิ ข้าสัญญา ข้าจะยื่นมือช่วยแน่นอน!”
ปั่นกองโบกมือให้จิ้งหยวนอย่างต่อเนื่อง จ้องมองเขาด้วยการยั่วยุ
จนขันทีหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ จะเริ่มโกรธ ที่นี่คือดินแดนต้าชวีที่ยิ่งใหญ่ แต่อีกฝ่ายกลับทำตัวไร้มารยาท จนในที่สุดขันทีหนุ่มก็ทนไม่ไหว ะโออกไปเหวี่ยงหมัดหวังให้อีกฝ่ายเงียบ แต่ขันทีมีรูปร่างบางแถมอีกฝ่ายก็เป็ทหารอยู่แล้ว ถึงจะประหลาดใจกับการกระทำของขันทีคนนี้อยู่บ้าง
แต่ปั่นกองก็หลบได้ง่ายๆ ก่อนที่เขาจะแตะขันทีหนุ่มแล้วะโเตรียมกระทืบซ้ำ
เมื่อเห็นฉากนี้ ขันทีน้อยสองคนก็พยายามเข้าไปห้าม แต่แรงเด็กที่ไหนจะสามารถสู้กับอีกฝ่าย
จนทำให้จิ้งหยวนที่อยากจะอยู่เงียบๆ หาเงินรวยๆ ตามที่เขาหวังในใจ สุดท้ายเขาก็ทนไม่ไหวต้องก้าวขาไปข้างหน้า แล้วตบไปที่ปั่นกองด้วยแรง
ฝ่ามือนี้ ดูเชื่องช้าในสายตาของทหารผู้ชำนาญศึกของปั่นกอง ทุกอย่างเป็ไปตามแผน ตราบใดที่เขาสร้างความวุ่นวายต่อจิ้งหยวนได้ เขาก็จะได้รางวัลจากเื้ัเม็ดงามก้อนโต
แต่ว่า
ฝันนั้นก็ต้องดับไปไม่ถึงฝั่ง เพราะเมื่อฝ่ามือของจิ้งหยวนเข้ามาใกล้ อยู่ๆ ปั่นกองก็พบว่าฝ่ามือของจิ้งหยวนมันเปลี่ยนสีเหมือนกิ้งก่า
เดิมเป็สีเนื้อเหลืองนวลเหมือนมือของคนธรรมดา แต่อยู่ๆ ฝ่ามือนั้นมันก็เปลี่ยนเป็สีดำอย่างฉับพลัน การโจมตีที่ดูเชื่องช้าก็เพิ่มความเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ ก่อนที่มือสีดำนั้นจะตบเข้าไปที่แก้มของเขาอย่างแรง
ปัง!!!
อะไร?
ไม่ใช่เสียงการตบธรรมดา แต่หนึ่งฝ่ามือนั้นส่งตัวปั่นกองให้ลอยกระเด็นจนตกสระ
ด้วยความสามารถของชุดบอดี้สูทที่จิ้งหยวนใส่ไว้ใต้ร่มผ้า ที่เพิ่มศักยภาพของผู้สวมจนสามารถทุบกระจกรถตู้ให้แตกและโยนคนร้ายให้ลอยเหมือนโยนขี้ได้ เขาที่สามารถควบคุมปลดส่วนถุงมือตลอดเวลาตามใจนึก เขาก็สามารถเรียกกลับมาใส่ในชั่วพริบตาได้เช่นกัน ทำให้การตบผ่านมิติบางๆ นี้ จึงทิ้งรอยไหม้รูปฝ่ามือที่แก้มซ้ายของปั่นกองไว้อย่างชัดเจน
