เมื่อเื่ดำเนินมาถึงจุดนี้ ฉินอวี่ก็อยากจะเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงยังไม่พูดถึงเื่ที่ลูกหมาป่าไม่ได้อยู่ในมือของเขาขึ้นมาก่อน หรือต่อให้ยังมีอยู่ในมือ ฉินอวี่ก็จะทำแบบนี้เช่นกัน
ฉินอวี่ไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง หากเขายอมประนีประนอมจะยิ่งเพิ่มความเย่อหยิ่งของจ้าวเจิ้นหย่วน ฉะนั้นจึงเป็การดีกว่าที่จะต่อสู้กับเขาให้จบเสียในคราวเดียว ส่วนจ้าวเฟิงอวิ๋นที่เป็พี่ชายของเขา ไม่อยู่ในสายตาของฉินอวี่เลยแม้แต่น้อย แม้แต่ถงอวิ๋นเฟยเขายังกล้าที่จะลงมืออย่างแข็งแกร่งมาแล้ว นับประสาอะไรกับจ้าวเฟิงอวิ๋น?
เหตุผลที่เขาต้องแสร้งทำเป็โกรธ ก็เป็เพราะฉินอวี่คิดจะอาศัยประโยชน์จากคำว่าคนกำลังใกล้ตาย เรียกสติของทุกคนในที่แห่งนี้ ข้าเป็คนที่ใกล้จะต้องตายอยู่แล้ว เมื่อไม่มีอะไรจะเสีย ย่อมไม่มีสิ่งใดที่ต้องเกรงกลัว ในเมื่อกล้าท้าประลองก็ต้องลองดูกันสักครั้งให้รู้กันไป
คนที่ขึ้นชื่อว่าใกล้จะตาย นับว่าต้องคำสาปอย่างไม่ทันตั้งตัวไม่รู้เหตุผล ทำให้จิตใจของฉินอวี่ไม่อาจสงบอยู่ได้ หากไม่ยกเื่คนกำลังใกล้ตายขึ้นมาปรามคนอื่นจากการระบายอารมณ์ของเขา จะไม่เป็การเสียเวลาเปล่าหรือ?
ในความเป็จริง ฉินอวี่้าใช้ระยะเวลาอันสั้นนี้ฝึกฝนตนเองอย่างสงบ ใช้เวลาว่างไปอ่านตำราโบราณในหอตำรา เพื่อค้นหาเื่ราวที่เกี่ยวข้องกับยุคไท่กู่ ส่วนเื่อื่น ฉินอวี่ก็ไม่คิดจะไปแข่งขันอะไรกับผู้ใดเลย มีแต่รอให้อาจารย์หวงถิงกลับมา และทุกอย่างก็จะเป็ไปตามธรรมชาติ
แต่ด้วยสาเหตุจากเื่ลูกหมาป่า ฉินอวี่จึงไม่อาจหลบเลี่ยงได้ ดังนั้นเขาจึงคิดจะจบปัญหาทุกอย่างไปเสียทีเดียว แต่ขณะที่ฉินอวี่กำลังคิดเช่นนี้ เขากลับถูกขัดจังหวะ
เมื่อมองไปยังหญิงสาวที่อยู่ในชุดขาวที่กำลังเดินออกมาจากฝูงชนด้วยใบหน้าที่เ็า หญิงสาวที่มีระดับการฝึกฝนในขั้นเทียนชุ่ยสามชั้น อายุราวยี่สิบปี มีผมยาวประบ่า ใบหน้าดั่งเมล็ดแตงโม ดวงตาดูชาญฉลาด ใบหน้าละเอียดอ่อนงดงาม แม้จะเทียบไม่ได้กับหลิงเหยา แต่ก็ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึง แต่ทั่วทั้งร่างกลับมีจิตของิญญาที่ว่างเปล่าไร้ตัวตน ราวกับเทพธิดาในภาพวาด ราวกับอยู่เหนือเื่ราวบนโลกมนุษย์
เมื่อััได้ถึงความเยือกเย็นบนใบหน้าของนาง ฉินอวี่ก็สงสัยขึ้นมาทันทีว่าเขาแสร้งทำมากเกินไปหรือไม่...
“ที่แท้ก็ฉู่เยว่ฉาน หนึ่งในอัจฉริยะรุ่นห้าแห่งสายชีพจรฟ้า ศิษย์อัจฉริยะแห่งสายชีพจรฟ้าอันดับที่สิบแปด”
“แม้แต่ศิษย์พี่หญิงฉู่ก็ยังออกหน้าแทนเ้าคนใกล้ตายผู้นี้ เ้าคนใกล้ตายนี่ช่างโชคดีเหลือเกิน”
มีเสียงอุทานดังขึ้น
จ้าวเจิ้นหย่วนก็ใเช่นกัน เขานึกไม่ถึงว่าสิ่งนี้จะไปกระตุ้นฉู่เยว่ฉานเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ฉู่เยว่ฉานนับเป็อัจฉริยะผู้มีพร์ระดับสูงของสายชีพจรฟ้า และมีความถนัดอันยอดเยี่ยม แม้แต่พี่ชายของเขาจ้าวเฟิงอวิ๋น ก็เกรงกลัวนางเป็พิเศษ เมื่อรู้สึกถึงสายตาอันเ็าของฉู่เยว่ฉาน จ้าวเจิ้นหย่วนก็ยิ้มอย่างแข็งทื่อ ขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรออกมา กลับได้ยินเสียงพูดอันโกรธเกรี้ยวของฉินอวี่
“ขอบคุณในความหวังดีของศิษย์พี่หญิง แต่ในวันนี้ ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะประลองกับเขา มิเช่นนั้น ในภายหน้าข้าจะมีหน้าอยู่ในสำนักได้อย่างไร” ฉินอวี่กล่าวอย่างสลดใจ
ฉู่เยว่ฉานขมวดคิ้วมองฉินอวี่ ดวงตาที่ปราดเปรื่องของนางเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ไม่นานก็ถูกแทนที่ด้วยความเห็นใจ ในมุมมองของนาง ฉินอวี่กำลังโกรธมากเกินไปแล้ว ดังนั้นจึงยอมสู้กับจ้าวเจิ้นหย่วนอย่างสุดชีวิต จากนั้นนางจึงจ้องไปทางจ้าวเจิ้นหย่วน ก่อนจะพูดขึ้น “แข่งขันแพ้ แต่กลับบอกว่าถูกปล้นชิง ข้าจะไปถามจ้าวเฟิงอวิ๋น ว่าพี่ชายอย่างเขาจะทำอย่างไร!”
ขาทั้งสองข้างของจ้าวเจิ้นหย่วนอ่อนแรงทันที เขาแสร้งทำเป็อวดเบ่งอย่างเสือต่อหน้าศิษย์ทั่วไป หลบซ่อนจากพี่ชายตัวเอง หากให้พี่ชายของเขารู้เื่นี้ เขาคงต้องเืตกยางออกจนขมขื่นมากเป็แน่ ทันใดนั้น จ้าวเจิ้นหย่วนก็มีใบหน้าที่ขมขื่น และพูดขึ้นมา “ศิษย์พี่หญิงฉู่... ข้า... ข้าจะไม่ติดใจเื่นี้อีกแล้ว”
“ศิษย์พี่หญิงผู้นี้ ข้ายอมรับในความกรุณาของท่านอย่างจริงใจ ท่านสามารถปกป้องข้าได้หนึ่งครั้ง แต่มิใช่ตลอดชีวิต ดังนั้น ได้โปรดอย่าขัดขวางข้าอีกเลย” ดวงตาทั้งสองของฉินอวี่เปล่งประกายเป็สีแดงเื ราวกับเขากำลังคิดสู้สุดชีวิต และจิตใจของเขาเริ่มเร่าร้อน หากเป็เช่นนี้ต่อไป เขาจะควบคุมได้อย่างไร? แล้วจะจบเื่นี้อย่างไร? หลังจากครั้งนี้ จ้าวเจิ้นหย่วนจะเกลียดตัวเขาเองมากขึ้นไปอีก
มันเป็เพียงความหายนะเท่านั้น
เมื่อสาวกคนอื่นๆ เห็นดวงตาของฉินอวี่ที่เปล่งประกายสีแดง พวกเขาทั้งหมดต่างต้องถอนหายใจ คนที่กำลังใกล้ตาย... หากพวกเขาถูกยั่วยุ พวกเขาอาจจะเจอการตอบโต้กลับอย่างไม่คิดชีวิต และพวกเขาต่างตัดสินใจแน่วแน่ในใจแล้ว ภายหลังจะต้องไม่พูดจาสะกิดใจผู้ใดอีก และต้องไม่ยั่วยุคน หรือทำอะไรไม่คิดชีวิตเช่นนี้เป็อันขาด
“ข้าสามารถปกป้องเ้าได้ตลอดชีวิต ในสามปีนี้ หากจ้าวเจิ้นหย่วนกล้าแตะต้องเ้า ข้าจะไม่มีวันยกโทษให้เขา” ฉู่เยว่ฉานดูมีความมุ่งมั่นที่จะจัดการกับเื่นี้ให้ได้ พูดไปพลางมองไปทางจ้าวเจิ้นหย่วน
ฉินอวี่ตกตะลึงจนแทบจะกระอักเืออกมา จะพูดอย่างไรก็ตาม ก็ยังคงเป็เพราะความสงสารที่เขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกสามปี ตลอดชีวิตของข้ามีเหลือเพียงสามปีเองหรือ?
ตลอดชีวิต... สามปี... ข้า...
ฉินอวี่ทุกข์ใจแต่ก็ไม่อาจพูดออกมาได้ ทำได้เพียงมองฉู่เยว่ฉานและพูดอย่างติดขัด
“ศิษย์พี่หญิงฉู่ เื่นี้หยุดไว้เพียงเท่านี้เถอะ ข้าขอตัวก่อนดีกว่า” จ้าวเจิ้นหย่วนรู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก จะเอาจิตใจที่ไหนไปสนเื่ลูกหมาป่านั่นอีก? จากนั้นจึงหนีออกไปทันที
หลังจากที่จ้าวเจิ้นหย่วนจากออกไปไกลแล้ว ฉู่เยว่ฉานก็มองไปทางฉินอวี่ และพูดขึ้นเบาๆ “เ้าไปฝึกฝนให้ดีเถอะ ในสามปีนี้ไม่มีใครกล้าทำร้ายเ้าแน่นอน หากใครกล้าทำเช่นนั้น เ้ามาหาข้าได้ทันที” พูดจบ ฉู่เยว่ฉานก็เดินออกไปจากฝูงชน เดินตรงไปทางประตูด้านขวามือของหอตำรา ซึ่งเป็ที่ตั้งของแผ่นศิลา
ฉินอวี่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าของเขาดูเซื่องซึม คำพูดของฉู่เยว่ฉานทำให้ฉินอวี่ถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก จนแทบจะพูดออกมาตรงๆ ว่าตอนนี้เ้ามีเวลาเหลือเพียงสามปี ในสามปีนี้เ้าก็ใช้เวลาชีวิตอย่างสบายใจเถอะ...
ฉินอวี่ยิ้มอย่างฝืนยิ้ม และส่ายหน้าอย่างจนใจ แม้ว่าความประสงค์ดีของฉู่เยว่ฉานจะกลับกลายเป็เื่ร้าย แต่ความตั้งใจอันดีของนางก็ทำให้ฉินอวี่รู้สึกประทับใจ
หลังจากฉู่เยว่ฉานจากไป ศิษย์ที่อยู่รอบด้านก็หมดความสนใจในตัวฉินอวี่ และค่อยๆ แยกย้ายกันไป แต่ละคนต่างพูดถึงเื่แผ่นศิลาแผ่นนั้น แต่ผู้ดูแลลี่กลับยังคงเพ่งมองมาทางเขา มองฉินอวี่อย่างลึกลับ เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ทันทีที่สบสายตากับผู้ดูแลลี่ กลับได้ยินเสียงที่ดูเศร้าของผู้ดูแลลี่ดังขึ้น “น่าเสียดายแท้” พูดจบ ผู้ดูแลลี่ก็หันหลังจากออกไป
ร่างกายของฉินอวี่สั่นเล็กน้อย และในชั่วขณะหนึ่ง จิตใจของเขาก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายจากคำว่า... คนกำลังใกล้ตาย หวังชิง เ้าทำอะไรเช่นนี้คงว่างมากสินะ?
ฉินอวี่เดินเข้าไปในหอตำราด้วยรอยยิ้มที่ขมขื่น
มีศิษย์จำนวนมากที่เข้ามายังหอตำรา ทุกคนจึงต้องต่อแถวกันรอเข้าไปด้านใน แต่สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่สงสัยก็คือ ศิษย์ทุกคนจะต้องทำการแลกป้ายคำสั่งกับแผ่นไม้เล็กๆ แต่ตัวเขาเองไม่มีป้ายคำสั่ง...
เมื่อถึงลำดับของตนเอง ฉินอวี่ก็กัดฟันเดินต่อไปข้างหน้า และพูดขึ้นมาตรงๆ “ศิษย์พี่... เป็เพราะข้าไม่ได้จุด...”
“เ้ามีสิทธิ์ที่จะเข้าไปได้เพียงชั้นที่หนึ่ง” ฉินอวี่ยังไม่ทันพูดจบ ชายคนนั้นก็โยนแผ่นไม้ให้ฉินอวี่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขาได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว
ฉินอวี่ถือแผ่นไม้เอาไว้อย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จากนั้นจึงมองไปยังตู้เก็บตำราที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า ฉินอวี่รีบละความคิดต่างๆ ไปทันที เขาหยิบตำราขึ้นมาเล่มหนึ่ง ก่อนจะพลิกอ่านอย่างรวดเร็ว
เป็เพราะศิษย์ที่เข้ามาในหอตำรามีจำนวนมาก จึงไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นความเร็วในการอ่านของฉินอวี่
แต่ในมุมหนึ่งในชั้นที่หนึ่งของหอตำรา สายตาของผู้ดูแลลี่ยังคงจับจ้องมาที่ฉินอวี่
ในตอนที่ฉินอวี่เดินเข้ามา เขาก็สังเกตเห็นแล้ว เื่ราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ล้วนอยู่ในสายตาของผู้ดูแลลี่ทั้งสิ้น เดิมทีเขาเข้าใจว่าฉินอวี่โกรธมากจนแทบจะเอาชีวิตเข้าแลกกับจ้าวเจิ้นหย่วน และบางครั้งการแสดงออกของฉินอวี่ก็เผยความขมขื่นออกมา ทำให้ผู้ดูแลลี่เริ่มสนใจอะไรบางอย่าง และเริ่มคาดเดาความคิดของฉินอวี่ หลังจากคิดเช่นนี้ ผู้ดูแลลี่ก็ได้ข้อสรุป
ไม่มีการจุดตะเกียงแห่งกรรม ศิษย์ที่มีชีวิตอยู่ได้เพียงสามปี มีความมั่นใจอย่างมากว่าจะเอาชนะจ้าวเจิ้นหย่วนได้!
แม้ว่าข้อสรุปเช่นนี้จะทำให้ผู้ดูแลลี่ต้องแปลกใจ แต่ฉินอวี่ก็เป็เพียงศิษย์ขั้นปราณเสถียรระดับต้น ในขณะที่จ้าวเจิ้นหย่วนอยู่ในขั้นปราณเสถียรระดับปลาย แต่หลังจากพิจารณาดูแล้ว ผู้ดูแลลี่ก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ และมีความรู้สึกชื่นชมฉินอวี่ แต่น่าเสียดายที่... เขาจะมีเวลาเพียงสามปีที่จะมีชีวิตอยู่
ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้ผู้ดูแลลี่เหลือบมองกลับไปอีกเล็กน้อย แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้ผู้ดูแลลี่ต้องใ ความเร็วในการอ่านของฉินอวี่นั้นรวดเร็วมากจนเขาเองก็ไม่อาจยอมรับได้
นั่นยังเป็การอ่านอีกหรือ? นี่มันเรียกการพลิกตำราเสียมากกว่า... ไม่สิ หรือเขากำลังพลิกมันเล่นอยู่?
สีหน้าของผู้ดูแลลี่เปลี่ยนไปอย่างมาก แต่การแสดงออกของฉินอวี่ไม่เหมือนกับพลิกตำราเล่นเลยแม้แต่น้อย สิ่งนี้ทำให้ผู้ดูแลลี่ยิ่งใมากขึ้น เพราะความเร็วในการอ่านของเขาน่าใเป็อย่างยิ่ง
ครึ่งวันต่อมา
ฉินอวี่ขมวดคิ้ว และนำตำราเล่มสุดท้ายวางกลับเข้าไปในตำแหน่งเดิม จากนั้นก็เดินมายังศิษย์ที่ยื่นแผ่นไม้เล็กๆ ให้ และคืนแผ่นไม้กลับไป จากนั้นฉินอวี่ก็ถามขึ้น “ศิษย์พี่ ไม่ทราบว่าต้องทำเช่นไรข้าจึงจะได้เข้าไปในชั้นที่สองของหอตำราหรือ?”
ศิษย์ผู้นี้ชำเลืองมองฉินอวี่ สายตาของเขาเหมือนกำลังเจอผี ดูเหมือนจะนึกขึ้นมาได้ว่าฉินอวี่อยู่ในการปกป้องของฉู่เยว่ฉาน ศิษย์ผู้นี้จึงรีบระงับความโกรธทันที ก่อนจะตอบกลับไป “หาก้าเข้าสู่ชั้นที่สอง จำเป็ต้องเข้าเป็ศิษย์รุ่นห้าเสียก่อน และต้องมีแต้มสนับสนุนสำนักถึงหนึ่งร้อยแต้ม!”
“แต้มสนับสนุนสำนัก?” ฉินอวี่ใ ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ศิษย์ผู้นี้ก็โบกมือขึ้นมาทันที และพูดว่า “มีคำถามอะไรก็ไปถามคนอื่นเถอะ อย่ามาขวางทางอยู่ตรงนี้”
ฉินอวี่ได้แต่ปล่อยผ่านและหันหลังกลับ แต่เขากลับไม่ได้สังเกตเห็นผู้ดูแลลี่ที่ยืนอยู่ในความมืดด้วยใบหน้าที่ดูสุขุม...
