ความรู้สึกเย็นสบายแผ่ซ่านมาจากหน้าผาก ราวกับว่ากำลังถูกเช็ดอย่างอ่อนโยน
“อืม…….”
ไป๋หยุนเฟยที่เริ่มได้สติกลับมาบางส่วนเปล่งเสียงออกมาอย่างแ่เบา
“อ๊ะ! ศิษย์พี่ไป๋ฟื้นแล้ว! ศิษย์พี่ไป๋ฟื้นแล้ว!”
มันได้ยินคล้ายกับเสียงที่เปี่ยมด้วยความยินดีดังขึ้น ก่อนจะค่อยๆแว่วห่างออกไป
ไป๋หยุนเฟยอยากจะลืมตาขึ้น แต่ก็รู้สึกราวกับว่าหนังตาหนักนับพันชั่ง แม้แต่เสียงรอบกายก็ยังได้ยินอย่างแ่เบาเลอะเลือน
ยามที่สติแจ่มใสขึ้นเล็กน้อย ไป๋หยุนเฟยจึงคิดจะโคจรพลังิญญา
“พรึ่บ!!”
จู่ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เพียงบังเกิดความคิดว่าจะ‘โคจรพลังิญญา’ขึ้นในหัว พลังิญญามหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนก็ทะลักออกจากหน้าอก พริบตาเดียวก็ไหลเวียนไปทั่วร่าง
“ตุบ!”
ไป๋หยุนเฟยแตกตื่นจนโผลุกขึ้นนั่งตามสัญชาตญาณ ผ้าห่มที่คลุมตัวมันไว้ก็ตลบพลิกไปอยู่บนเตียงฝั่งตรงข้าม ยามนี้มันจึงค่อยพบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงใหญ่ --- เตียงนี้คือเตียงที่มันนอนอยู่ประจำในห้องพักบนยอดเขาประจิมนั่นเอง
“ฮ่าฮ่า หยุนเฟย เ้าตื่นแล้ว….”
เสียงอันอ่อนโยนดังมาจากด้านข้าง ไป๋หยุนเฟยชะงักและเงยหน้าขึ้นมองก็ต้องตะลึงลาน
โค่วฉางคง เซียวปินจื่อ หวงฝู่หนานและชางอวี่ ทั้งหมดยืนอยู่ที่ข้างเตียงกำลังจ้องมองมาที่มัน และด้านหน้าของทุกคนนั้นยืนไว้ด้วยชายชราผมขาวผู้หนึ่งซึ่งกำลังมองมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเช่นกัน
ไป๋หยุนเฟยตกตะลึงไปชั่วครู่ จากนั้นก็ราวกับบังเกิดความแตกตื่น และคิดที่จะลงจากเตียงเพื่อคารวะ แต่ก็ต้องพบว่าตนเองเพียงสวมใส่เสื้อรองในที่โปร่งบางอยู่เท่านั้น
“เอ่อ...” ไป๋หยุนเฟยชะงักร่างด้วยความกระอักกระอ่วนไม่ทราบจะทำอะไรดี
“ฮ่า ฮ่า ไม่ต้องแตกตื่นถึงเพียงนั้น เ้าสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนเถอะ” ชายชราผมขาวมองดูไป๋หยุนเฟยแสดงท่าทีลำบากใจก็เอ่ยปากด้วยรอยยิ้ม
ไป๋หยุนเฟยสวมเสื้อผ้าที่ถูกพับวางไว้ที่หัวเตียงอย่างรวดเร็ว หลังจากสวมใส่เรียบร้อยก็ระงับสติเป็ให้ปกติ ก่อนจะคารวะโค่วฉางคงและคนอื่นๆ จากนั้นจึงกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ศิษย์ขอคารวะท่านอาจารย์ ผู้าุโทุกท่าน และ...”
มันมองดูชายชราผมขาวนั้น โดยที่ไม่ทราบจะเรียกหาว่าอย่างไรดี
“ท่านนี้คืออาจารย์ของอาจารย์เ้า เป็อดีตเ้าสำนักรุ่นที่แล้ว” โค่วฉางคงเอ่ยปากขึ้น
ไป๋หยุนเฟยตกตะลึงคาดไม่ถึงว่าชายชราท่านนี้จะเป็อดีตเ้าสำนักที่ถูกกล่าวขานถึงมาเนิ่นนานนามว่า‘จื่อจิน’ มันจึงรีบคารวะ “ศิษย์คารวะอาจารย์ปู่”
“อืม” จื่อจินพยักหน้าแก่ไป๋หยุนเฟยก่อนจะยิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่ต้องมากพิธี มานั่งตรงนี้ ข้ามีเื่อยากจะถามเ้า”
……
ภายในห้อง ไป๋หยุนเฟยที่นั่งร่วมโต๊ะเดียวกับผู้าุโทั้งหลาย ก็รู้สึกกระสับกระส่ายไม่เป็ตัวของตัวเอง โดยเฉพาะสายตาของทุกคนที่มองมา สร้างความอึดอัดแก่มันอย่างยิ่ง
“ท่านอาจารย์ พวกท่าน………”
หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายไป๋หยุนเฟยก็อดไม่ได้ต้องเอ่ยปากขึ้น
โค่วฉางคงยิ้มอย่างเฉื่อยชาก่อนจะกล่าวว่า “หยุนเฟยบอกอาจารย์มา เมื่อสองวันก่อนในยามกลางคืน เ้าทำอะไรในถ้ำหลอมประดิษฐ์กันแน่?”
“สองวันก่อนในยามกลางคืน?” ไป๋หยุนเฟยบังเกิดความตระหนก แต่จากนั้นก็รู้สึกตัวและถามด้วยความใว่า “ข้า... ข้าหมดสติไปหนึ่งวันหนึ่งคืน?”
ชางอวี่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “หากจะพูดให้ถูกต้องก็คือ หนึ่งวันสองคืน”
“เด็กน้อยแซ่ไป๋ เ้านอนหลับจนเลอะเลือนไปแล้วหรือ ทราบหรือไม่ว่าคืนนั้นเ้าก่อนเื่ใหญ่โตเพียงใดที่หน้าผาหลอมประดิษฐ์?” หวงฝู่หนานเห็นไป๋หยุนเฟยมีท่ามีงุนงง ก็อดไม่ได้ต้องถอนหายใจก่อนจะส่ายหน้ากล่าวขึ้น
“อืม... เกิดอะไรขึ้น?”
“เ้าะเิทำลายหน้าผาหลอมประดิษฐ์ไปครึ่งแถบ!!”
“……”
ไป๋หยุนเฟยรู้สึกสับสนมึนงงขึ้นมา
โค่วฉางคงมองดูไป๋หยุนเฟยแล้วจึงส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “หยุนเฟยเ้าไม่ต้องใส่ใจต่อเื่นี้ หน้าผาหลอมประดิษฐ์ยามนี้ซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว เ้าบอกพวกเรามาก่อน ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“ซ่อมแซม... เสร็จแล้ว? ผู้าุโที่สองเพิ่งบอกว่าข้าะเิหน้าผาหลอมประดิษฐ์ไปครึ่งแถบ! แต่กลับซ่อมแซมเสร็จแล้ว?!” ไป๋หยุนเฟยอ้าปากค้าง ขณะที่ในใจสั่นสะท้าน แต่มันก็ไม่ได้สอบถามว่าซ่อมแซมอย่างไร เพียงก้มหน้าเล็กน้อยเพื่อหลบสายตาของบรรดาผู้าุโ ขณะเดียวกันก็ใคร่ครวญว่าจะตอบอย่างไรดี
หลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน ไป๋หยุนเฟยก็เงยหน้าขึ้นตอบ “เรียนท่านอาจารย์ คืนนั้นศิษย์้าจะหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาชั้นปฐีให้ได้ ดังนั้นจึงทดลองใช้วิธีหลอมบีบอัด...”
“ว่ากระไร?!”
คำพูดของมันเมื่อครู่ สร้างความแตกตื่นแก่ผู้คนรอบข้างอย่างใหญ่หลวง สุดท้ายหวงฝู่หนานจึงกล่าวด้วยความตระหนกว่า “เ้าใช้วิธีหลอมบีบอัดจริงหรือ? เ้าไม่ทราบหรือว่าต้องเป็บรรพิญญาก่อนจึงจะสามารถใช้วิธีนี้ได้? และต่อให้เป็บรรพิญญาระดับต้นหากใช้วิธีนี้ก็มีโอกาสถึงแปดเก้าส่วนที่จะเกิดกระถางะเิ เ้า... เ้าไม่้าชีวิตแล้วหรือไร!”
“นี่...” ไป๋หยุนเฟยคิดไม่ถึงว่าทุกคนจะมีปฏิกิริยารุนแรงเช่นนี้ หรือว่าการข้ามขั้นไปใช้วิธีหลอมบีบอัด จะส่งผลอันร้ายแรงถึงเพียงนี้?
“ท่านอย่าเพิ่งพูดแทรก ปล่อยให้หยุนเฟยกล่าวต่อ” ชางอวี่ปรายตามองหวงฝู่หนานก่อนจะขมวดคิ้วกล่าวขึ้น
ไป๋หยุนเฟยเค้นสมองครุ่นคิด จากนั้นจึงกล่าวต่อ “ศิษย์... คิดไม่ถึงว่าจะส่งผลร้ายแรงถึงเพียงนี้... ยามเริ่มต้นทุกอย่างก็ราบรื่นดี ข้าบีบอัดวัตถุดิบแร่บริสุทธิ์ไปหลายก้อน หลังจากนั้น...”
เนื่องเพราะใน่แรกไม่มีเื่ใดที่เป็‘ความลับ’ ดังนั้นไป๋หยุนเฟยจึงบอกเล่าออกมาตามตรง
“เ้าว่าอะไร?! เ้าบอกว่าเมื่อโยนวัตถุดิบรองลงไปก็ยังไม่อาจควบคุมไว้ได้ จึงเริ่มโยนวัตถุดิบหลักอย่างแร่บริสุทธิ์กับศิลาาลงไป?!” หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าของไป๋หยุนเฟย สุดท้ายหวงฝู่หนานก็อดไม่ได้ต้องโพล่งขึ้นอีกครั้ง “เ้าไม่มีสมองหรือ?! เวลาเช่นนั้นแทนที่จะหนี เ้ากลับทำตรงข้าม คิดจะตายอย่างอนาถหรือไร?!”
“ข้า...” ไป๋หยุนเฟยคำพูดจุกปาก มันเองก็รู้ว่ายามนั้นตนช่างโง่เขลา คิดเพียงแต่จะบีบกดพลังที่หลุดจากความควบคุมเอาไว้ให้ได้ จึงพลาดโอกาสที่จะหนีออกมาจากที่ตรงนั้น และในตอนสุดท้าย มันก็ควบคุมอะไรไม่ได้อีกแล้ว
เมื่อไป๋หยุนเฟยกล่าวถึง่ที่มันโยนวัตถุดิบและวัตถุิญญาลงไปนั้น ทุกคนต่างก็มองมาด้วยสายตาประหลาดพิกล ถึงยามนี้หวงฝู่หนานก็คร้านจะบ่นว่าต่อมันแล้ว ตรงกันข้ามกลับมองมาด้วยสายตาราวกับ‘เลื่อมใส’ --- แต่ว่าจะเลื่อมใสเื่ใดนั้น กลับไม่อาจหาคำตอบได้
“……”
“จากนั้น วัตถุิญญาที่ข้ามีก็ถูกใช้ไปเกือบจะหมดสิ้น ข้าร้อนรนจนเผลอโยนวัตถุิญญาชิ้นหนึ่งที่มีคุณค่าต่อข้าที่สุดลงไป จิตใต้สำนึกข้าจึงสั่งให้คว้ากลับมา และเมื่อมือข้าเข้าไปในกระถางหลอมประดิษฐ์... จากนั้นพลังที่คลุ้มคลั่งก็ะเิออก แล้วข้าก็หมดสติไป และเมื่อคืนสติมาอีกครั้ง ก็พบว่าตนเองอยู่ในมิติที่แปลกพิสดารแห่งหนึ่ง...”
ไป๋หยุนเฟยจงใจข้าม่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอัพเกรดไป จากนั้นเริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมิติแปลกประหลาดนั้น มิหนำซ้ำยังเล่าถึงความรู้สึกอันพิสดารที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น และเนื่องเพราะตัวไป๋หยุนเฟยเองก็้าจะเข้าใจเช่นกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ดังนั้นมันจึงบอกเล่าอย่างละเอียด เพื่อหวังว่าจะได้รับคำตอบจากผู้มากประสบการณ์เช่นผู้าุโทั้งหลาย
เพียงแต่ว่า ไป๋หยุนเฟยที่ตั้งใจระลึกเื่ราวเหตุการณ์และบอกเล่าออกมาโดยละเอียดกลับไม่ได้รู้ตัวถึงท่าทีของผู้ฟัง ยามนี้ทุกคนล้วนตกอยู่ในอาการตกตะลึงอย่างใหญ่หลวง
“... จากนั้น ข้าก็หมดสติไปอีกครั้ง จนกระทั่งตื่นขึ้นมาเมื่อครู่นี้...”
ไป๋หยุนเฟยบอกเล่าเื่ราวที่สามารถเปิดเผยได้ออกไปหนึ่งรอบ หลังจากถอนหายใจยาวอย่างแ่เบาก็เงยหน้าขึ้น แต่มันต้องตกตะลึงต่อภาพที่เห็น --- ทุกคนล้วนตะลึงตาค้างมองมาที่มันด้วยสายตาราวกับมองตัวประหลาด ทุกคนไม่หลงเหลือท่วงท่าผู้าุโอันเคร่งขรึมอีก แม้แต่อดีตเ้าสำนักจื่อจินเองก็ยังไม่อาจข่มกลั้นอารมณ์อันพลุ่งพล่านของตนลงได้ เพียงแต่นอกจากอาการแตกตื่นตะลึงลานแล้วยังแฝงไว้ด้วยท่าทีปลาบปลื้มยินดี
“สภาวะจิตตะวัตถุ! เป็สภาวะจิตตะวัตถุจริงๆ!! ฮ่า ฮ่า มิน่าเล่า มิน่าเล่าจึงสามารถหลอมประดิษฐ์วัตถุเชื่อมโยงชีวิตขึ้นมาได้... ประเสริฐ ประเสริฐ ประเสริฐ!!” จื่อจินมองดูไป๋หยุนเฟยอย่างละเอียดอีกครู่หนึ่งเพื่อจะยืนยันว่ามันกล่าวโป้ปดหรือไม่ จากนั้นจู่ๆก็พลันหัวเราะด้วยเสียงอันดัง ก่อนจะกล่าวคำ ประเสริฐ ติดต่อกันสามครั้งด้วยความรู้สึกประหลาดใจและยินดีอย่างเปี่ยมล้น
