มู่เอ้าเทียนออกจากจวนและมุ่งตรงมายังจวนไท่จื่อ
ยามตี้หลิงหานได้รับรายงาน เขากำลังเอนกายพิงเก้าอี้พลางสนทนากับจีอู๋ซวง บรรยากาศรอบกายหาได้มีความกระตือรือร้นไม่ สีหน้าของเขามิได้ซีดจางเพียงนั้นแล้ว ดวงตาหว่างคิ้วก็มิได้ปรากฏความเหนื่อยล้าเช่นเดิมอีก ราวกับค่ำวานนี้คนที่ประสบภัยจนมีชีวิตเป็ตายเท่ากันมิใช่เขา
“อาหาน มิใช่ว่าลูกพี่ลูกน้องของเ้าผู้นั้นสมองพิการใช้การไม่ได้แล้วกระมัง เขาลากข้าไปยืนคุยด้วยอยู่เป็นาน เพียงเพื่อยืนยันว่ามู่อันเหยียนมีใจให้เขา อันใดที่เรียกว่า ‘ตีคือจูบ ด่าคือรัก’ ข้าเองก็เมาแล้วเช่นกัน มิเคยเห็นคุณชายตระกูลใดโง่เง่าเท่าเขามาก่อนเลย”
ยามนึกถึงเหตุการณ์นั้น จีอู๋ซวงก็อยากจะหัวเราะออกมา
ตี้หลิงหานพูดน้อยเป็อย่างยิ่ง เขาใช้เวลาส่วนมากไปกับการฟัง ยามได้ยินเื่นี้ เขาก็อดมิได้ที่จะยกมุมปากขึ้น ทว่ามันกลับหายไปในพริบตา ราวกับภาพลวง
“ตอนนี้เ้าเข้าออกจวนตระกูลมู่ได้ตามใจชอบแล้วหรือ?”
เสียงเ็าของตี้หลิงหานดังขึ้น
“มิใช่ ข้าตามบุตรชายของมู่อันเหยียนเข้าไป ข้าอยากกราบเขาเป็อาจารย์ ทว่ากลับถูกปฏิเสธ...เฮ้อ ไม่นึกเลยว่าข้าจีอู๋ซวงจะมีวันนี้...”
จีอู๋ซวงแสดงสีหน้าเศร้าโศก ก่อนจะจิบชาอย่างอึดอัดใจ
“อนาคตอันสดใสของข้า”
ตี้หลิงหานชำเลืองมองอีกฝ่าย ทว่าไม่ได้กล่าวอันใดออกมา เขารู้ว่าคนเช่นจีอู๋ซวงนี้ ท่าทางเอ้อระเหยลอยชาย วันทั้งวันไม่ทำสิ่งใดเป็ชิ้นเป็อัน หมกมุ่นอยู่กับเื่รักใคร่หนุ่มสาว ทว่าเื่การแพทย์นั้น อีกฝ่ายลุ่มหลงมันมากจริงๆ
“บุตรชายของมู่อันเหยียนเก่งกาจยิ่ง ทั้งที่อายุเพียงห้าขวบเท่านั้น เ้าคิดว่าต้องเป็บิดามารดาเช่นไรถึงให้กำเนิดบุตรชายที่ฉลาดล้ำเพียงนี้ได้?”
จีอู๋ซวงลูบคางพลางบ่นพึมพำกับตนเอง
“เ้าคิดว่าบิดาของหยวนเป่าเป็ใคร?”
เขาพูดขึ้นอีกครั้ง
แววตาของตี้หลิงหานสงบนิ่งเป็อย่างยิ่ง เขาคร้านเกินกว่าจะคุยกับจีอู๋ซวง ทว่ากลับจมลึกในสายธารความคิดตามคำพูดของอีกฝ่าย
ผู้ใดคือบิดาของเด็กคนนั้นกัน? ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไร้เบาะแสเยี่ยงนี้ แม้แต่ตัวมู่อันเหยียนเองก็จำอันใดมิได้ เช่นนั้นจะเริ่มต้นค้นหาจากที่ใด? ทว่าหากดูจากสีหน้าของนางแล้ว สตรีผู้นั้นน่าจะมีบางเบาะแสอยู่ในมือ แต่มิรู้ว่านางจะมาเยือนจวนของเขาเมื่อใด อั้นจิ่วบอกว่ายามนี้นางถูกกักบริเวณอยู่
“อ๊ะ...”
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จีอู๋ซวงพลันอุทานอย่างตื่นตระหนกออกมา
ตี้หลิงหานเหลือบมองเขา เห็นเพียงใบหน้าที่จริงจัง ก่อนเขาจะเอ่ยว่า “อาหาน บิดาของเด็กคนนั้นคงมิใช่เ้ากระมัง? เ้าเองก็เป็อัจฉริยะผู้หนึ่ง เด็กน้อยก็เป็อัจฉริยะเช่นกัน แม้ว่าเส้นทางของความอัจฉริยะจะไม่เหมือนกัน ทว่าพวกเ้าล้วนเป็อัจฉริยะทั้งคู่...”
“ประสาท”
ตี้หลิงหานโยนคำสองพยางค์นี้ใส่เขา รู้สึกว่าจีอู๋ซวงเริ่มประสาทขึ้นมาอีกคราแล้ว
ทว่าจีอู๋ซวงราวกับค้นพบเื่ราวน่าเหลือเชื่อบางอย่าง “เ้าลองคิดดู มู่อันเหยียนเคยเป็คู่หมั้นของเ้า เป็ไปได้หรือไม่ที่พวกเ้าจะมี่เวลาที่ความรักยากเกินห้ามใจ ท้ายที่สุดจึงมีหยวนเป่าเกิดขึ้นมา ข้าคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีใครอื่นที่สามารถให้กำเนิดทายาทที่มีพร์เช่นนี้ได้ อีกทั้งเ้าไม่สังเกตหรือ ว่ารูปร่างหน้าตาของหยวนเป่าคล้ายเ้ามากเพียงใด? ไอ้หยา ยิ่งคิดยิ่งเหมือน...”
จีอู๋ซวงอุทาน รู้สึกเพียงว่าตนเองเหมือนจะค้นพบความจริงบางอย่างเข้า
“ไม่ใช่ ไม่มี เ้าคิดมากเกินไปแล้ว”
ตี้หลิงหานมองเขาอย่างเ็า ทว่าจีอู๋ซวงคล้ายจะก้าวเข้าสู่โลกในจินตนาการของตนเองแล้ว คนผู้นี้ ไม่คาดเดาเสียดีกว่า เมื่อลองได้ตัดสินใจจะยืนยันความจริงแล้ว ก็จะเริ่มมองหาเบาะแสต่างๆ
“ในร่างของเ้ามีพิษ ในร่างของหยวนเป่าเองก็มีพิษเช่นกัน เ้าเป็อัจฉริยะ หยวนเป่าเองก็เป็อัจฉริยะ ดวงตาของเ้ากับหยวนเป่าเหมือนกันยิ่ง ทั้งเ้ายังเป็คู่หมั้นของมู่อันเหยียนอีก...์ทรงโปรด เ้ากับหยวนเป่าต้องเป็พ่อลูกกันแน่!”
จีอู๋ซวงเบิกดวงตาดั่งดอกท้อของตนเองกว้าง หลังวิเคราะห์ขั้นสุดท้าย ก็ได้ข้อสรุปออกมา!
ตี้หลิงหานขมวดคิ้ว “เป็เพียงเื่บังเอิญ”
“เื่บังเอิญมากมายเช่นนี้ หากมิใช่ฝีมืุ์ ก็ต้องเป็เื่จริง!”
จีอู๋ซวงกล่าวขึ้นอีกครั้ง
ไม่ถูกต้องย่อมดีกว่าไม่รู้ การเปรียบเทียบนี้ทำให้ใแล้ว ท่าทางที่แน่วแน่ของอีกฝ่ายพาให้ตี้หลิงหานรู้สึกสับสน เขาขมวดคิ้วพลางคิดอย่างละเอียดอีกครั้ง เมื่อสี่ปีก่อน เขาได้มีสัมพันธ์เกินเลยกับมู่อันเหยียนหรือไม่?
คำตอบสุดท้ายคือไม่ และเขามิได้ความจำเสื่อม
“พอแล้ว ข้าคิดว่าเ้าก็มิต่างกับเจียงจื่อเฮ่า พวกเ้าทั้งคู่ควรตรวจสมองเสียหน่อย”
ท้ายที่สุดตี้หลิงหานก็กล่าวออกมาอย่างเ็า แต่กลับได้ยินคำพูดเปี่ยมความมั่นใจของจีอู๋ซวงว่า “ข้าจะหาหลักฐานให้พบ”
เป็เวลานี้เองที่ได้ยินเสียงแจ้งว่ามู่เอ้าเทียนมาเยือนจวนไท่จื่อ ตี้หลิงหานยังมิทันได้กล่าวอันใด ก็ได้ยินจีอู๋ซวงพูดว่า “พ่อตาเก่าของเ้ามาแล้ว...”
ตี้หลิงหาน “...!”
“หุบปาก หากจะพูดเื่ไร้สาระก็ไม่ต้องมาที่นี่หนึ่งเดือน ศึกษาค้นคว้าวิชาแพทย์อยู่ที่เรือนไปเสีย เ้าตรวจอาการให้ข้ามานานปี กลับไม่รู้ว่าในกายข้ามีหนอนกู่เพลิงเย็น มิอาจสู้ได้แม้แต่เด็กผู้หนึ่ง”
ยามตี้หลิงหานไม่เปิดปากก็ยังดี ทว่าทันทีที่เขาเปิดปาก คำพูดก็แทงเข้าที่หัวใจของจีอู๋ซวงโดยตรง ลงดาบจนเห็นเื จีอู๋ซวงกุมอกตน เื่นี้ถือเป็เงามืดติดตามตลอดชีวิต
“เชิญแม่ทัพมู่”
เมื่อจีอู๋ซวงหุบปากแล้ว ตี้หลิงหานก็รู้สึกว่าหูของตนสะอาดยิ่ง ดังนั้นจึงเปิดปากกล่าว
ไม่นานจากนั้น มู่เอ้าเทียนก็เดินมาอย่างรวดเร็วภายใต้การนำของทหารในจวน มองจากระยะไกล เขาเห็นตี้หลิงหานยืนอยู่ข้างโต๊ะหินกลางสวน ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงนั้น เื้ัมีแสงอาทิตย์กระทบสาดส่อง ใบหน้างดงามราวมงกุฎหยก เ็าหล่อเหลา เกศาสีดำราวหมึกยาวสยาย งดงามดั่งบุรุษในภาพวาด
รูปโฉมของตระกูลมู่เองก็โดดเด่น ทว่าสำหรับองค์รัชทายาทผู้นี้ มิอาจไม่สรรเสริญสักคำหนึ่ง สมกับที่เป็คุณชายอันดับหนึ่งแห่งต้าโจว
“ท่านแม่ทัพมู่ พบกันอีกคราแล้ว”
เวลานี้จีอู๋ซวงพลันเดินออกมาจากด้านหลังของตี้หลิงหาน พลางกล่าวทักทาย
ยามนี้เองที่มู่เอ้าเทียนเห็นว่าจีอู๋ซวง หลงจู้แห่งหออู๋ิก็อยู่ที่นั่นด้วย ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลมู่กับจีอู๋ซวงนับว่าคุ้นเคยกันแล้ว ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าและกล่าวทักทาย แต่มู่เอ้าเทียนกลับพบว่าจีอู๋ซวงใช้ดวงตาเร่าร้อนจ้องมองมา ให้ความรู้สึกราวกับมีบางสิ่งติดอยู่บนใบหน้าของเขา
“แม่ทัพมู่ เหตุใดจึงมาเยือนจวนไท่จื่อยามนี้เล่า มีเื่ใดเกิดขึ้นหรือ?”
ตี้หลิงหานก้าวไปข้างหน้าพลางเอ่ยถาม ทว่ากลับเห็นใบหน้าที่จริงจังของมู่เอ้าเทียน คิ้วของอีกฝ่ายขมวดเข้าหากันแน่น เห็นได้ชัดว่ามีเื่สำคัญจะพูด
“อาหาน ท่านแม่ทัพมู่ เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าข้ายังมีเื่ที่ต้องจัดการในหออู๋ิ เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน ค่อยพูดถึงเื่นี้กันภายหลัง”
จีอู๋ซวงเปิดปากกล่าว
พวกเขาล้วนเป็คนฉลาด เมื่อจีอู๋ซวงเห็นท่าทีตึงเครียดของมู่เอ้าเทียน ก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็เื่สำคัญแน่ เขาจึงควรหลบฉากออกไปก่อน
“อืม”
ตี้หลิงหานพยักหน้า
“หลงจู้จี วันหลังขอเชิญท่านมาดื่มชาที่จวนของเปิ่นหวาง”
มู่เอ้าเทียนกำหมัดส่งให้
หลังสิ้นสุดเสียงนั้น จีอู๋ซวงพลันยิ้มอย่างเบิกบาน “ได้ เช่นนั้นก็ถือว่าสัญญาแล้ว”
มู่เอ้าเทียนพยักหน้า คิดว่าหลงจู้แห่งหออู๋ิช่างเป็คนตรงไปตรงมา ทว่าเขากลับไม่รู้ หลงจู้แห่งหออู๋ิผู้นี้หลักแหลมยิ่ง มักหาโอกาสในการติดต่อกับหลานชายตัวน้อยของเขาอยู่เสมอ แม้แต่วันนี้ก็ไปเยือนจวนตระกูลมู่มาแล้วคราหนึ่ง
...
“แม่ทัพมู่ ไปคุยกันในห้องหนังสือเถิด”
ตี้หลิงหานนำมู่เอ้าเทียนไปยังห้องหนังสือ พร้อมเรียกให้คนรับใช้นำชามารินให้มู่เอ้าเทียน ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายปฏิเสธ ได้ยินเพียงมู่เอ้าเทียนกล่าวว่า “องค์รัชทายาท กระหม่อมมาเยือนถึงจวนของพระองค์ในยามนี้ถือเป็การรบกวนแล้ว ทว่านี่เป็เื่ร้ายแรง หากไม่รีบทูลพระองค์โดยเร็วที่สุด กระหม่อมเองก็มิอาจทำใจให้สงบได้พ่ะย่ะค่ะ”
“เื่อันใด? แม่ทัพมู่เชิญกล่าว”
ตี้หลิงหานเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน
ดังนั้นมู่เอ้าเทียนจึงพูดทุกคำที่ฮวาเหยียนเคยกล่าวในจวนตระกูลมู่ออกมาจนหมด ไม่ตกหล่นไปแม้แต่คำเดียว
หลังสิ้นเสียง ห้องหนังสือพลันตกอยู่ในความเงียบเป็เวลานาน...
