เล่มที่ 4 บทที่ 92 อสุรกายกุ่ยเจี้ยง
เพราะหลินเฟยรู้ดีว่า…
เหล่าอสุรกายมักจะจู่โจมเป็ฝูง
สุดท้ายก็เป็อย่างที่คิดไว้จริงๆ ชั่วขณะที่อสุรกายกุ่ยจู๋กำลังแหลกสลายเป็เถ้าถ่าน พื้นทรายภายใต้ฝ่าเท้าของหลินเฟยก็เกิดสั่นไหวขึ้น…
ไม่นานก็มีเงาดำผุดขึ้นมามากมาย ปีศาจแต่ละตนที่โผล่มานั้นล้วนมีหน้าตาอัปลักษณ์โเี้ เมื่อหลินเฟยกวาดตามองไป จึงเห็นว่ามีอสุรกายกุ่ยจู๋หลายร้อยตนปรากฏขึ้นมา…
พริบตาเดียวเท่านั้น หลินเฟยก็ถูกเหล่าอสุรกายปิดล้อม ทำให้ทุกทิศทุกทางในตอนนี้เต็มไปด้วยไอหยินและอสุรกายกุ่ยจู๋จำนวนมาก เฟยเองก็ไม่อาจชะล่าใจได้ เขาตวัดกระบี่หงส์คำรนในมือ ปล่อยให้เปลวไฟห่อหุ้มทั่วร่าง ขณะที่สองขาก็ก้าวถอยไปด้วย เพราะบริเวณนี้ใกล้ช่องโหว่เกินไป หากเกิดการปะทะขึ้นมา อาจเกิดผลกระทบต่อห้วงมิติ หากเป็แบบนั้นจะยิ่งทำให้เหตุการณ์เลวร้ายไปใหญ่
เหล่าอสุรกายยังคงบุกเข้ามาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ส่วนหลินเฟยก็เอาแต่ถอยร่นเรื่อยๆนับหลายร้อยจ้าง กระทั่งมาถึงยังหน้าผาแห่งหนึ่ง หลินเฟยจึงกระชับกระบี่หงส์คำรนในมืออย่างมั่นคง เขาคิดจะอาศัยข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์นี้จัดการเหล่าอสุรกาย
กระบี่หงส์คำรนสามารถปล่อยเปลวไฟที่สามารถสยบไอชั่วร้ายของเหล่ามารปีศาจได้ ดังนั้นแม้จะมีอสุรกายจำนวนมากเพียงใด เมื่ออยู่ต่อหน้ากระบี่หงส์คำรนในมือแล้ว พวกมันกลับถูกโจมตีจนแตกพ่ายได้อย่างง่ายดาย เพียงสะบั้นกระบี่สองถึงสามครั้งเท่านั้น ก็สามารถปลิดชีพพวกมันได้แล้ว
ใช้เวลาไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูป หลินเฟยก็สังหารปีศาจได้กว่าสิบตนแล้ว…
แต่ก็น่าแปลก…
หลินเฟยรู้สึกถึงความผิดปกติที่แฝงอยู่
ทว่ายังไม่ทันจะเข้าใจว่าเกิดความผิดปกติจากตรงไหน จู่ๆก็มีเงาดำสายหนึ่งพาดผ่านไป…
ก่อนจะได้ยินเสียงโลหะกังวานตามอากาศออกมา
บัดนี้หลินเฟยถูกเหล่าอสุรกายกุ่ยจู๋ปิดล้อมได้อีกครั้ง กระบี่หงส์คำรนไม่อาจฝ่าเข้ามาได้ ทำให้ไม่สามารถต้านทานเงาดำที่บุกมาจากด้านหลังได้
ยังดีที่หลินเฟยคิดแผนสำรองเอาไว้...
เพียงเวลาไม่นานหลังจากได้ยินเสียงโลหะแหวกอากาศ หลินเฟยก็โคจรปราณกระบี่ไท่อี๋ออกมา…
เนื่องจากปราณกระบี่ไท่อี๋เกิดมาจากแร่ขั้นเซียนเทียน มันจึงมีพลังที่แสนศักดิ์สิทธิ์และสูงส่ง
ขนาดเคล็ดวิชามารฟ้าสยบเซียนของหลี่ชิงซ่านก็ยังสามารถเอาชนะมาได้ นับประสาอะไรกับอสุรกายพวกนี้?
แสงสีทองที่ปรากฏขึ้นก็ะเิออกเป็ปราณกระบี่สูงนับสามจ้าง จากนั้นไม่นานก็มีเสียงร้องโหยหวนตามมา และเงาสีดำสายนั้นก็หายไปท่ามกลางเหล่าอสุรกายกุ่ยจู๋…
“รอตั้งนาน…” หลินเฟยกุมกระบี่หงส์คำรนไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกมือปล่อยปราณกระบี่ไท่อี๋ออกไป เช่นเดียวกับตอนงานประลองศิษย์สายตรง ที่ปราณกระบี่ไท่อี๋ได้แปรเปลี่ยนเป็ปราณกระบี่สามสิบหกเล่ม กระทั่งเกิดเป็ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวน
สายตาก็สอดส่องไปทั่วบริเวณที่เหล่าอสุรกายกุ่ยจู๋ปรากฏอยู่
อันที่จริง หลินเฟยรับรู้ถึงความผิดปกติมาพักใหญ่แล้ว…
เพราะว่าฝูงอสุรกายกุ่ยจู๋ที่มีที่จำนวนหลายร้อยตนนี้ ถือว่าไม่ใช่ปีศาจกระจอกๆเลย
ฉะนั้นฝูงอสุรกายที่แข็งแกร่งเช่นนี้ จะต้องมีอสุรกายกุ่ยเจี้ยงที่เป็ผู้นำอยู่แน่นอน
ทว่าต่อสู้กันมาตั้งนานแล้ว กลับยังไม่พบอสุรกายกุ่ยเจี้ยงที่ว่าเลย หลินเฟยจึงคาดได้เดาว่า มันอาจจะแอบลงมือเมื่อได้ทีเผลอเป็แน่
และแล้วก็เป็อย่างที่คาดเดาไว้ ทำให้ปราณกระบี่ไท่อี๋ที่เขาซ่อนไว้ ได้โอกาสโจมตีกลับ
บัดนี้ไอหยินเข้มข้นกำลังรวมตัวกันจนเกิดเป็กลุ่มควันดำ และท่ามกลางกลุ่มควันดำนั้นก็ได้ปรากฏเป็เงาของร่างเล็กๆที่แสนซูบผอม แน่นอนว่าจะต้องเป็อสุรกายกุ่ยเจี้ยงที่ลอบลงมือเมื่อครู่นี้
จะว่าไปก็พิลึก…
อสุรกายกุ่ยเจี้ยงนี้มีร่างที่เล็กและแคระแกร็นกว่าที่คิดไว้มาก เมื่อเทียบกับชาติที่แล้วนั้น มันสูงถึงแปดฉื่อ ส่วนรอบเอวก็หนาแปดฉื่อเช่นกัน จึงรู้สึกได้ถึงความแตกต่างเป็อย่างมาก แถมนิสัยก็ยังขี้ขลาด ชอบเล่นทีเผลอ แม้แต่ตอนหนีก็ยังกระเสือกกระสนล้มลุกคลุกคลานเพื่อเอาชีวิตรอด สรุปแล้วยังหลงเหลือความน่าเกรงขามของอสุรกายกุ่ยเจี้ยงที่เป็ผู้นำอยู่อีกหรือไม่?
หลังจากที่มันหลบเข้าไปในฝูงอสุรกายกุ่ยจู๋แล้ว จากนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย…
“บ้าเอ๊ย…” หลินเฟยตกตะลึงกับภาพตรงหน้า มีหัวหน้าอสุรกายเช่นนี้อยู่ด้วย?
แต่หลินเฟยเองกลับไม่ได้รีบร้อนอะไร…
ไม่ว่าจะเป็ปีศาจรูปแบบใด ในเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็อย่าคิดว่าจะหนีรอดไปได้
คิดได้ดังนั้นหลินเฟยก็ไม่สนอสุรกายกุ่ยเจี้ยงที่หนีไป แต่เขากลับโคจรค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนเพื่อให้โคจรรอบตัว ส่วนกระบี่หงส์คำรนในมือก็โคจรพลังจนเต็มพิกัด ก่อนจะลงมือสังหารเหล่าอสุรกายตรงหน้า…
คราวนี้อสุรกายฝูงใหญ่ได้แตกตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
ไม่เพียงแต่กระบี่หงส์คำรนเท่านั้น ที่สามารถสยบสิ่งชั่วร้ายได้
ทว่าบัดนี้ยังมีปราณกระบี่ไท่อี๋สามสิบหกเล่มอีกด้วย
สำหรับเหล่าอสุรกายแล้ว พลังศักดิ์สิทธิ์ที่แฝงอยู่ในปราณกระบี่ไท่อี๋นี้ เรียกได้ว่าเป็ยาพิษสำหรับพวกมันเลยก็ว่าได้ เพียงััเล็กน้อย ก็เกิดเปลวไฟลุกท่วมและะเิไหม้จนกลายเป็เถ้าถ่าน…
ครู่เดียวเท่านั้น อสุรกายกุ่ยเจี้ยงที่ซ่อนตัวอยู่ก็จำยอมปรากฏกายออกมาในที่สุด…
ช่วยไม่ได้ หากยังไม่ออกมาละก็ เกรงว่าลูกสมุนที่เหลือก็คงจะถูกฆ่าตายจนหมด
ครั้งนี้หลินเฟยไม่คิดจะปล่อยมันไปง่ายๆ…
ชั่วขณะที่อสุรกายกุ่ยเจี้ยงปรากฏตัวออกมา ปราณกระบี่ไท่อี๋ทั้งสามสิบหกเล่มก็หดกลับเข้าไป ทั้งที่ตอนแรกยังเป็ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนที่มีพลังรุนแรงครอบคลุมรัศมีกว่าสิบจ้าง บัดนี้กลับเหลือรัศมีไม่ถึงหนึ่งจ้างที่กำลังกักขังอสุรกายกุ่ยเจี้ยงเอาไว้อย่างแ่า
ในที่สุดหลินเฟยก็เห็นบางอย่างชัดเจนขึ้นมา…
อสุรกายกุ่ยเจี้ยงที่ลอบสังหารหลินเฟยไปเมื่อครู่ ไม่มีเขี้ยวในปา เหมือนกับอสุรกายกุ่ยจู๋ตนอื่น นอกจากใบหน้าสีซีดผิดปกติ นอกจากนั้นก็เหมือนมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
มองเผินๆราวกับชายวัยกลางคนอายุประมาณสามสิบถึงสี่สิบปี อยู่ในชุดสีดำรัดรูป มีรูปร่างซูบผอมและแคระแกร็น แม้จะถูกค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนกักขังเอาไว้ แต่ก็ยังพอมีสติอยู่บ้าง กรงเล็บอันแหลมคมของมันกำลังขุดทรายที่เหยียบย่ำอยู่อย่างเอาเป็เอาตาย เพียงพริบตาเดียวเม็ดทรายก็ฟุ้งกระจายไปทั่ว เกิดเป็โพรงขนาดใหญ่ขึ้นมา
‘เป็ตัวตุ่นอย่างนั้นหรือ?’
หลินเฟยรู้สึกถึงเหงื่อเย็นที่ผุดซึมขึ้นมา...
ต้องยอมรับว่าอสุรกายกุ่ยเจี้ยงมีความพยายามอย่างมากในการหาทางหนีทีไล่ เพียงครู่เดียวมันก็สามารถขุดจนเกิดเป็โพรงลึกประมาณเจ็ดถึงแปดฉื่อได้ จนแทบจะหนีรอดออกจากค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนไปได้แล้วด้วยซ้ำ
“คิดจะหนีหรือ?” แต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายดันเจอเข้ากับหลินเฟยเสียก่อน
หลินเฟยแค่นหัวเราะเืเย็น พลางยกมือส่งปราณกระบี่อิ๋นเหวินออกไป ทันใดนั้นกระแสไอหยินขุมหนึ่งก็ะเิออก จากเดิมที่เป็ทรายเนื้ออ่อนนุ่ม ก็พลันถูกแช่แข็งไปทั่วทั้งบริเวณ
คราวนี้อสุรกายกุ่ยเจี้ยงจะต้องตกที่นั่งลำบากอย่างแน่นอน
ทั้งที่ในตอนแรกกำลังดีใจใกล้หนีรอดได้แล้วแท้ๆ ทว่าผืนทรายที่เหยียบอยู่ในตอนนี้กลับกลายเป็น้ำแข็งเสียแล้ว…
พริบตาเดียวเท่านั้น ก็มีเสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากในโพรง
เพียงแค่ไม่กี่กระบวนท่า หลินเฟยก็สามารถบั่นคอเหล่าอสุรกายกุ่ยจู๋ไปมากมาย ก่อนที่เขาจะโคจรค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนปิดตายปากโพรง เพื่อขังอสุรกายกุ่ยเจี้ยงไว้ข้างใน
ทางด้านอสุรกายกุ่ยเจี้ยงที่อยู่ในโพรงนั้น ไม่ว่ามันจะพยายามขุดไปทางใดก็ย่อมเจอแต่น้ำแข็งทุกที่ จะออกก็ออกไม่ได้ เพราะนั่นเป็ค่ายกลกระบี่ที่เกิดจากปราณกระบี่ไท่อี๋เชียว หากได้ััเข้าจะต้องาเ็จนปางตายแน่ หลังจากพลาดท่าไปหลายครั้ง อสุรกายกุ่ยเจี้ยงก็อดที่จะะโโวยวายออกมาไม่ได้
“บัดซบนัก อย่าได้กำแหงเกินไปนะ เ้ามนุษย์!”
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
