วันถัดมา เฉียวรุ่ยไปห้องแรงโน้มถ่วง ส่วนหลิ่วเทียนฉีเตรียมส่งข่าวให้จงหลิงโดยนัดนางมาที่บ้าน
“ศิษย์น้องหลิ่ว ในที่สุดเ้าก็ออกมา!” จงหลิงเห็นหลิ่วเทียนฉีออกมาจึงดีใจเป็อย่างยิ่ง
“ใช่ ข้าออกมาแล้ว!”
“ไม่เลวนี่ พลังระดับสร้างรากฐาน่ปลายเชียว พลังดูคงที่ เสถียรดียิ่งนัก!” จงหลิงเห็นหลิ่วเทียนฉีพลังสำเร็จถึงระดับนี้ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ฮ่าๆๆ เทียบกับศิษย์พี่จงยังด้อยกว่าไกลอยู่กระมัง?” จงหลิงพลังขีดสุดระดับสร้างรากฐาน นับว่าอีกครึ่งก้าวก็ถึงระดับดวงปราณ สูงกว่าเขากับเฉียวรุ่ยหนึ่งระดับพอดี
“ศิษย์น้องหลิ่วถ่อมตัวเกินไปแล้ว เ้าอายุน้อย มีพลังวัตรเช่นนี้ไม่ง่ายเลยนะ!” จงหลิงรู้ชัด พลังของตนสูงกว่าหลิ่วเทียนฉีเพราะชนะด้วยเวลา หากผ่านไปอีกไม่กี่สิบปี ใครสูงใครต่ำ คงยากที่จะบอกแล้วกระมัง?
“ศิษย์พี่จง ค่ายกลป้องกันพันยันต์ที่พวกเราวิจัยกันก่อนหน้านี้ หลังจากนั้นคืบหน้าอย่างไรบ้าง พบปัญหาหรือไม่? ผลการทดลองใช้เป็อย่างไรหรือ?” หลิ่วเทียนฉีถามอย่างใส่ใจ
“ฮ่าๆๆ ว่าแล้วเชียวว่าเ้าต้องถามเื่นี้” จงหลิงพูดพลางเอาแผนผังค่ายกลกับธงค่ายกลออกมาวางไว้บนโต๊ะ
หลิ่วเทียนฉียื่นมือไปหยิบแผนผังค่ายกลที่แก้ไขแล้วของจงหลิงขึ้นมาดู “อืม ไม่เลว ไม่เลวเชียว ศิษย์พี่จงแก้ไขเรียบร้อยหมดแล้วหรือ?”
“ใช่ ไม่เพียงแก้แผนผังค่ายกลเสร็จหรอกนะ ข้ายังทำการทดลองไปแล้วด้วย ค่ายกลป้องกันพันยันต์ของพวกเรา ความสามารถในการป้องกันกับความสามารถในการโจมตีล้วนดียิ่ง ในด้านการผสมผสาน ข้าจัดการตรงนี้กับตรงนี้ไปนิดหน่อย ผลของการผสมผสานจึงสูงขึ้น นี่เป็ภาพบันทึกการทดลองของข้า เ้าลองดูเถิด!” จงหลิงพูดพลางเอาศิลาบันทึกภาพออกมาให้ชม
หลิ่วเทียนฉีมองค่ายกลป้องกันพันยันต์ที่โจมตีกับป้องกันพร้อมเพรียง แข็งแกร่งประหนึ่งปราการฉายอยู่ในศิลาบันทึกภาพก็พยักหน้ารับ
“ค่ายกลนี้ได้ศิษย์พี่จงแก้ไขกับผสมผสานจนสมบูรณ์แบบแล้ว!”
“นั่นเพราะได้ศิษย์น้องหลิ่วช่วยออกความคิด ข้าถึงทำได้ ค่ายกลนี้เป็ค่ายกลของพวกเรา แผนผังค่ายกลกับธงค่ายกลชุดนี้ ข้าตั้งใจทำให้เ้าโดยเฉพาะ!”
“อืม ขอบคุณศิษย์พี่จงมาก”
“ศิษย์น้องหลิ่วพูดเหมือนเป็คนอื่นคนไกลไปได้ พวกเราไม่ได้ร่วมงานกันครั้งแรกสักหน่อย เพียงแต่ข้าไม่ค่อยเข้าใจนัก ก่อนหน้านี้ศิษย์น้องหลิ่วชอบค่ายกลสังหารมากกว่า เหตุใดครานี้ถึงอยากร่วมงานกับข้า ทำค่ายกลป้องกันอันหนึ่งเล่า?” จงหลิงมองหลิ่วเทียนฉีพลางถามอย่างสงสัย
“อา ไม่มีเหตุผลพิเศษอันใดหรอก แค่รู้สึกว่าพลังของตนไม่แข็งแกร่งนัก อยากร่วมงานกับศิษย์พี่จงทำค่ายกลป้องกันสักอัน เช่นนี้ในภายหน้า หากพบอันตรายย่อมปกป้องตนเองได้น่ะ!” มีค่ายกลป้องกันพันยันต์อยู่ นางเอกคนที่สองอยากเอาชนะจงหลิง เกรงว่าคงไม่ง่ายกระมัง?
“อืม เ้าพูดถูก ค่ายกลป้องกันอันนี้เพิ่มความสามารถในการปกป้องตนเองของพวกเราได้ดีจริง!” จงหลิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
หลิ่วเทียนฉีพูดคุยจุดที่ตนยังไม่ค่อยเข้าใจนักเกี่ยวกับค่ายกลป้องกันพันยันต์กับจงหลิงอีกเล็กน้อย ก่อนส่งนางกลับ
เมื่อส่งเรียบร้อยก็ส่งข้อความหาหลิ่วซือต่อ โดยเชิญอีกฝ่ายมารับประทานอาหารกลางวัน
หลิ่วเทียนฉีเอาอาหารปรุงสุกหลายอย่างออกมาต้มข้าวนิดหน่อย พอเขาเตรียมพร้อมเรียบร้อย หลิ่วซือก็เดินทางมาถึง
“พี่สี่!”
“น้องเจ็ด ทำไมเ้าอยู่คนเดียวเล่า? เสี่ยวรุ่ยล่ะ?” หลิ่วซือเห็นในบ้านมีเพียงหลิ่วเทียนฉีคนเดียว อดสงสัยไม่ได้อยู่บ้าง
“อา เสี่ยวรุ่ยไปห้องแรงโน้มถ่วงฝึกฝน อีกหลายวันถึงกลับมาน่ะ!”
“อ้อ!” หลิ่วซือพยักหน้าเข้าใจ
“พี่สี่รีบนั่งเถอะ ข้าต้มข้าวเสร็จแล้ว พวกเราพี่น้องสองคนไม่ได้กินอาหารด้วยกันนานนัก ข้าถึงอยากทำอาหารมากินด้วยกันกับพี่สี่!” หลิ่วเทียนฉีมองหลิ่วซือก่อนพูดอย่างสนิทสนม
ได้ยินเขาเอ่ยเช่นนี้ หลิ่วซือขอบตาแดงทันที “น้องเจ็ดช่างมีน้ำใจนัก!”
“กินเถอะพี่สี่ ข้าทำอาหารไม่ค่อยเป็นักเลยซื้อมาทั้งสิ้น ท่านทำใจกินสักหน่อยนะ!” ไม่ใช่ทำไม่เป็ เพียงแต่ไม่คิดจะทำให้ผู้อื่นนอกจากเสี่ยวรุ่ยก็เท่านั้น
“ไม่ๆๆ มันดีมาก ดีมากแล้วจริงๆ!” หลิ่วซือพยักหน้ารัว ยกชามข้าวขึ้นมาอย่างซาบซึ้ง รับประทานอาหารมื้อนี้ด้วยกันกับหลิ่วเทียนฉี
หลังอาหารกลางวัน หลิ่วเทียนฉีชงชาด้วยตนเอง ดื่มชาพร้อมกับหลิ่วซือ
“เื่ของท่านป้ารอง ข้าได้ยินมาแล้ว พี่สี่หักห้ามอาลัยยอมรับเถอะ!”
“ไม่ เ้ารู้เพียงด้านเดียว ไม่ได้รู้อีกด้านหนึ่ง ที่จริงแม่ข้าไม่ได้ล้มป่วยตาย นางถูกหลิ่วซานกับหลันอวี่ิ สามีชั่วภรรยาร่านคู่นั้นทำร้ายจนตายต่างหาก!” พูดถึงตรงนี้ สองตาของหลิ่วซือพลันแดงก่ำ เต็มไปด้วยความชิงชังท่วมฟ้า
“พี่สี่ ตอนที่ข้ากับเสี่ยวรุ่ยเก็บตัว แท้ที่จริงเกิดเื่อะไรขึ้นหรือ?” หลิ่วเทียนฉีมองใบหน้าเคียดแค้นของหลิ่วซือ เอ่ยถามอย่างสงสัย
“เป็เช่นนี้ ท่านแม่ของข้าขายของที่ท่านตาทิ้งไว้ให้ไปบางอย่าง ใช้เงินก้อนโตซื้อแมลงพิษอาถรรพ์ห้าตัวจากหมอผีคนหนึ่ง ท่านแม่ข้าใช้แม่แมลงพิษอาถรรพ์ควบคุมลูกแมลงพิษเ่าั้ ลูกแมลงพิษอาถรรพ์ตัวที่หนึ่งควบคุมท่านป้าใหญ่ ให้ท่านป้าใหญ่วางยาพิษสังหารท่านลุงใหญ่ ต่อมาท่านป้าใหญ่จึงถูกท่านปู่ตบตาย หลังจากนั้น ท่านแม่ก็ส่งคนเอาลูกแมลงพิษอาถรรพ์สามตัวที่เหลือมาให้ข้าใช้กับหลิ่วเทียนอี้ หลิ่วเทียนไป่และหลิ่วซาน เพราะพวกเขาเชื่อใจข้ายิ่งนัก ข้าจึงทำเื่นี้สำเร็จด้วยดี และระหว่างทางกลับไปร่วมพิธีศพ ท่านแม่ได้ใช้แม่แมลงพิษอาถรรพ์ในมือฆ่าหลิ่วเทียนอี้กับหลิ่วเทียนไป่ตามลำดับ แต่เมื่อมาถึงหลิ่วซาน หลันอวี่ิกลับพบความไม่ชอบมาพากล เขาเอาอุปกรณ์อาคมประหลาดยิ่งนักออกมา ไม่เพียงดึงแมลงพิษอาถรรพ์ในร่างนางออกมาได้ เขายังวางยาแมลงพิษอาถรรพ์จนลูกของมันะเิตาย พอแม่แมลงพิษอาถรรพ์ถูกผลกระทบย้อนเข้าตัว ท่านแม่จึงาเ็หนัก เมื่อข้ากลับถึงเมืองฝูเฉิง ไม่นานนักท่านแม่ก็ตายจากไป!” พูดจบ หลิ่วซือร่ำไห้สะอึกสะอื้น
“ที่แท้เป็เช่นนี้เอง!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้าเข้าใจ
เพื่อแก้แค้นให้ท่านลุงรอง ท่านป้ารองจึงวางแผนสังหารครอบครัวหลิ่วเจียงโดยใช้แมลงพิษอาถรรพ์ แต่นางกลับคิดไม่ถึงว่าโชคชะตาของนางเอกยังไม่สิ้นสุด ได้พระเอกช่วยไว้ ส่วนตัวนางกลับต้องสังเวยชีวิตเพราะเหตุนี้ เื่นี้ใกล้เคียงกับที่ตนเดาไว้อยู่!
“หลิ่วซานกับหลันอวี่ิ ชายหญิงสุนัขคู่นี้ทำร้ายท่านแม่ของข้า ข้าไม่ปล่อยพวกเขาไว้แน่!” หลิ่วซือคิดถึงคู่แค้นของตนก็สองตาแดงก่ำ ดวงตาเต็มไปด้วยความชิงชัง!
“พี่สี่ ท่านอย่าร้อนใจเกินไป สองคนนี้พลังไม่ต่ำต้อย หากจะแก้แค้นต้องรอโอกาส ไม่อาจรีบร้อนได้นะ” หลิ่วเทียนฉีกล่อมเสียงเบา
ความแค้นจากการสังหารมารดา ดูท่าคราวนี้ หลิ่วซือคงไม่มีทางชอบพระเอก แต่กลายเป็ศัตรูไปเสียแล้ว น่ากลัวว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน!
“อืม น้องเจ็ดวางใจเถิด ข้าไม่มีทางบุ่มบ่าม ข้าจะวางแผนให้รอบคอบ!”
“พี่สามรู้สาเหตุการตายที่แท้จริงของท่านป้ารองไหมขอรับ? ท่านกับพี่สามตัดขาดกันแล้วหรือ?” หลิ่วเทียนฉีถามจริงจัง
“ยังไม่รู้หรอก หลิ่วซานไม่สงสัยท่านแม่ข้า แต่หลันอวี่ิจัดการยากนัก ข้ากลัวว่าเขาจะสงสัยท่านแม่ ข้าจึงติดสินบนหมอให้บอกว่าท่านแม่ข้าป่วยเป็โรคร้ายแรงที่ติดต่อได้ วันที่ท่านแม่เสีย ศพจึงถูกเผาเรียบร้อย ฟเพราะฉะนั้น ต่อให้พวกเขาสงสัยก็หาหลักฐานอันใดไม่ได้หรอก!”
“อ้อ!” ได้ยินเื่นี้ เขานับถือความเด็ดขาดของหลิ่วซือเสียจริง
“ถูกแล้วพี่สี่ ข้าได้ยินผู้คนบอกมาว่าก่อนหน้านี้ หลันอวี่ิเหมือนจะไปเขาแสงงามค้นหาสมบัติ เขากลับมาั้แ่เมื่อไรหรือ?” หลิ่วเทียนฉีกลอกตาทีหนึ่งก่อนถามต่อ
“อ้อ ก่อนหน้านี้ หลันอวี่ิกับอวี๋ชิงโยว ศิษย์น้องของเขาไปเขาแสงงามค้นหาสมบัติด้วยกันจริง แต่ได้ยินว่าพบคู่ต่อสู้ ถูกขังไว้ในค่ายกลสังหารของผู้อื่นอยู่สามเดือนกว่าถึงออกมาได้ ตอนที่ทั้งสองคนออกมาก็มีาแเต็มตัว อวี๋ชิงโยวเพิ่งรักษาอาการาเ็หายไม่นาน แต่หลันอวี่ิผู้น่าตายคนนั้นกลับาเ็ไม่มากนัก กลับมาได้ไม่นานอาการาเ็ก็หายดี ถึงไปร่วมพิธีศพกับพวกเราน่ะ!” หลิ่วซือพูดถึงหลันอวี่ิก็เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“อ้อ เป็เช่นนี้เอง! ถ้าเช่นนั้นพี่สามเล่า? จิตใจถูกทำร้ายมากปานนี้ ตอนนี้คงซีดเซียวลงมากสินะ?”
“ใช่ หลิ่วซานร่างกายไม่สู้ดีมาตลอด ตอนเ้ากับเสี่ยวรุ่ยเพิ่งเก็บตัวฝึกฝน นางเคยกระอักเืครั้งหนึ่ง บำรุงอยู่เกือบสามเดือนถึงหายดี หลังจากกลับไปร่วมพิธีศพ นางก็กระอักเืจนสลบอีกหลายครั้ง ตอนนั้นข้าคิดว่านางจะตายเสียแล้ว คิดไม่ถึงว่านางจะดวงแข็ง อยู่รอดมาได้อีก”
ได้รับข่าวสารเหล่านี้ หลิ่วเทียนฉีพยักหน้ารับ ดูท่าว่าเื่ผลโลหิตทองกับครอบครัว สำหรับนางเอกแล้ว ช่างเป็การทำร้ายที่เ็ป!
“ตอนนี้พี่สามพลังระดับสร้างรากฐาน่กลาง หลันอวี่ิพลังขีดสุดระดับสร้างรากฐาน ส่วนพี่สี่ พลังของท่านเพียงระดับสร้างรากฐาน่ต้น ดังนั้น เื่แก้แค้นต้องวางแผนระยะยาว รีบร้อนเกินไปไม่ดีหรอก!” หลิ่วเทียนฉีมองหลิ่วซือ ช่วยอีกฝ่ายวิเคราะห์อย่างตั้งใจ
“อืม ข้าเข้าใจ ข้าไม่บุ่มบ่ามลงมือหรอก ข้าคิดว่าสิ่งที่ข้าควรทำในตอนนี้คือได้รับความเชื่อใจจากพวกเขา หากพวกเขาเชื่อในตัวข้า ข้าย่อมมีโอกาสในการแก้แค้น!” หลิ่วซือรู้อยู่ว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของชายหญิงสุนัขคู่นั้น
“บางที อีกไม่นานพี่สี่คงมีโอกาสแก้แค้นให้ท่านป้ารอง”
“หืม? น้องเจ็ดว่าอะไรหรือ” หลิ่วซือมองเขาพลางถามอย่างฉงน
“ท่านพ่อบอกข้าว่าแดนลับเหิงอวี้ใกล้เปิดออกแล้ว หากแดนลับเปิดออก ไม่แน่ว่าพี่สี่อาจลงมือที่นั่นได้ เช่นนั้นคงสะดวกอยู่บ้าง”
“แดนลับ?” ได้ยินคำนี้ ดวงตาของหลิ่วซือพลันเป็ประกาย
“ถูกต้อง แดนลับที่มีสมบัติวิเศษมากมายแห่งหนึ่ง หากพี่สี่อยากลงมือในแดนลับล่ะก็ เมื่อถึงเวลา น้องเล็กจะช่วยท่านแน่ แต่ก่อนหน้านั้น ให้ดีที่สุด พี่สี่ลองคิดหาวิธีสลับป้ายหยกที่ท่านปู่มอบให้ที่ตัวหลิ่วซานเสีย หากไม่มีป้ายหยกไว้ป้องกันตัว แม้พี่สี่ไม่ลงมือ ในแดนลับอันตรายมากมายเช่นนี้ หลิ่วซานคงรอดออกมาไม่ง่ายนักหรอก”
ได้ยินเขาเอ่ยเื่นี้ หลิ่วซือพยักหน้ารับ “ก็จริง น้องเจ็ดพูดมีเหตุผล ข้าควรหาวิธีเอาป้ายหยกของหลิ่วซานมาไว้ในมือถึงจะถูก!”
“หลันอวี่ิมีพลังสูงเกินไป จัดการไม่ง่ายนัก แต่ถ้าพี่สี่เข้าไปในแดนลับได้ ข้าก็คิดหาวิธีได้อยู่ ลองให้สัตว์อสูรในแดนลับช่วยเหลือสักหน่อย!” ในหินสีขาวมียันต์ชนิดหนึ่งชื่อว่ายันต์เรียกอสูร ไว้สำหรับดึงดูดสัตว์อสูรโดยเฉพาะ ทรงพลังเป็อย่างยิ่ง
“อ้อ? น้องเจ็ดหมายความว่า?”
“ในตำราโบราณมียันต์ที่ไม่แพร่หลายชนิดหนึ่งชื่อว่ายันต์เรียกอสูร ยันต์ชนิดนี้ดึงดูดสัตว์อสูรมากินอาหาร มันทรงพลังอย่างยิ่งแต่กลับขาดการสืบทอดมาเนิ่นนาน คนที่วาดได้มีอยู่น้อยมาก แต่ข้ากลับรู้อยู่บ้างน่ะ” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วเทียนฉีก็ยกมุมปาก
“อ้อ เข้าใจแล้ว ข้าสนใจแดนลับที่เ้าพูดถึง ข้าจะจัดการเื่ทั้งหมดให้เรียบร้อย!” หลิ่วซือมองหลิ่วเทียนฉีอย่างขอบคุณก่อนตอบ
“ดีเลย หากพี่สี่มีเื่อันใดที่น้องเล็กช่วยได้ก็มาหาได้ตลอด!”
“ขอบคุณน้องเจ็ด”
“พี่สี่พูดอะไรเล่า? พวกเราเป็ครอบครัวเดียวกันนะ และครอบครัวท่านลุงใหญ่ไม่เพียงเป็ศัตรูของพี่สี่ ยังเป็ศัตรูของข้าเหมือนกัน หากท่านลุงรองไม่จากไป ข้ากับท่านพ่อก็คงไม่ระแวงจนพบยาพิษอยู่ในใบชาเช่นนี้ หากข้าไม่พบพิษนั่น เกรงว่าท่านพ่อของข้าคง...” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วเทียนฉีถอนหายใจอย่างขมขื่น
“เฮ้อ ใช่แล้ว ข้าคิดว่าท่านพ่อที่อยู่ในปรโลกคงคุ้มครองท่านอาสามอยู่ และท่านอาสามก็มีบุญนักถึงหลบพ้นภัยนี้มาได้!” คิดถึงเื่ที่ท่านอาสามก็โดนยาพิษ หลิ่วซือก็ถอนหายใจแ่เบา
ก่อนหน้านี้ ท่านแม่ยังสงสัยว่าท่านอาสามวางยาพิษตนเองอยู่ แต่ตอนนี้ พอเห็นท่าทางของหลิ่วเทียนฉี หลิ่วซือกลับคิดว่าไม่น่าใช่
“ไม่ว่าอย่างไร พี่สี่จะเป็พี่สี่ของข้าตลอดไป พวกเรามีศัตรูร่วมกัน เป็ครอบครัวที่มีสายเืผูกพันกันนะ!” หลิ่วเทียนฉีบอกเสียงจริงจัง
“ถูกต้อง พวกเราเป็ครอบครัวเดียวกัน น้องเจ็ดเป็ครอบครัวเพียงคนเดียวของพี่สี่!” ตอนนี้ นางเหลือเพียงหลิ่วเทียนฉี น้องชายร่วมตระกูลคนเดียวแล้วจริงๆ
