เล่มที่ 5 บทที่ 138 มาหาเื่
แต่สำนักโยวิกลับแตกต่างออกไป เพราะสำนักโยวิเป็สำนักที่เน้นการฝึกพลังชั่วร้ายเป็อันดับต้นๆของเป่ยจิ้งก็ว่าได้ เส้นทางในการบำเพ็ญล้วนจะต้องอาศัยพลังชั่วร้าย การมาที่พิภพซ่างจงจึงราวกับปลาเจอน้ำ สามารถแหวกว่ายไปมาอย่างคล่องแคล่วตามใจ้า พวกเขาทั้งเพาะเลี้ยงผีดิบและปลุกเสกิญญาสารพัด ทำให้พิภพซ่างจงมีศิษย์สำนักโยวิอาศัยอยู่เยอะกว่าสำนักอื่นๆ
การเพาะเลี้ยงผีดิบเป็เส้นทางที่ยาวนานหลายสิบปี ทุกวันจำเป็ต้องมีไอหยินและแสงจันทร์หล่อเลี้ยง แถมยังต้องเซ่นด้วยเืเนื้อมากมาย หากให้ศิษย์ขั้นย่างหยวนหรือมิ่งหุนมาเพาะเลี้ยงละก็ เกรงว่าจะเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
อีกอย่าง สำนักโยวิก็มีสถานที่เพาะเลี้ยงผีดิบในพิภพซ่างจงอยู่หลายแห่ง เพียงแค่รัศมีพันลี้ของเมืองวั่งไห่ ก็มีสถานที่เพาะเลี้ยงนับร้อยแห่งแล้ว ฉะนั้นต่อให้เป็สำนักโยวิ ก็มีกำลังไม่เพียงพอ…
จึงทำให้มีศิษย์โส่วเย่เกิดขึ้นมานั่นเอง
ศิษย์โส่วเย่ก็เป็ศิษย์สำนักโยวิเช่นกัน คนพวกนี้ส่วนมากจะมีขั้นบำเพ็ญขั้นจู้จีเท่านั้น หลังจากที่บรรลุขั้นจู้จีที่พิภพหลัวฝูแล้วนั้น พวกเขากลับไม่อาจบรรลุขั้นบำเพ็ญที่สูงขึ้นอีกได้ เพราะข้อบกพร่องบางประการ ดังนั้นในสายตาของสำนักโยวิ คนกลุ่มนี้จึงถือว่าไม่ค่อยมีอนาคตเท่าไรนัก พวกเขาเลยถูกใช้แรงงานเพาะเลี้ยงผีดิบที่พิภพซ่างจงแทน…
อย่างไรก็ตามสถานที่เพาะเลี้ยงผีดิบก็มีไอหยินเข้มข้น เหมาะสำหรับการฝึกฝนบำเพ็ญเป็อย่างมาก หากเกิดโชคดีสามารถบรรลุขั้นย่างหยวนหรือมิ่งหุนได้ก็ถือว่าเป็ลาภลอย มีโอกาสได้กลับสำนักอีกครั้ง ดีไม่ดีวันหน้าอาจจะได้เลื่อนขั้นเป็ศิษย์สายตรงก็ได้…
และแน่นอนว่าหากไม่มีโชค…
ก็จะต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป
บางทีผ่านไปอีกร้อยปี อาจสามารถสร้างวัตถุดิบในการเพาะเลี้ยงผีดิบชั้นดีให้ทางสำนักก็เป็ได้…
แต่ถึงอย่างนั้นศิษย์โส่วเย่เหล่านี้ถือว่าหมดอนาคตไปแล้ว แม้แต่ศิษย์สำนักเดียวกัน ก็ยังไม่เห็นคนกลุ่มนี้อยู่ในสายตา
และแผนของเจียงหลีก็คือศิษย์โส่วเย่เหล่านี้นั่นเอง
เจียงหลีตั้งหน้าตั้งตาไปยังบริเวณบึงโคลน ส่วนปากก็ไม่วายบ่นกระปอดกระแปดไปเรื่อยๆ
“ขั้นมิ่งหุนที่ฝ่าเคราะห์ด่านที่หนึ่งหรือสองอย่างนั้นหรือ แถมยังต้องเป็ศิษย์สายในหรือสายตรงอีก ช่วยไม่ได้ ก็มันหาไม่เจอนี่นา จะโทษกันได้อย่างไร?”
เจียงหลีใช้เวลาเดินอยู่ชั่วครู่ ประมาณครึ่งชั่วยามผ่านไป เขาก็มาถึงสถานที่เพาะเลี้ยงผีดิบ
เมื่อกวาดตามองไปก็เห็นเพียงต้นไม้รกชัฏ และป้ายิญญาสุสานเต็มไปหมดราวกับสุสานร้างก็ว่าได้ หมอกดำปกคลุมทั่วบริเวณ เงาดำของต้นไม้ก็ส่ายไหวไปมา บางครั้งก็ได้ยินเสียงร้องไห้ครวญครางลอยมาออกมาด้วย ทำให้ที่นี่เต็มไปด้วยความวังเวง…
เจียงหลีรู้ดีว่าภายในหลุมศพเหล่านี้ ล้วนเป็ผีดิบที่สำนักโยวิเพาะเลี้ยงเอาไว้…
ไม่ไกลจากสุสานก็มีกระท่อมหลังน้อยตั้งอยู่ ด้านหน้าของกระท่อมมีโคมแดงที่กำลังส่องสว่างจำนวนสองดวงแขวนอยู่ ดูแล้วก็ละม้ายกับดวงไฟปีศาจที่ลอยเด่น…
“เป็เ้าแล้วกัน!”
เจียงหลีพุ่งตัวไปที่ประตูก่อนจะยกมือเคาะเสียงดัง
ไม่นานก็มีศิษย์อายุยี่สิบกว่าปี หน้าตาไม่เลวทว่ารูปร่างซูบผอมอยู่ในชุดคลุมสีดำ เดินออกมา
ตอนเปิดประตูออกมา ศิษย์ผู้นั้นมีสีหน้ารำคาญฉายชัด ทว่าหลังจากเห็นเจียงหลีก็หยุดชะงักไปก่อน
เจียงหลีเองก็ไม่ได้สนใจอีกฝ่าย ‘ดึกดื่นป่านนี้แล้วยังมารบกวนยามวิกาล ข้าไม่ได้มาดูเ้าทำสีหน้าอึ้งใส่หรอกนะ’ หลังจากลอบบ่นในใจ เจียงหลีก็เอ่ยหาเื่ทันที หวังว่าจะจบเื่ไวๆ เช่นนั้นจะได้กลับไปนอนเสียที คิดได้ดังนั้นเจียงหลีก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เตรียมจะเอ่ยทักทายบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของอีกฝ่ายตามที่อาจารย์อาผู้นั้นสั่งไว้
“เ้า…”
ทว่าเจียงหลีเพิ่งจะพูดคำว่าเ้าออกมา ก็ถูกอีกฝ่ายจับเข้าที่มือ
“ศิษย์พี่เจียงใช่ไหม เยี่ยมไปเลย คิดไม่ถึงว่าจะเจอศิษย์พี่เจียงที่นี่ เร็ว เข้ามาข้างในก่อน เดี๋ยวข้าจะไปชงชาให้นะ…”
“หา?” เจียงหลีนิ่งแข็งราวกับเป็ก้อนหินทันที สองตาเบิกค้าง ‘นี่หมายความว่าอย่างไร?’
“ศิษย์พี่เจียงจำไม่ได้แล้วหรือ?” ผู้บำเพ็ญหนุ่มในชุดดำเห็นดังนั้นก็รีบอธิบายทันที
“ข้าชื่อสวีหนิง เป็ศิษย์สำนักโยวิ เมื่อหลายเดือนก่อนศิษย์พี่เจียงเร่ขายกระบี่อยู่ที่ทางเหนือในเมืองไม่ใช่หรือ กระบี่ที่มีมนต์สะกดสิบสามสายอย่างไรเล่า ตอนนั้นศิษย์พี่เจียงตั้งราคาไว้ที่สองร้อยหินิญญา แต่ข้ามีไม่พอ ศิษย์พี่เจียงจึงลดให้ข้าเหลือเพียงร้อยหินิญญาอย่างไรเล่า”
“บ้าน่า!” เมื่อเจียงหลีได้ยินก็นึกออกทันที
ไม่อยากจะเชื่อ หลายเดือนก่อนเขาขโมยกระบี่อาจารย์ออกมาขาย ปรากฏว่าเจอแต่พวกคนจน ไม่ง่ายเลยกว่าจะเจอผู้บำเพ็ญขั้นย่างชี่ แต่ทั้งตัวดันมีแค่ร้อยหินิญญา แต่ด้วยความกลัวว่าอาจารย์จะไล่ตามทันในตอนนั้น สุดท้ายก็ข่มใจขายให้อีกฝ่ายในราคาร้อยหินิญญา
คิดไม่ถึงว่าคนคนนี้จะคือศิษย์โส่วเย่ของสำนักโยวิ!
‘บังเอิญเกินไปไหม?’
เจียงหลีรู้สึกแย่ลงไปทันที…
“ศิษย์พี่เจียง ข้างนอกลมแรง เข้ามานั่งด้านในก่อนเถิด…” อีกฝ่ายต้อนรับเจียงหลีอย่างอบอุ่น หลังจากเข้ามาในกระท่อมหลังน้อยก็เอาแต่สาละวนกับการต้มน้ำชงชา
เจียงหลียืนมองอีกฝ่ายที่กำลังวุ่นอยู่กับการชงชา ‘บ้าจริง ชักจะไปกันใหญ่แล้ว ข้ามาหาเื่ต่างหาก เ้ากลับต้อนรับอย่างอบอุ่นเช่นนี้ไปเพื่ออะไร เป็ศิษย์สำนักโยวิไม่ใช่หรือ เป็ถึงสิบสำนักใหญ่เชียวนะ แล้วศักดิ์ศรีความหยิ่งยโสของศิษย์สำนักใหญ่หายไปไหนแล้ว?’
‘เ้าทำเช่นนี้แล้วข้าจะหาเื่ได้อย่างไรเล่า?’
‘ไม่ได้ สงสัยคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว’
“จริงสิ…”
“ศิษย์พี่เจียง ดื่มชา…” สวีหนิงที่ชงชาเสร็จ พอเห็นเจียงหลีมีสีหน้าไม่สู้ดี จึงเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“มีอะไรหรือ?”
“ไม่มีอะไร…” เจียงหลีจิบชาคำหนึ่งก่อนจะวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ แต่เหมือนเ้าตัวจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบฉวยถ้วยชาขึ้นมาใหม่ ก่อนจะขว้างลงพื้นจนถ้วยชาแตกกระจาย
ขณะที่สวีหนิงกำลังมึนงงกับภาพตรงหน้า เจียงหลีก็ลุกขึ้นตวาดด้วยความโมโห
“เ้าดูแคลนข้างั้นหรือ ถึงกับเอาชาคุณภาพต่ำแบบนี้มารับรองข้า!”
“หา?” สวีหนิงได้ยินก็งุนงงยิ่งกว่าเดิม
“ไม่ใช่แบบนั้นนะ ศิษย์พี่เจียงฟังข้าก่อน…”
“เอาล่ะ ไม่ต้องพูดแล้ว!” เจียงหลีแอบชมเชยการแสดงของตนเองในใจ ก่อนจะชักกระบี่ออกมา
ชั่วขณะที่กำลังจะลงมือ ทันใดนั้นก็มีใครบางคนเดินเข้ามาพอดี
“รู้หรือไม่ว่าที่นี่คือสถานที่เพาะเลี้ยงผีดิบของสำนักโยวิ…”
“เป้าหมายของข้าคือมาหาเื่สำนักโยวิ!” เจียงหลีสวนกลับโดยไม่หันไปมองแม้แต่น้อย แต่ครู่เดียวก็รู้สึกถึงความผิดปกติขึ้นมาจึงแอบหันกลับไปมอง
แต่ภาพตรงหน้าก็ทำเอาเจียงหลีอ้าปากตาค้าง…
ผู้ที่มาใหม่เป็ผู้บำเพ็ญหนุ่มที่อายุประมาณยี่สิบกว่า แถมยังมีหน้าตาคล้ายคลึงสวีหนิงถึงห้าในสิบเลยทีเดียว ชุดที่สวมใส่ก็เป็ชุดคลุมยาวสีดำ บริเวณชายเสื้อยังมีขลิบสีทองที่มีลวดลายหัวปีศาจปรากฏอยู่ด้วย เมื่อเห็นดังนั้น เจียงหลีก็อดสูดลมหายใจไม่ได้ ‘หัวปีศาจสีทองนั่นเป็สัญลักษณ์ของศิษย์สายในนี่นา!’
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
