อาจารย์เวิงที่มีทรัพย์สมบัติมากมายเช่นนั้นยังซื้อได้แค่อักขระิญญามนุษย์ระดับต่ำ เห็นได้ชัดว่าอักขระิญญาหนึ่งอักขระนั้นล้ำค่าเพียงใด
อีกทั้งสำหรับขุมพลังอำนาจแล้วอักขระิญญาเปรียบเสมือนการผูกขาด ถึงมีเงินก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีคนยอมขายให้
อักขระิญญาพายุเพลิงเก็บไว้ก่อน ส่วนอักขระิญญาทองหนาน่าจะพอใช้ประโยชน์ได้อยู่บ้าง
สัตว์อสูรทะเลที่ต้องเผชิญระหว่างออกเดินทางในมหาสมุทรนั้นมีบางชนิดที่สามารถใช้ลมปราณรับมือด้วยได้ ลำพังแค่อักขระิญญาแกร่งกล้าอาจยังไม่เพียงพอที่จักป้องกันการโจมตีของพวกมัน ดังนั้นถ้าถึงยามจำเป็อาจต้องใช้อักขระิญญาทองหนาร่วมด้วย
สิ่งสำคัญที่ทำให้เรือล่าสัตว์ของอาจารย์เวิงออกทะเลได้ก็คืออักขระิญญาทองหนาซึ่งช่วยทำให้เรือของเขาต้านทานการโจมตีจากลมปราณของสัตว์อสูรได้
เ้าของเกาะนักล่ามีชื่อว่าจินหยาง ตระกูลของพวกเขาอาศัยอยู่บนเกาะนี้มานานหลายชั่วอายุคน กระทั่งมาถึงรุ่นพ่อของเขา เขาจึงได้รับ่ต่อกลายเป็เ้าของเกาะ หลังจากที่รวบรวมทรัพยากรทั่วทั้งหมู่เกาะนักล่า เขาต้องใช้เวลาถึงสี่สิบปีกว่าจักฝึกฝนมาถึงขั้นหลอมลมปราณหกชั้นฟ้า
แต่หลังจากสำเร็จเป็ขั้นหลอมลมปราณหกชั้นฟ้าแล้วเขาก็พบว่าเขามิอาจพัฒนาไปมากกว่านี้บนเกาะนักล่าได้อีกแล้ว มีแต่ต้องไปจากหมู่เกาะนักล่าเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาจักเป็ขั้นหลอมลมปราณหกชั้นฟ้า แต่ก็มิอาจเดินทางท่ามกลางมหาสมุทร ซึ่งสิ่งเดียวที่ช่วยได้ก็คือเรือเท่านั้น
อาจารย์เวิงใช้ข้ออ้างสารพัดเพราะไม่อยากให้จินหยางไปจากหมู่เกาะนักล่า ดังนั้นเขาจึงไม่ให้จินหยางยืมเรือล่าสัตว์ของเขาสักที
ทว่าการปรากฏตัวของจูชิงได้มอบความหวังให้กับจินหยาง เพื่อที่จะคว้าโอกาสนั้นเขาจึงเลือกสังหารอาจารย์เวิงโดยไม่สนว่าผลที่ตามมาจักเป็อย่างไร
สองเดือนต่อมา จินหยางยืนอยู่บนเรือล่าสัตว์สกุลซิน เขามองหมู่เกาะนักล่าที่อยู่ไกลสายตาเหลือเพียงแค่จุดสีดำเล็กๆ พลางถอนหายใจอย่างอดไม่ได้
การเดินทางในมหาสมุทร สำหรับคนหมู่เกาะนักล่าแล้วมันคือเื่ที่เป็ไปไม่ได้ พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการว่าต้องพบเจอกับสัตว์อสูรน่าพรั่นพรึงเพียงใดที่แอบซ่อนกายอยู่ก้นทะเล
“เ้าเอาแผนที่ของอาจารย์เวิงมาแล้วใช่หรือไม่” จูชิงเอ่ยถาม
“อยู่ในหัวข้าหมดแล้ว!” จินหยางชี้ไปที่หัวของตัวเอง
มหาสมุทรกว้างใหญ่แสนพรรณนา ถ้าไม่มีแผนที่ชี้นำเส้นทาง ความตายย่อมมาเยือนไม่ช้าก็เร็ว
โดยปกติแล้วพวกเขาจะเลือกเส้นทางที่ค่อนข้างปลอดภัยในการเดินเรือ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรทะเล ซึ่งคนเดียวที่เชี่ยวชาญเส้นทางเดินเรือก็คืออาจารย์เวิง
ซินต้าลี่ ซินต้าซาน แล้วก็ซินิจูเองก็อยู่บนเรือล่าสัตว์เช่นกัน พวกเขาอยากร่วมเดินทางไปกับจินหยางเพื่อสำรวจโลกภายนอกเช่นเดียวกัน
“ตามแผนที่บันทึกเส้นทางเดินเรือของอาจารย์เวิง ถ้าแล่นตามเส้นทางนี้ไปประมาณแปดพันลี้จะเจอเมืองสมุทร์!” จินหยางกล่าว
แปดพันลี้ พอได้ยินระยะทาง จูชิงถึงกับสูดลมหายใจเฮือกใหญ่!
ชายวัยกลางคนถึงขนาดข้ามน้ำข้ามทะเลอันไกลโพ้นเพื่อทิ้งเขาไว้ในเกาะร้างที่ต้องเดินทางไกลถึงแปดพันลี้จึงจะเจอเมือง ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะเจอแผ่นดินใหญ่
สองเดือนนี้จูชิงสลักอักขระิญญาทองหนาเกือบพันอักขระทั่วทั้งลำเรือ เรือล้ำนี้กลายเป็เรือไร้ทานเทียมแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ใช่ว่าสัตว์อสูรทะเลจะทำลายมันได้ใน่เวลาสั้นๆ
อีกทั้งเขาก็ยังคงเสถียรขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณหนึ่งชั้นฟ้าไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ในที่สุด บทคัมภีร์เคลื่อนย้ายลมปราณ 《เคล็ดวิชา์าหลัวโหว》 ก็ปรากฏบนศิลาผนึกิญญาพิชิต์ที่อยู่ในจิติญญา
บทคัมภีร์นี้แตกต่างกับบทคัมภีร์หลอมกายา ครั้งนี้มีแผนภาพอยู่เพียงสามภาพ ทุกแผนภาพนั้นปกคลุมไปด้วยหมอก
วิธีเดียวที่จะเปิดแผนภาพเ่าั้คือต้องกลั่นหลอมอักขระาหลัวโหว ถ้าจูชิงทะลวงขั้นสร้างลมปราณโดยที่กลั่นหลอมอักขระาหลัวโหวไม่มากพอ เขาคงไม่มีโอกาสได้รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในแผนภาพเหล่านี้
“จะรีบร้อนฝึกฝนมิได้ ไม่อย่างนั้นจักผสานอักขระาหลัวโหวไม่ทัน” จูชิงคิดในใจ
ขณะที่จอมยุทธ์คนอื่นต้องพยายามอย่างหนักเพื่อยกระดับขั้นบำเพ็ญเพียรให้สูงขึ้น ทว่าจูชิงกลับทำตรงกันข้าม เขาต้องคิดหาวิธีไม่ให้ขั้นบำเพ็ญเพียรเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป เหตุใดถึงได้แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเช่นนี้!
สาเหตุหนึ่งนั้นเป็เพราะตันเถียนของจูชิง ครั้นหยดเืัทั้งเก้าหลอมรวมกันเป็หนึ่ง เกิดการเปลี่ยนแปลงเหนือฟ้าทลาย์ขึ้นในตันเถียนของจูชิง
หยดเืัทั้งเก้าหยดแปรเปลี่ยนเป็มหาสมุทรโลหิต เสียงัคำรณอึกทึกเอ็ดอึง ทว่ากลับมองไม่เห็นสรรพสิ่งใด
หลังจากที่มหาสมุทรโลหิตประจักษ์ ลมปราณที่สะสมอยู่ในหินโลหิตถูกกลืนกินจนหมด นั่นทำให้จูชิงใเป็อย่างมาก
ลมปราณที่จูชิงสะสมไว้ั้แ่ตอนที่อยู่บนเกาะหลัวโหวนั้นน่าสะพรึงแสนหยั่งถึง ในเวลานั้น เขาคิดว่าลมปราณพวกนี้น่าจักเพียงพอให้เขาฝึกฝนถึงขั้นสร้างลมปราณหรืออาจไปถึงขั้นหลอมลมปราณด้วยซ้ำ แต่มันกลับเพียงพอให้ฝึกฝนได้ถึงแค่ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณเท่านั้น!
เมื่อลมปราณในหินโลหิตหมดลง พลังปราณฟ้าดินสุดแสนเบาบาง ถึงจูชิงจะใช้วิชาลับกลืนปราณก็ยากที่จะเติมเต็ม
พอหลอมรวมเืัทั้งเก้าแล้ว จูชิงััได้ว่าลมปราณที่ต้องใช้ในการบำเพ็ญเพียรนั้นเพิ่มสูงยิ่งกว่าเดิมสองเท่า!
“ถ้าเฒ่าปีศาจอยู่ก็คงดี” จูชิงถอนหายใจเล็กน้อย
หลังจากศึกใหญ่ในขุนเขากระบี่เทียนหยวน ด้วนสภาพที่อ่อนแอเฒ่าปีศาจจึงเลือกหลับใหลอยู่ในศิลาผนึกิญญาพิชิต์ นี่ก็ผ่านมาปีกว่าแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจักฟื้นตัวกลับคืนมา
จูชิงรู้ว่าครั้งนี้เฒ่าปีศาจาเ็ถึงรากฐาน ไม่สามารถที่จะฟื้นพลังกลับคืนมาได้ใน่ระยะเวลาสั้นๆ
“ครืนนน!” เรือล่าสัตว์สั่นคลอน ฉลามหัวค้อนพุ่งเข้าชนลำเรือ
“สัตว์อสูรขั้นสร้างลมปราณสูงสุด!” จินหยางแค่นเสียง จากนั้นก็เหวี่ยงหอก แสงหอกประกายจรัสแจ้งทะลุหัวของฉลามหัวค้อนจากด้านหลัง
จินหยางขับเคลื่อนลมปราณ ลมปราณหลั่งไหลเข้าไปในตัวฉลามหัวค้อน จากนั้นก็ดึงมันขึ้นมาบนเรือล่าสัตว์
วิธีการควบคุมลมปราณนี้นั้นทำให้พวกจูชิงถึงกับตกตะลึง สมกับที่เป็ขั้นหลอมลมปราณหกชั้นฟ้า สามารถสังหารสัตว์อสูรขั้นสร้างลมปราณสูงสุดได้ง่ายดายในการโจมตีเดียว
ซินต้าซานเองก็ทำได้ ทว่าไม่ได้ง่ายเหมือนกับที่จินหยางทำ
เน่ยตันของฉลามหัวค้อนนั้นใหญ่มากเท่าหนึ่งกำปั้น ลมปราณในนั้นอัดแน่นเปี่ยมล้นแสนพรรณนา ัคะนองน้ำกับสุนัขโลกันตร์สามหัวถึงกับอยู่ไม่นิ่ง ถ้ามิใช่เพราะกลัวพลังของจินหยาง เ้าพวกตัวตะกละทั้งสองก็คงกระโจนออกมาแล้ว
“เน่ยตันของสัตว์อสูรขั้นสร้างลมปราณสูงสุด เ้าน่าจะหลอมผสานได้” จูชิงกล่าว
เน่ยตันสัตว์อสูรนั้นล้ำค่ายวดยิ่งบนแผ่นดินใหญ่ เดาว่าในมหาสมุทรนี้เองก็คงเป็ของล้ำค่าเช่นกัน
ด้วยขั้นบำเพ็ญเพียรของจินหยาง ถ้าเขาสำเร็จเป็นักรบิญญาอสูรย่อมสามารถก้าวไปได้อีกไกลไร้ขีดจำกัด
“นักรบิญญาอสูรเป็ง่ายเช่นนั้นเสียเมื่อไหร่?” จินหยางยิ้มเจื่อน
อย่าว่าแต่เน่ยตันของขั้นสร้างลมปราณเลย แม้เป็เน่ยตันของสัตว์อสูรขั้นหลอมลมปราณโอกาสที่จะสำเร็จก็มีเพียงน้อยนิด
“เ้าไม่อยากเป็นักรบิญญาอสูรงั้นรึ?” จูชิงเอ่ยถาม
“ถ้าการเป็นักรบิญญาอสูรแค่กินเน่ยตัน ข้าจักรอจนถึงป่านนี้เพื่ออะไร?” จินหยางกลอกตา
จอมยุทธ์ทั่วไปหาก้าหลอมเน่ยตันสัตว์อสูร ยันต์ิญญาอสูรคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการสยบจิติญญาอสูร ซึ่งผู้ที่หลอมยันต์ิญญาอสูรได้นั้นมีเพียงนักหลอมอักขระิญญา อีกทั้งยังต้องเป็นักหลอมอักขระิญญาที่แข็งแกร่งมาก หมู่เกาะนักล่าที่มีนักหลอมอักขระิญญากากเดนอย่างอาจารย์เวิงคนเดียวก็นับว่าเป็ปาฏิหาริย์แล้ว นับประสาอะไรกับยันต์ิญญาอสูร
ถึงอย่างนั้น แม้ว่าจะมียันต์ิญญาอสูรก็ใช่ว่าจักทำสำเร็จ เมื่อล้มเหลวขั้นบำเพ็ญเพียรก็จะถดถอย แล้วถ้ายังหน้ามืดตามัวลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าสุดท้ายก็จะไม่เหลืออะไรอีกเลย
มูลค่าของยันต์ิญญาอสูรนั้นประเมินค่าไม่ได้ ราคาสูงกว่าเรือล่าสัตว์หลายเท่า จอมยุทธ์ทั่วไปไม่มีทางจ่ายไหว
“พวกเ้านักหลอมอักขระิญญาหน้าเื” จินหยางยังสาปแช่งอย่างอดไม่ได้
“เฮ้ๆๆ อย่าเหมารวมสิ อีกอย่างนักหลอมอักขระิญญาต้องอาศัยทักษะ ถ้าคิดว่าทำได้ก็ทำเองสิ!” จู่ๆ จูชิงก็ไม่สบอารมณ์ขึ้นมา
ถึงจะพูดแบบนั้น สุดท้ายจูชิงก็เตรียมทำเนื้อย่างอยู่ดี หินโลหิตไม่มีลมปราณเหลืออยู่แล้ว พลังฟ้าดินบางเบาสุดแสน วิธีเดียวที่จะเพิ่มลมปราณได้มีแค่การกินอย่างเดียว สัตว์อสูรขั้นสร้างลมปราณน่าจะมีลมปราณอยู่ไม่น้อย
ยามนี้ได้เวลาใช้ประโยชน์จากอักขระิญญาพายุเพลิงของอาจารย์เวิงแล้ว พายุเพลิงสูงห้าจั้งประจักษ์กลางอากาศ เพียงควบคุมพลังได้อย่างเหมาะสมก็สามารถย่างฉลามหัวค้อนได้อย่างรวดเร็ว
พอเห็นวิธีคิดของจูชิง จินหยางอดชื่นชมไม่ได้ นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นนักหลอมอักขระิญญานำอักขระิญญามาใช้กับอะไรแบบนี้
หลังจากกินเนื้อฉลาม เมื่อจูชิงััได้ว่ามีลมปราณไหลเข้าสู่ร่างกายเขาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ขณะนั้นมหาสมุทรโลหิตในตันเถียนสั่นไหวเล็กน้อย งูตัวเล็กขนาดเท่าหัวแม่มือะโอยู่ในมหาสมุทร อ้าปากกลืนกินลมปราณที่ลอยอยู่ในอากาศ
การที่มีมหาสมุทรโลหิตประจักษ์ในตันเถียนนั้นเป็เื่ที่แปลกประหลาดมาก แต่นี่ยังมีงูโลหิตอยู่ในมหาสมุทรแห่งนี้ด้วย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตันเถียนของเขานั้นอยู่นอกเหนือคัมภีร์ทุกคัมภีร์ เกรงว่าคงไม่มีใครที่มีตันเถียนแปลกเท่ากับจูชิงแล้ว
จูชิงกินเนื้อย่างหลายร้อยชั่งในคราวเดียว ลมปราณทั้งหมดถูกงูตัวเล็กจิ๋วกลืนกิน พริบตาเดียวจากขนาดตัวเท่าหัวแม่มือก็กลายเป็หนาเท่ากับแขน
“ซึ่ม!” เมื่องูโลหิตพบว่าไม่มีลมปราณเข้ามาในตันเถียนแล้วมันจึงเลื้อยกลับลงไปในมหาสมุทรโลหิต
บนเรือล่าสัตว์ จอมยุทธ์สกุลซินล่าสังหารสัตว์อสูรที่เข้าใกล้เรืออย่างต่อเนื่อง พวกเขาแยกชิ้นส่วนของพวกมันแล้วเก็บเอาไว้ด้วยความเคยชิน
ไม่นานนักพวกเขาก็พบว่าหลังจากเข้ามาสู่ท้องทะเลลึก จำนวนของสัตว์ิญญาเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก สัตว์อสูรที่ถูกล่าก่อนหน้านี้ห่างชั้นกับสัตว์อสูรทะเลลึกมากโขไม่ว่าจะเป็ในแง่ของระดับหรือความแข็งแกร่ง
ทั้งยังพบเจอกับสัตว์อสูรขั้นหลอมลมปราณหลายต่อหลายครั้ง จูชิงทำได้เพียงขับเคลื่อนอักขระิญญาลมสลัดสัตว์อสูริญญาขั้นหลอมลมปราณออกไป
จากนั้นจอมยุทธ์สกุลซินก็ไม่คิดจะล่าสัตว์อสูรอีกต่อไป มีแค่ตอนที่ถูกสัตว์อสูรโจมตีเท่านั้นพวกเขาถึงจะยิงคันศรั์ พอฆ่าเสร็จก็ไม่ได้สนใจที่จะแยกชิ้นส่วนซากของมัน รีบแล่นเรือออกไปในทันที
